ท้องถิ่นหนุนเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด
"พิธา" นำคณะพรรคก้าวไกล ร่วมวงถกสมาคม "อบจ.-อบต.-เทศบาล" เรื่องการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น ควบคู่กับการ"กระจายความเจริญ" พร้อมถกแก้วาระผู้บริหารท้องถิ่น ที่กำหนดวาระให้อยู่ดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี และติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้ ขณะที่"นายกสมาคม อบจ.แห่งประเทศไทย" เห็นด้วยเลือกตั้ง"พ่อเมืองทั่วประเทศ"
จากกรณี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือเชิญคณะกรรมการสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)แห่งประเทศไทย หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่เกิน 5 ท่าน เข้าร่วมประชุม โดยจะมีการพูดคุยเรื่องการกระจายอำนาจ ปลดล็อกให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้สามารถเป็นหน่วยงานหลักในการจัดบริการสาธารณะให้แก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามที่ได้สเนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุด ที่ห้องประชุมใหญ่ สมาคมสันนิบาต เทศบาลแห่งประเทศไทย ถนนบรมราชชนนี แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.66 นายบุญชู จันทร์สุวรรณ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)สุพรรณบุรี ในฐานะนายกสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าร่วมประชุมกับพรรคก้าวไกล ว่า ตามความคิดเห็นของตนก็แล้วแต่คณะกรรมการที่เขาวางแผนนโยบาย เราก็พร้อม แต่เรื่องเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเราก็ยินดีและเห็นด้วย ก็อยากจะให้มีการเลือกตั้งทั้งหมดทั่วประเทศให้พร้อมกันเลย เพราะเรามีต้นแบบอยู่แล้ว 2 จังหวัดก็ คือ กรุงเทพมหานคร กับเมืองพัทยา นำร่องอยู่แล้ว
"ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ถ้าเลือกตั้งผู้ว่าฯ มันก็มีหนึ่งเดียว มันไม่ต้องมีนายก อบจ. ใครเป็นผู้ว่าฯ ก็คุมทั้งหมด ผู้ว่าฯไม่ได้มาจากมหาดไทยแล้ว คือใครอยากจะเป็นผู้ว่าฯ ก็ไปสมัครเลือกตั้ง และทำงานปกครอง กับ อบจ. อีกที คือตอนนี้ส่วนหนึ่งถ้าเป็นส่วนราชการปัจจุบัน ผู้ว่าฯ ทำเรื่องปกครองอย่างเดียว ถ้าเป็น อบจ. ก็ทำเรื่องการพัฒนาท้องถิ่น มันก็จะแยกงานกันชัดเจน แต่ถ้าเป็นผู้ว่าฯมาจากการเลือกตั้ง มันก็ยังเป็นคนพื้นที่ ก็ไม่ย้ายไปไหน จะมีความต่อเนื่องในการทำงาน ทำให้การพัฒนาจังหวัด มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนนายอำเภอ และ ส.จ. เราไม่รู้ว่าเขาจะเขียนรูปแบบนโยบายเป็นอย่างไร แต่แนวความคิดที่ให้เลือกตั้งผู้ว่าฯเราพร้อมสนับสนุน นายบุญชู กล่าว
ต่อมา เมื่อเวลา 13.30 น. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล ได้เดินทางหารือนอกรอบกับ 3 นายกสมาคมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง สมาคม อบจ., สมาคมองค์การบริการส่วนตำบล แห่งประเทศไทย(อบต.) และสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย พร้อมแกนนำพรรคก้าวไกล ได้แก่ นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค และคณะทำงานด้านนโยบายกระจายอำนาจ เช่น นายไกลก้อง ไวทยากร นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล นายวรภพ วิริยะโรจน์ นายสิริน สงวนสิน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นายถวิล ไพรสณฑ์ และ นางสาวณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ รวมถึง นายชำนาญ จันทร์เรือง จากคณะก้าวหน้า
โดย นายพิธา ยืนยันว่า เป้าหมายสำคัญที่สุดคือการกระจายความเจริญ ดังนั้นการกระจายอำนาจคือกระบวนการไปสู่การพัฒนาความเจริญ ประเทศเราเมื่อรวมศูนย์ ก็จะมีแต่กรุงเทพ อย่างแรก คือการกระจายความเจริญ และที่ตามมาคือการกระจายอำนาจและบุคลากร พร้อมยืนยันไม่ได้ทำสิ่งที่สุดโต่ง ต้องมีระยะเวลาและแผนแม่บท อีกทั้งต้องเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม
นอกจากนี้ นายพิธาได้ขอขอบคุณ ที่ได้ร่วมประชุมกันในวันนี้ และขอบคุณในช่วงที่ผ่านมา ในการร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปลดล็อคท้องถิ่น ซึ่งครั้งนี้จะมารับฟังอุปสรรค และมองเป้าหมายการทำงานร่วมกันในช่วง 100 วันแรก ที่จะเป็นควิกวิน ในการบริหารราชการร่วมกัน จากนั้นในช่วงหนึ่งปีแรกของรัฐบาล เราจะกระจายความเจริญ ก่อนที่จะกระจายอำนาจ จากนั้นในวาระสี่ปีตั้งเป้าว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนได้รับบริการที่รวดเร็ว ซึ่งต้องได้สร้างความร่วมมือกันของท้องถิ่น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วาระการประชุมเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะแนวทางด้านการกระจายอำนาจ หลักๆจะพูดคุยกันในเรื่องการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อส่งเสริมกระบวนการปกครองส่วนท้องถิ่น และการกระจายอำนาจให้มีความอิสระ และกำกับดูแลเท่าที่จำเป็น รวมถึงการกำหนดแหล่งรายได้ใหม่ ๆ ให้กับท้องถิ่น และการจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปในความเหมาะสม
รวมถึงประเด็นของวาระผู้บริหารท้องถิ่น ที่มองว่าไม่ควรกำหนดวาระให้อยู่ดำรงตำแหน่ง คราวละ 4 ปี และติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้ เพราะมองว่าควรให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน เนื่องจากผู้บริหารมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ดังนั้นหากยังสามารถทำหน้าที่ และมีผลงาน ก็ควรให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ