วัด บารมี “พี่ใหญ่” ในสนามการเมือง “บิ๊กป้อม” จัดแถว พปชร. จับตาเกมการเมืองเสริมแกร่ง “บิ๊กตู่”
“บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่นอนมา เพราะจะเป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อ เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ คนใหม่ เพียงคนเดียว แบบไร้คู่แข่ง ในวันที่ 3 ก.ค.นี้
ท่ามกลางกระแสข่าว ถึงความเปลี่ยนแปลง ที่กำลังจะตามมาอีกหลายอย่าง ในทางการเมือง
เมื่อมี พล.อ.ประวิตร ทหารเก่า พี่ใหญ่ แห่ง 3 ป. ผู้มากบารมี และ คอนเนกชั่น มาคุมพรรคพลังประชารัฐ พรรคแกนนำรัฐบาล
ทั้งภารกิจ ในการสร้าง ความเป็นหนึ่งเดียว คิดเป็นหนึ่งเดียว คิดเหมือนๆกัน ของทุกกลุ่ม ก๊วน ในพรรคพลังประชารัฐ ที่ แต่ละคนต้องมาหลอมรวมให้เกิดความเข้มแข็งในพรรค และทำให้พรรคเข้มแข็งเพราะเมื่อพรรคเข้มแข็ง รัฐบาล ก็จะเข้มแข็ง
แม้ พล.อ.ประวิตร จะประกาศผ่านสื่อ ยืนยันแล้วว่า มาเป็นหัวหน้าพรรคแล้ว ไม่ได้หวังจะเป็นนายกฯ แล้วก็ตาม
แต่ก็ทำให้ พล.อ.ประวิตร ถูกจับตามองอย่างหนัก ว่าจะเดินเกมการเมือง อย่างไรต่อไป เพื่อทำให้ รัฐบาล ของ “บิ๊กตู่” พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา มั่นคง และอยู่ได้ ยาวนานที่สุด
จนทำให้เกิดกระแสข่าวที่ว่า ส.ส.บางส่วน จากพรรคเพื่อไทย จะแยกตัว มาเข้าพรรคพลังประชารัฐ ภายใต้การนำของ พล.อ.ประวิตร
แต่เลยเถิด ไปจนถึงขั้นที่ว่าพรรคเพื่อไทย จะมาร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ เป็นรัฐบาลแห่งชาติ รัฐบาล สมานฉันท์
จนแกนนำ พรรคเพื่อไทย ต้องออกมายืนยันว่า ไม่มีทางที่จะร่วมรัฐบาลกับ พปชร.
แต่ พลังดูด ภาค 2 ของ พล.อ.ประวิตร มีอยู่จริง ตั้งแต่ มีปรากฏการณ์ “งูเห่า” ในหลายพรรคฝ่ายค้านจน รัฐบาล บิ๊กตู่ ไม่ต้องห่วงเรื่อง เสียงปริ่มน้ำ
ทั้งนี้ ก็เพราะ พล.อ.ประวิตร ยังมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับ บ้านจันทร์ส่องหล้า ที่หมายถึง “คุณหญิงอ้อ” พจมาน ดามาพงศ์ ที่รู้จักสนิทสนมกันมา ตั้งแต่ ก่อนเป็น ผบ.ทบ.
เพราะมีการวิจารณ์กันว่า การที่ พล.อ.ประวิตร ได้ขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ. ได้ ก็เพราะ บ้านจันทร์ส่องหล้า นี่ล่ะ
ทั้งๆที่ มี “บิ๊กตุ้ย” พล.อ. ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ญาติผู้พี่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั่งเป็น ผบ.ทบ. อยู่แล้ว และตั้งใจว่า จะเป็น ผบ.ทบ. 2 ปี ยันเกษียณ
แต่ก็เจอประกาศิต บ้านจันทร์ส่องหล้า ทำให้ พล.อ. ชัยสิทธิ์ ต้องถูกเด้ง จาก ผบ.ทบ. ไปเป็น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อเปิดทางให้ พล.อ.ประวิตร ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. แทน
จนทำให้วันนี้ พล.อ.ชัยสิทธิ์ รุ่นพี่ ตท.5 และพล.อ.ประวิตร ตท.6 ไม่มองหน้ากัน
และเหล่านี้ ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้ บ้านจันทร์ส่องหล้า ยังคงอยู่ดี หลังการรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 รวมถึง ลูกๆทุกคน
ด้วยสายสัมพันธ์ เหล่านี้ จึงทำให้ พล.อ.ประวิตร ถูกจับตามองอย่างมาก โดยเฉพาะ เมื่อมี สันติ พร้อมพัฒน์ มาเป็น มือขวา
ไม่ว่าจะได้เป็น เลขาธิการพรรค พปชร. หรือ ผู้อำนวยการพรรค แต่ก็ถือว่า เป็น มือไม้ ของ พล.อ.ประวิตร ในทางการเมือง จนถึงขั้นที่ ย้ายที่ทำการพรรค พปชร. มาที่ตึกของสันติ ย่านรัชดา
โดยรู้กันดีว่าสันติ ก็เป็นนักการเมือง ในสายบ้านจันทร์ส่องหล้า และ เป็นที่มาของกระแสข่าวพลังดูด และ การจูบปาก ของ พล.อ.ประวิตร กับ เครือข่ายทักษิณ
รวมไปถึง สายสัมพันธ์อันยาวนานของ พล.อ.ประวิตร กับ “คุณหญิงหน่อย” สุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ตั้งแต่สมัยยังเป็นนายทหารหนุ่มๆ
แม้ พล.อ.ประวิตร จะยอมรับว่ารู้จัก คุณหญิงสุดารัตน์ มานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้สนิทสนม เพราะไม่ค่อยได้คุยกัน เพราะ รู้จักผ่าน “บิ๊กกี่” พล.อ. นพดล อินทปัญญา เพื่อนซี้ ตท.6. สายเอ็นเตอร์เทน
มาวันนี้ ฝ่ายหนึ่ง เป็นประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่ง เป็น ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย
แม้จะไม่ได้สนิทกัน แต่ทว่า ก็ไม่ใช่ศัตรูกัน
และที่สุด ก็นำมาซึ่งข่าวลือ ที่รัฐบาลจะออก กฏหมายนิรโทษกรรม ผู้กระทำความผิดทางการเมือง แต่ไม่รวมคดีทุจริต และ มาตรา 112 ที่ กลุ่ม นปช. และ กปปส.จะได้ประโยชน์ เพื่อความปรองดอง สมานฉันท์ และตอกย้ำ การมี รัฐบาลแห่งชาติ ที่ พรรคเพื่อไทย จะร่วมรัฐบาล
จนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องสั่งให้ทีมงาน รีบปฏิเสธข่าว ว่าไม่มีมูล ไม่เคยคิด พร้อมถาม เจตนาคนปล่อยข่าว และตามหา คนปล่อยข่าวนี้
ขณะที่ พรรคเพื่อไทย ก็ยืนยัน ว่า ไม่มีทางที่จะร่วมรัฐบาล แม้ว่า จะมีการแยกตัวออกไปตั้งพรรคใหม่ ของ กลุ่มCARE ที่ล้วนเป็นคนใกล้ชิด อดีตนายกฯทักษิณ ก็ตาม
ทั้งหมดนี้ แม้จะเป็น กระแสข่าวลือ แต่ก็ทำให้การเมือง หลังโควิด คลี่คลายเข้มข้นขึ้น
เพราะในทางการเมือง แล้ว ไม่มีอะไร แน่นอน. ข่าวลือ ก็มักกลายเป็น เรื่องจริง ก็มี หรือ บางข่าวลือ ก็เป็นข่าวลือ ไปตลอดกาล
แต่ว่ากันว่า การที่ พล.อ.ประวิตร พี่ใหญ่ มาคุมเกมการเมือง ด้วยตนเอง เช่นนี้ ย่อมมี เป้าหมาย ที่มากกว่า การสืบทอด รักษาอำนาจ ของ ขั้ว คสช. บูรพาพยัคฆ์ ให้นานที่สุด เท่านั้น
ด้วย ความเป็นทหาร ที่ดูแลชายแดน ดูแลชาวบ้าน มาตลอด วัยหนุ่ม และเห็นปัญหาของชาติ ความวุ่นวาย ที่เกิดขึ้น จากการเมือง ที่ผ่านมา. พล.อ.ประวิตร ก็คงคิดหาทาง ที่จะทำให้บ้านเมือง สงบ อยู่เช่นกัน
แต่ทว่า การเมือง และนักการเมือง ไม่ใช่ พลทหาร ไม่ใช่ ลูกน้อง ในค่ายทหาร ที่จะสั่งซ้ายหันขวาหันได้ ดั่งใจ เพราะล้วนต้อง เจรจา ต่อรองกันด้วย ผลประโยชน์ และ ตำแหน่ง
ด้วย นิสัยทหารที่ ถึงลูกถึงคน ของ พี่ใหญ่ ที่มีสไตล์การเจรจา ต่อรอง และกลยุทธ์ทางการเมือง เป็นของตัวเอง จึงน่าจับตามอง
ที่สำคัญคือ ทำพรรคการเมือง ต้องมีทุน มีสายป่าน ยาว และมั่นคง
งานนี้ จึงเป็น ห้วงเวลาที่จะ วัดฝีมือของ บิ๊กป้อม พี่ใหญ่ แห่ง 3 ป. บูรพาพยัคฆ์ เมื่อกลายมาเป็น ทหารนักการเมือง ได้เป็นอย่างดี
เพราะเดิมพันอนาคต พี่น้อง 3 ป. และ ขั้วอำนาจทหาร ทั้งแผง เลยทีเดียว