มองการเมือง 64 ผ่านสายตา “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” จับตาถนนสายปรองดอง-ภารกิจ “ก้าวไกล”
หมายเหตุ : “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์พิเศษ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ถึงแนวทางการดำเนินงานของพรรคก้าวไกลในปี 2564 รวมถึงการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ในปัจจุบันในฐานะพรรการเมืองรุ่นใหม่ ตลอดจนมองเส้นทางของการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ จะมีโอกาสเกิดขึ้น ได้หรือไม่ อย่างไร
- มองบรรยากาศการเมืองปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง
ปี 2563 เป็นปีที่ทั้งสังคมไทย และโลกยังหาสมดุลไม่เจอ ระดับโลกก็ไม่เคยเจออะไรที่รุนแรงขนาดที่ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกชะงักได้อย่างโควิด-19 ขณะที่ประเทศไทยมีความฝุ่นตลบ มีแรงเฉื่อยที่เกิดขึ้นในสังคม และการเมืองอย่างชัดเจน มีกลุ่มที่คิดว่าอดีตคืออนาคต และอนาคตจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้อย่างที่อดีตที่เคยเป็นมา กับอีกกลุ่มที่เห็นว่าอนาคตคืออนาคต คือต้องการอนาคตที่มีความหวัง
ดังนั้น มันจึงเป็นการต่อสู่กันระหว่างคนที่อยู่ในประเทศที่เขาคิดว่าไม่มีอนาคต แต่เขาต้องมีอนาคตต่อไป กับคนที่คิดว่าประเทศไทยดีอยู่แล้ว มีความเป็นอยู่ที่ควรรักษาไว้ โดยที่มีกลุ่มคนไม่กี่คนอยู่บนกลุ่มอำนาจนั้น มันจึงกลายเป็นฝุ่นตลบขึ้นมา อาจจะเป็นเรื่องที่พูดคุยกันแค่ในสภาการเมือง หรือกับคนที่เป็นคอการเมือง ดังนั้นการที่เราเอาสมาธิมาอยู่กับเรื่องอย่างนี้ มันทำให้เราไม่มีสมาธิไปคิดถึงฝุ่นตลบในระดับมหภาคกว่า สื่อมวลชนที่โดนรบกวนตลอดเวลา จะเกิดอะไรขึ้น ปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ปัญหาสุขภาพ ปัญหาขยะ
การที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใหม่ขึ้นมา จะทำให้ระเบียบโลกเปลี่ยนไปอย่างไร การที่เราไม่มีการท่องเที่ยวอยู่ หรือระบบการศึกษา ถือว่าปีนี้เป็นปีที่ยังไม่มีคำตอบ หวังว่าปี 2564 จะเป็นปีที่ชัดเจนมากขึ้น และมีพื้นที่ในการพูดคุยที่ทำให้เกิดความรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นในอนาคต
- สิ่งที่จะเกิดขึ้นเป็นความต่อเนื่องมาถึงปี 2564 คืออะไร ทั้งเรื่องความขัดแย้ง การเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ และ การสมานฉันท์
นี่คือความเป็นฝุ่นตลบที่พูดได้อีกมุมหนึ่ง ความไม่มีสมดุลในขณะที่มีหน่วยงานหนึ่งนำโดยประธานรัฐสภา อยากจะมีคณะกรรมการสมานฉันท์เกิดขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ผู้มีอำนาจใช้สงครามกับประชาชนทั้งทางกายภาพ และทางกฎหมาย เช่น การใช้มาตรา 112 เป็นการส่งสัญญาณที่ค่อนข้างฝุ่นตลบ และมองภาพไม่เห็นว่าตกลงประเทศไทยจะมีการสมานฉันท์ หรือมีการรับฟังกันได้อย่างไร
ขณะเดียวกันมีการดำเนินคดีอย่างมีบรรทัดฐานใหม่ ในสมัยก่อนการใช้กฎหมายอย่างนี้ ไม่ได้เป็นผลดีต่อระบอบประชาธิปไตย แต่ตอนนี้มีบรรทัดฐานใหม่ถึงขนาดที่ว่าถึงแม้จะอยู่ในขบวนการเดียวกัน ซึ่งไม่ควรจะเกี่ยวข้องในคดีอาญา ก็ยังโดน นี่เป็นสิ่งที่ต้องมาหาคำตอบกันต่อในปี 2564 ว่าการสมานฉันท์มีความจริงแท้มากแค่ไหน
ในช่วงที่ผ่านมาก็มีการทำคณะกรรมการสมานฉันท์ ตราบใดก็ตามที่คุณยังไม่มีความยุติธรรม ก็ไม่มีความสมานฉันท์ ตราบใดที่ไม่มีข้อเท็จจริงในการพูดคุยกัน มันก็ไม่มีความยุติธรรม ทั้งหมดควรมาพร้อมกัน จะพูดคุยกันได้ก็ต้องมีความจริงใจ เป็นกระดุมเม็ดที่สี่ไล่ลงมา สมานฉันท์ ยุติธรรม ข้อเท็จจริง ความจริงใจ และความเข้าใจ แต่ตอนนี้ความจริงใจในการพูดคุยกัน มองว่าสัญญาณไม่ชัดเจน และมีความย้อนแย้งมาก ทำให้จะทำอะไรก็ยาก
แค่จะหาคนจากพรรคการเมืองไปร่วมคณะกรรมการสมานฉันท์ก็ดูแล้วว่าคงไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการทำให้คนที่อยู่ในอำนาจอยู่ในอำนาจต่อไป หรืออย่างมากที่สุดเป็นเอกสารที่อยู่บนชั้นวาง แล้วไม่ได้ใช้จริง ๆ เหมือนการตั้งครั้งที่ผ่าน ๆ มา ซึ่งหากเรายังไม่คุยเรื่องนี้แบบจริงจังเหมือนอย่างที่ต่างประเทศเขาทำกัน มันก็จะหาฉันทามติร่วมกันไม่ได้ และประเทศก็จะก้าวไปสู่อนาคตไม่ได้ เราก็จะไม่มีสมาธิไปแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่อยู่รอบด้านทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา และสังคม
- มองว่าการสมานฉันท์ก็ยังเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากในยุคนี้
ไม่เลย ยังมองว่ามีมุมที่ยังมีความหวังอยู่ แต่ในมุมหนึ่งก็ต้องเป็นมุมที่น่าห่วง ในมุมที่เป็นความหวังคืออย่างน้อยยังมีคนที่เป็นพลังของประเทศ ของคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่ยอมจำนน มีความคิดนอกกรอบ มีความคิดสร้างสรรค์ที่จะแสดงออกมา แสดงว่าระบบการศึกษาที่เราบ่น ๆ กันว่ามันใช้ไม่ได้ อย่างน้อยเขาก็คิดต่าง กล้าแสดงออก ถูก หรือไม่ถูกก็เป็นหน้าที่สังคมคอยหาวิธีการพูดคุยกัน เพื่อไม่ให้มีใครเสียมากไป ไม่มีใครได้มากเกินไป เช่น การแก้รัฐธรรมนูญ และการมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) และการพูดคุยกันเป็นต้น
สิ่งที่น่าห่วงคือคนที่อยากกอดอดีตแบบเดิม ๆ ไว้ ยังไม่อยากปล่อย ยังมีมุมที่น่าห่วง เพราะมีคนที่ยังหวงอดีตที่คุ้นเคย หรือ Good old days ที่เขารู้จัก มันไม่เป็นไปตามบริบท และสอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทั้งนอกประเทศ และในประเทศ ทั้งในแง่การเปลี่ยนแปลงที่มาจากเทคโนโลยี ระบบเศรษฐกิจใหม่ ๆ มันไม่สามารถตอบสนองได้ ไม่ว่าจะในมิติขนาดไหนก็ตาม
รวมถึงรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่เป็นระเบิดเวลา คล้าย ๆ กับที่เป็นอยู่ เป็นอันที่คุณสามารถรักษาอำนาจไว้ได้ แต่ไม่สามารถปกครองประเทศไทย จะเห็นได้ชัดจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ทนไม่ได้แม้แต่ 2 สัปดาห์ แล้วจะให้เยาวชนของชาติทน 20 ปี มันชัดเจนอยู่แล้ว การที่คุณทำรัฐธรรมนูญแบบนี้ มีพรรคการเมืองมากมายขนาดนี้ แล้วจะบริหารให้เป็นเอกภาพ มันทำไม่ได้
- พรรคการเมือง ในยุคใหม่ ควรเป็นอย่างไร เพื่อให้ทันต่อการพัฒนาทั้งใน และต่างประเทศไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ต้องเป็นพรรคการเมืองที่เข้าใจตั้งแต่ภายนอก จนถึงภายใน และเข้าใจจุดแข็งของพรรคตัวเอง จนกระทั่งมันไปตอบสนองกับความเปลี่ยนแปลงภายนอก ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอย่างไร สามารถมองตัวเองออกไปถึงอนาคตข้างหน้า และมองกลับมาเข้ามาสู่ข้างใน นี่คือนิยามของคำว่ายุทธศาสตร์ ซึ่งทั้งหมดที่พูดมา จะกลายเป็นรูปธรรมกลางปีนี้ ตามแผนประจำปีของพรรคก้าวไกล
เรามีแผนประจำปีเหมือนเอกชน ว่าปีนี้เรามีเป้าอย่างไร ช่วงปิดประชุมสมัยไตรมาสแรก เปิดประชุมถึง 28 ก.พ. ก็จะต้องเป็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 2 และวาระ 3 จากนั้นเป็นเรื่องของอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนช่วงปิดประชุมสภา ก็จะใช้ช่วงเวลานั้น เสนอทางออกให้กับประเทศ เสนอความหวังว่าประเทศไทยหลังโควิด-19 หน้าตาจะเป็นอย่างไร ทั้งในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เราจะใช้เวลาช่วงนั้นสร้างบ้านใหม่ให้กับประเทศไทย เป็นการรีสตาร์ต ทำบิ๊กแบงให้กับประเทศไทย
- ช่วงปีที่ผ่านมา ถือว่าดำเนินการไปได้มากน้อยแค่ไหน
เกือบทั้งหมด แต่ด้วยความที่เราเป็นพรรคใหม่ อาจจะมีการตั้งเป้าไว้ต่ำ ในช่วงแรกที่เขายุบอดีตพรรคอนาคตใหม่ไป บุคคลใหม่ยังเข้ามาเหลือ 53 คน เราต้องการให้ความเป็นพรรคดำเนินต่อไปได้ ในขณะเดียวกันสถานการณ์ทางการเมืองอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มันปะทุรุนแรง เราก็อาจจะต้องใช้เวลาของเราอยู่กับเหตุการณ์เฉพาะหน้ามากเกินไป ทั้งการประท้วง การประกันสิทธิเสรีภาพของผู้ชุมนุม การตั้งใจทำให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามนโยบายของอดีตพรรคอนาคตใหม่ในตอนแรกให้ได้ ซึ่งก็ทำให้สำเร็จจนได้ ถึงแม้ว่าเราจะใช้เวลาเฉพาะหน้ามากเกินกว่าที่คิดไว้
แต่ตามที่เคยหาเสียงไว้ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายต่าง ๆ ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ว่าจะเป็นพ.ร.บ.เกี่ยวกับทหาร การปฏิรูปกองทัพ พ.ร.บ.แรงงาน พ.ร.บ.สุราก้าวหน้า พ.ร.บ.ประชามติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอย่างมีความสมดุลกัน ก็ได้นำเสนอ ในปีหน้าเปิดประชุมมาก็มี พ.ร.บ.การศึกษา พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ เพื่อความเท่าเทียมกันของคน ก็จะตามมาอีก
เพราะฉะนั้นในขณะเดียวกันในระยะสั้นมันก็มากเกินกว่าที่เราคิด แต่ในระยะกลางในการสร้างพรรค ระยะยาวในการนำเสนอกฎหมาย เผื่อวันไหนที่เราเข้าไปอยู่ในอำนาจรัฐ เราจะมีกฎหมายที่อนุญาตให้ทำอย่างที่เราเคยหาเสียงไว้ แต่ก็ยังไม่ได้ถึงเป้าประสงค์ทุกเรื่อง บางเรื่อง อย่างเรื่องแรงงาน เขาก็บอกว่าเป็นพ.ร.บ.การเงิน นายกรัฐมนตรี ก็ปัดตกไป หรือเรื่องการปฏิรูปกองทัพให้ทันสมัย เพื่อนำงบประมาณมาใช้กับความท้าทายใหม่ ๆ เช่น สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข ไฟป่า ฝุ่น PM 2.5 ก็โดนบอกว่าเป็นพ.ร.บ.การเงิน และปัดตกไปอีกรอบหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องสู้กันยาวอีกรอบ นี้คือธงทางความคิดของพวกเรา ในมุมมองว่าประเทศไทยจะมีพื้นที่ยืนในเวทีนานาชาติได้อย่างไร ถ้าเรายังไม่ทำอะไรกับเรื่องเหล่านี้
- ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน เราได้ดำเนินบทบาทอย่างไร เพื่อช่วยคลี่คลายปัญหาการเมืองได้บ้าง
ถ้าเป็นปีที่แล้ว ระเบิดเวลาที่สำคัญคือเรื่องของรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำทางการเมือง ถ้าย้อนอดีตไปตั้งแต่ ส.ค. คงพอจำได้ เรื่องมาตรา 256, 272-279 ก็เป็นสิ่งที่เราเรียงมา ถึงแม้จะแก้ยากแค่ไหน แต่อย่างน้อยก็ให้สามารถเข้าวาระประชุมได้ บวกกับพลังของประชาชนจากข้างนอกก็ทำให้สำเร็จจนได้ แต่ตอนแรกเรามี 54 คนไม่ครบร้อย มีการยื่นได้วันเดียวก็ถูกถอนไป พอวันที่สอง ประชาชนเรียกร้องพรรคร่วมฝ่ายค้าน จนยื่นได้ ในที่สุดก็มีการผ่านวาระที่ 1 ไปได้ ถึงแม้ว่าจะไม่สมบูรณ์แบบ และไม่ถูกใจมากนัก แต่เมื่อเทียบกับตอนที่หาเสียงขณะที่ยังเป็นอดีตพรรคอนาคตใหม่ ก็คิดว่าเรามาไกลแล้วเหลือเกิน
- บทบาทของหัวหน้าพรรคก้าวไกล พรรคการเมืองที่สานต่ออุดมการณ์จากพรรคอนาคตใหม่ ถือว่าเป็นภารกิจที่ท้าทายมากน้อยแค่ไหน
คิดว่ายังต้องพัฒนาต่อไปอีกมาก และตั้งใจที่จะเป็นหัวหน้าที่อยู่ในใจของลูกพรรค ไม่ใช่หัวหน้าที่อยู่บนหัวของลูกพรรค ดังนั้น การที่จะไปอยู่ในใจของลูกพรรคได้ คือต้องช่วยเขาแก้ปัญหาในพื้นที่ของเขาได้ เป็นผู้นำทางความคิดให้เขาได้ ซึ่งไม่ใช่หมายความว่าเราจะต้องรู้ไปหมดทุกเรื่อง แต่ต้องรู้ว่าแต่ละคนมีศักยภาพอยู่ที่ตรงไหน และพร้อมที่จะมีความยุติธรรมพอที่จะให้เขาได้ฉายแสง และแสดงพลังออกมาเมื่อเขาต้องการ ไม่ได้เป็นหัวหน้าที่ต้องการเอาหน้าตลอดทุกเรื่อง ไม่ใช่หัวหน้าที่ลอกการบ้านเพื่อนมาส่งครู แต่ต้องการให้เขามีโอกาสแสดงวิสัยทัศน์ของเขาอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันเราก็ต้องโชว์วิสัยทัศน์ของเรา ในฐานะที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเขาด้วยเช่นเดียวกัน
- ปี 2564 น่าจะถือเป็นปีแห่งการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ก่อนที่จะปิดท้ายที่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พรรคก้าวไกล เรามีความพร้อมในทุกสนามหรือไม่
คิดว่าทั้ง 3 เวทีนี้ จะทำให้ฝุ่นตลบในประเทศไทยหายได้ ยังหวังว่าผลเลือกตั้งต่าง ๆ แม้จะไม่ใช่การเลือกตั้งใหญ่ แต่อย่างน้อยน่าจะแสดงให้เห็นความชัดเจนว่า ส่วนใหญ่ของประเทศต้องการไปสู่อนาคต หรือต้องการไปสู่การเมืองแบบบ้านใหญ่ การเมืองแบบผูกขาดแบบเดิม ๆ คือ อยากมีอดีตเป็นอนาคต หรืออยากมีอนาคต เป็นอนาคต
ในส่วนของพรรคก้าวไกล ก็ได้ประกาศไปแล้วว่าเราจะลงในส่วนของผู้ว่าฯ กทม. เพราะถ้าไม่นับเรื่องไม่มีงูเห่า จากการเลือกตั้งเราก็ได้ส.ส.ในพื้นที่กรุงเทพฯ มากที่สุด ทั้ง ๆ ที่เราเป็นพรรคที่ลงเลือกตั้งเป็นครั้งแรก แสดงว่าเราได้รับความไว้วางใจจากคนกรุงเทพฯ ให้เข้าไปแก้ปัญหาให้เขา แล้วถ้าเกิดเราจะไม่ทำงานในกรุงเทพฯ ต่อ ก็เป็นไปไม่ได้ เราต้องเตรียมความพร้อม
- ยืนยันจุดยืนของพรรคก้าวไกลในการทำงานในปี 2564
ยืนยันว่าเรายังหนักแน่นเหมือนเดิม เรามีแผนประจำปี ไตรมาสแรก เป็นช่วงที่สภาฯเปิดอยู่ ก็จะโฟกัสที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2 และวาระ 3 และจะเข้มข้นกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนขณะที่รัฐสภาปิด ก็จะเป็นช่วงที่ทำงานเข้มข้นเรื่องนโยบายประเทศไทย ไอเดียในการผลักให้ประเทศไทยมีที่ยืนในอนาคต ในเวทีโลก ส่วนไตรมาสที่ 3 ก็จะกลับมาเป็นเรื่องของงบประมาณ เพราะเป็นเรื่องที่ตนแปลกใจมาก เมื่อวิกฤติของประเทศเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ ทั้งในประเทศ และระดับโลก แต่งบประมาณ เป็นอะไรที่ไม่เปลี่ยน
ทั้งที่ตอนนี้ รายได้การจัดเก็บภาษีของรัฐยากมาก รายได้ รายรับแย่ แต่รายจ่ายยังเหมือนเดิม นี่คือสิ่งที่เราต้องคิดล่วงหน้าในการทำงาน นี่คือเรื่องในสภา เรื่องนอกสภา เรายังคงลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งพื้นที่ที่เรามี ส.ส.เขต หรือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของเราในการลงพื้นที่แก้ปัญหาเรื่องต่าง ๆ
ในส่วนของพรรค จะเป็นเรื่องหลักสูตรทางการเมือง ที่เราจะมีหลักสูตรของพรรคก้าวไกลเอง เพื่อทำงานทางความคิด และให้ว่าที่ผู้สมัครของเราเข้ามาอบรม และทำความรู้จักกันก่อนที่จะเป็นส.ส. เพื่อให้มีว่าที่ผู้สมัครส.ส.ให้ครบ 350 เขต เตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้ง ไม่ว่าการเมืองจะมีอุบัติเหตุหรือไม่ก็ตาม ทั้งหมดคือโรดแมปของพรรค
ส่วนการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.นั้น เรามีทั้งการขัดเกลาว่าที่ผู้สมัคร ทีมผู้สมัคร และนโยบายที่น่าจะตอบโจทย์ให้กับคนกรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่โครงสร้างแข็ง ไม่ใช่แค่จะสร้างสะพานที่ไหน หรือสร้างถนนเพิ่มหรือไม่ แต่เป็นการสร้างโครงสร้างอ่อน คุณค่าความเป็นคนของคนเมือง ปัญหาคนจนเมือง เป็นสิ่งที่พรรคจะนำเสนอ แน่นอนว่ามันจะใหม่ ชัด และโดนกว่าแคมเปญกทม.ที่ผ่านมาแน่นอน