“เรืองไกร” เตรียมเสียภาษี เป็นตัวอย่างให้ สนช.

การเมือง13 ม.ค. 2563 • 07:44 น.
“เรืองไกร” เตรียมเสียภาษี เป็นตัวอย่างให้ สนช.
เมื่อวันที่ 13 ม.ค.63 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว. กล่าวว่า ในรอบปีที่ผ่านมา ตนมีเงินได้พึงประเมินจากสภาผู้แทนราษฎร 3 ทางคือ 1.เงินได้จากกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา 2. เงินได้จากค่าเบี้ยประชุมในฐานะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ข้อสังเกต ใน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 และ 3.เงินได้ในฐานะผู้เชี่ยวชาญประจำตัวนายเรวัต วิศรุตเวช (ส.ส. #304) เนื่องจากเงินได้ทั้งสามรายการดังกล่าวข้างต้น เป็นเงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 39 ประกอบมาตรา 40 และเงินได้จากค่าเบี้ยประชุมในฐานะอนุกรรมาธิการฯ เป็นเงินได้ที่ไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 42 (7) แห่งประมวลรัษฎากร และผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ทวิ กรณีค่าเบี้ยประชุมในฐานะอนุกรรมาธิการข้อสังเกตฯ ไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 42 (7) แห่งประมวลรัษฎากร นั้น เป็นไปตามแนววินิจฉัยในหนังสือกรมสรรพากรที่ กค 0811/4332 นายเรืองไกร กล่าวอีกว่า จากข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนหลัง 5 ปี น่าเชื่อว่า สนช. อาจไม่เคยนำรายได้จากค่าเบี้ยประชุมที่ได้รับในฐานะอนุกมธ. ไปเสียภาษีให้กรมสรรพากร ดังนั้น กรมสรรพากรต้องไปเรียกเก็บภาษีพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับจาก สนช. ให้ถูกต้องครบถ้วนด้วย ตนก็ต้องปฏิบัติตามประมวลรัษฎากรเช่นเดียวกัน ดังนั้น จึงต้องขอให้สภาผู้แทนราษฎรออกหนังสือรับรองการว่าตนมีรายได้ในปี 2562 จากทั้ง 3 รายการ รวมแล้วเป็นเงินเท่าใด ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ตน จะไม่ออกไม่ได้ ดังนั้น ในวันที่ 14 ม.ค.นี้ ตนจะไปยื่นหนังสือที่รัฐสภาถึงนายชวน หลีกภัย ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย แล้วนำไปเสียภาษีต่อไป หลังจากเสียภาษีแล้วจะทำการตรวจสอบร้องเรียนต่อกรมสรรพากรให้จัดเก็บภาษีในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาว่า มี สนช. หรือ เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ใด หลีกเลี่ยงไม่นำรายได้ค่าเบี้ยประชุมจากอนุกรรมาธิการฯ ไปเสียภาษีตามกฎหมาย ก็จะขอให้ทำการเรียกเก็บภาษีพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับต่อไป และอาจขอให้ดำเนินคดีอาญาตามความในประมวลรัษฎากร มาตรา 37 ทวิ ด้วย