ทรงพระเมตตา ไม่ใช้ ม.112

การเมือง16 มิ.ย. 2563 • 00:10 น.
ทรงพระเมตตา ไม่ใช้ ม.112
"บิ๊กตู่" สุดทนซัดพวกจ้องล้มสถาบัน เผย "ในหลวง" ทรงพระเมตตา รับสั่งไม่ให้ใช้ "ม.112" ยังไม่สำนึก เคลื่อนไหว ห่วง นศ.เป็นเหยื่อเคลื่อนไหว หมดอนาคต พร้อมปลุกคนไทย "รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์" ด้าน"บิ๊กป้อม" ยอมรับกำลังดูรายชื่อขบวนการล้มเจ้า ยันไม่ใช้ ม.112 ส่วน "มท.1" เผยรอกกต.แบ่งเขตหารือร่วมรัฐบาลจัด"เลือกตั้งท้องถิ่น" ส่วนนายกฯ ยันปีนี้มีเลือกตั้งท้องถิ่นแน่ บอกอยู่ที่ "มท.-กกต." พร้อมหรือไม่ ขณะที่"กมธ.ปราบโกงวุฒิฯ" ตั้งอนุฯ สอบเงินกู้ 4 แสนล. ชวนปชช.ร่วมแจ้งเบาะแส "วันชัย" ชี้เริ่มส่งกลิ่นเอื้อประโยชน์พวกพ้อง ที่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.63 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่า สิ่งที่กังวลที่สุดในช่วงนี้คือการละเมิด การก้าวล่วงสถาบัน ฉะนั้นขอร้องทุกคนในฐานะที่เราเป็นคนไทย อย่าไปเชื่อฟังคำบิดเบือนที่เผยแพร่ที่จะสร้างความเกลียดชัง ยึดโยงกันมา เพราะไม่มีความเป็นไปได้อยู่แล้ว ต้องมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ เขาต้องการอะไร แล้วเราจะเป็นเครื่องมือให้ทำไม ก็รู้อยู่ว่า ที่เขาเดินหน้าในช่วงนี้หนักขึ้นเพื่ออะไร ใกล้วันอะไรสักอย่างไหม และในต่างประเทศมีใครกล้าทำอย่างนั้นบ้าง ในประเทศไทย ยังทำกันอยู่ ไม่เห็นมีใครเป็นอะไรเลยสักคน ฉะนั้นกฎหมายทุกตัวมีอยู่ และเข้าใจว่า ต้องทำให้ทุกคนมีความสบายใจ โดยเฉพาะเด็ก นักศึกษา ซึ่งไม่อยากให้เสียอนาคต และไม่ได้ไปขู่เขา กฎหมายมีทุกตัวอยู่แล้ว "สิ่งสำคัญที่สุดที่ทุกคนต้องสำนึก เรื่องการบิดเบือนสถาบัน มีกฎหมายมาตรา 112 ใช่หรือไม่ และไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้ใช่ไหม สิ่งที่อยากจะบอกคนไทยทุกคน วันนี้จะเห็นได้ว่ามาตรา 112 ไม่ได้ใช้เลย เพราะอะไรรู้ไหม เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงพระเมตตาไม่ให้ใช้ นี่คือสิ่งที่พระองค์ทรงทำให้แล้ว แล้วคุณก็ละ เมิดไปกันเรื่อยเปื่อยอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร คุณต้องการอะไรวันนี้ผมจำเป็นต้องพูด เพียงเพราะผมต้องการให้บ้านเมืองสงบ เข้าใจมั้ย" เมื่อถามว่า กระแสข่าวที่ยังมีการเคลื่อนไหวในประเทศเพื่อนบ้าน จะดำเนินการอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า คนที่ไปอยู่ต่างประเทศ เพราะทำความผิด ในประเทศไทยใช่หรือไม่ บางคนเล็กๆ น้อยๆ ก็หนีไป ไม่รู้ว่า หนีไปทำไมทั้งที่คดีนิดหน่อยเท่านั้นเอง วันนี้ได้ขอความร่วมมือทุกประเทศที่มีคนเหล่านี้เคลื่อนไหวอยู่ ซึ่งบางคนเป็นผู้ลี้ภัย " ผมก็สงสารเขา ในนามคนไทย ผมไม่ใช่คนใจร้าย จะไปฆ่าไปแกงกันได้อย่างไร แต่ขอให้สำนึกไว้ด้วยว่า มาตรา112 ทำไมถึงไม่ถูกดำเนินคดี และทำไมถึงมีคนฉวยโอกาสตรงนี้ขึ้นมา พระองค์ท่านมีพระเมตตา มีพระมหากรุณาธิคุณ กำชับมากับผมโดยตรง ตลอดระยะเวลา2-3 ปีที่ผ่านมามีการใช้ 112 หรือไม่ ทำไมไม่คิดตรงนี้ ก็ลามปามกันไปเรื่อย ฉะนั้นประชาชนทุกคนที่อยู่ในประเทศนี้ที่มีความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ประชาชนต้องช่วยกัน โดยเฉพาะลูกหลาย ฉะนั้นสื่อก็ต้องไม่ช่วยกันประโคมข่าวเหล่านี้ออกไป มันแพร่ไปที่อื่นมันดูไม่ดี ขอให้ช่วยกัน บ้านเมืองจะสำเร็จได้ด้วยมือคนไทยทุกคน " ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ขณะนี้กำลังตรวจสอบอยู่ โดยจะแจ้งความดำเนินคดี เมื่อถามย้ำ ว่า นายกฯ ระบุว่า ไม่ให้ใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า "เรื่องนี้เราไม่ใช้อยู่แล้ว" เมื่อถามว่า ฝ่ายความมั่นคงมีการข่าวอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า "ก็กำลังดูรายชื่อที่มีอยู่" ส่วน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น ว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง และต้องดูว่างบประมาณเป็นอย่างไร เมื่อได้ผลเป็นอย่างไรก็เสนอมาที่รัฐบาล เพื่อให้พิจารณา แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง โดยเฉพาะขณะนี้ต้องรอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แบ่งเขตเลือกตั้ง และประกาศในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นจะเป็นเรื่องของกกต. และรัฐบาลที่จะต้องหารือ ที่จะกำหนดให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นอำนาจของกกต. จึงต้องดูว่ามีความพร้อมอย่างไรในภาพรวมด้วย นอกจากนั้นยังมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน คือก่อนสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ.?2563 อปท. ทุกรูปแบบ จะต้องนำข้อบัญญัติงบประมาณ เพื่อเสนอรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่จะดำเนินการในเดือนสิงหาคม หรือเดือนกันยายน ถ้าในช่วงนี้มีประหาศให้มีการเลือกตั้ง ผู้บริหารอปท.ทุกรูปแบบ ก็จะสิ้นสภาพลงไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ คือจะเสนอข้อบัญญัติหรือเทศบัญญัติงบประมาณไม่ได้ จึงต้องคำนึงถึงตรงนี้ด้วย ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น ว่า ตนจะพิจารณาเอง ขึ้นอยู่กับกฎหมาย ความพร้อมของกระทรวงมหาดไทย และคณะกรรมการการเลือก (กกต.) ฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ก็จะมีการเลือกตั้งสักอย่างหนึ่งภายในปีนี้ เดี๋ยวรอเวลาก่อน เมื่อถามว่า งบประมาณจัดการเลือกตั้งไม่เพียงพอ จะดำเนินการอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เดี๋ยวต้องหาทางดูก่อนว่าทำได้หรือไม่อย่างไร เมื่อถามต่อว่า จะมีพื้นที่เลือกตั้งนำร่อง เช่น กทม.ก่อนหรือไม่ นายกฯกล่าวด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้มว่า "ผมยังไม่ได้พูดอย่างนั้น กำลังดูอยู่ว่า อันไหนจะสามารถเลือกตั้งได้ก่อน" เมื่อถามว่า นายกฯ มั่นใจว่าสถานการณ์โควิด จะจบแล้วใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนต้องทำให้มันเกิดขึ้นได้ ประชาชนต้องร่วมมือ ถ้าบอกว่านายกฯจะทำอะไรแล้วนายกฯ ไม่ร่วมมือ มันจะทำได้หรือไม่ ส่วนที่สำนักงานพรรคประชาชาติ ซอยสรงประภา 30 พรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อประชาชน ประชุมร่วมกันเพื่อประเมินสถานการณ์ทางการเมืองในประเด็นต่างๆ โดย นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการเลือกตั้งท้องถิ่น ว่า หลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย การกระจายอำนาจการปกครองให้ท้องถิ่นได้บริหารตนเองเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งมีการกำหนดในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน แต่ช่วงที่ผ่านมาเรากลับว่างเว้นการเลือกตั้งท้องถิ่นตั้งแต่มีการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปี 2557 ต่อมายุคสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีการออก พ.ร.บ. การเลือกตั้งท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 ซึ่งเขียนในบทเฉพาะกาลว่าการเลือกตั้งท้องถิ่น จะทำได้เมื่อไหร่ให้เป็นอำนาจของคสช. และหากไม่มีคสช.แล้วให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งไม่มีขอบเขตจำกัดไว้เลยว่าจะต้องเลือกตั้งเมื่อไหร่ ส่วนตัวคิดว่าการเขียนกฎหมายแบบนี้บกพร่องอย่างยิ่ง และขัดต่อรัฐธรรมนูญ พรรคร่วมฝ่ายค้านจึงเห็นว่ารัฐบาลต้องเร่งรัดให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นโดยเร็ว เพราะเป็นหัวใจสำคัญของการกระจายอำนาจรัฐ ส่วนเหตุผลที่บอกไม่มีงบประมาณเป็นเหตุผลที่รับฟังไม่ได้เลย "ถ้าเราคิดว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย เรื่องงบประมาณไม่ใช่ปัญหาเราสามารถหาได้ ขณะเดียวกันเราต้องยึดหลักให้ท้องถิ่นปกครองดูแลตัวเองซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น การทอดเวลาออกไปไม่ว่าจะนานเท่าไหร่ก็ตามไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสม การปล่อยเวลาให้ล่าช้าออกไปไม่ได้เป็นประโยชน์ของประเทศ และระบอบประชาธิปไตย" ขณะเดียวกัน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า กรณีดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า มีความพยายามของรัฐบาลที่จะประวิงเวลายื้ออำนาจของตนเองผ่านกลไกของท้องถิ่นที่รัฐบาลได้ครอบงำไว้เบ็ดเสร็จแล้ว ทั้งๆที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา252 ที่ระบุว่า สมาชิกสภาท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้ง และขัดต่อกฎหมายท้องถิ่นทุกฉบับ ขัดต่อหลักประชาธิปไตย เพราะปล่อยให้ผู้บริหารท้องถิ่นครองอำนาจมาเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดมากกว่า 7-8 ปี บางแห่งให้ข้าราชการรักษาการในตำแหน่งผู้บริหารมามากกว่า 5-6 ปี ตั้งแต่มี คสช. และในช่วงรักษาการก็มีการแต่งตั้งลูกเมียทายาทคนสนิทเข้ามาดำรงตำแหน่งกินเงินภาษีประชาชนกันเต็มคราบ โดยที่ประชาชนในแต่ละท้องถิ่นทำอะไรไม่ได้ เพราะติดเงื่อนไขคำสั่ง คสช. แต่บัดนี้มีรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว คสช.สลายตัวไปแล้ว มีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งจนครบขวบปีแล้ว แต่กลับพยายามประวิงเวลายื้อการเลือกตั้งท้องถิ่นที่เป็นสิทธิของประชาชนโดยชอบออกไปอีก โดยการอ้างสารพัดจะยกมาอ้าง ซึ่งไม่อยู่บนฐานข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแต่อย่างใด ทั้งนี้ ตาม พรบ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น 2562 ม.142 ระบุไว้ชัดเจนว่า ภายหลังจากกฎหมายนี้ใช้บังคับ ให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น โดยให้ คสช.แจ้งไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) หากไม่มีคสช. ให้เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี ดังนั้นการเลือกตั้งท้องถิ่นจึงไม่ใช่อำนาจของกระทรวงมหาดไทยที่จะกำหนดกรอบเวลาได้ และขณะนี้ กกต.ได้ออกระเบียบสำหรับใช้ในการเลือกตั้งเสร็จสิ้นมานานแล้ว ส่วนงบประมาณในการจัดการเลือกตั้งประมาณ 2-3 พันล้าน ก็สามารถใช้งบกลางได้อยู่แล้ว ส่วนการจะกระทบต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 นั้น เป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น เพราะการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ลำปางยังเกิดขึ้นได้ ไฉนเลยการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศจะเกิดขึ้นไม่ได้โดยเร็ว เว้นแต่รัฐบาลยังหวงอำนาจ และยังมีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่กับผู้บริหารท้องถิ่นเดิมอยู่เท่านั้น ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมฯจึงจะนำคำร้องไปยื่นให้ ครม.ได้ตัดสินใจเพื่อให้มีมติแจ้งไปยัง กกต.เพื่อดำเนินการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศโดยเร็ว และหากยังมีการใช้เล่ห์ฉลประวิงเวลาไว้ สมาคมฯจะนำหลักฐานนี้ไปยื่นฟ้องต่อศาลเอาผิด ครม.ทั้งคณะต่อไป โดยจะไปยื่นคำร้องในวันจันทร์ที่ 15 มิ.ย.นี้เวลา 13.00 น. ที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน ทำเนียบรัฐบาล ด้าน พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตประพฤติมิชอบ และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา แถลงผลงานการตรวจสอบงบประมาณเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 โดยมีการตรวจสอบ 1.การใช้จ่ายงบประมาณขององค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน กรณีจัดซื้อชุดของใช้ประจำวันคนชรา เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโควิด-19 งบประมาณ 16.3 ล้านบาท ซึ่งเรื่องอยู่ในการพิจารณาของ ป.ป.ช.แล้ว 2. การใช้จ่ายงบประมาณขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ จัดซื้อเจลแอลกอฮอล์งบประมาณ 294 ล้านบาท และอากาศยานไร้คนขับหรือโดรน พร้อมอุปกรณ์ 6 ชุด เพื่อพ่นสเปรย์ฆ่าเชื้อ 1,810,440 บาท 3. การใช้จ่ายงบประมาณขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสระบุรี จัดซื้อเครื่องมือเวชภัณฑ์ป้องกันโควิด-19 จากเอกชน วงเงินกว่า 20 ล้านบาท และ 4. กรณีมีบุคคลแอบอ้าง เสนอตัวเป็นนายหน้าเพื่อคัดเลือกโรงแรมในพื้นที่เมืองพัทยาและจังหวัดชลบุรี เป็นสถานกักตัวหรือ State Quarantine พล.ร.อ.ศิษฐวัชร กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมาธิการจะพิจารณาตรวจสอบงบประมาณ 4 แสนล้านบาท เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม จากพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท โดยมอบหมายให้มีการตั้งอนุกรรมาธิการเพื่อเข้าไปตรวจสอบการใช้เงินก้อนนี้ หากมีเบาะแสก็สามารถแจ้งต่อคณะกรรมาธิการเพื่อดำเนินการได้ เบอร์โทรศัพท์ 02 831 9182 หรือโทรสาร 02 831 9183 ส่วน นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะกรรมาธิการ ฯ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการเห็นว่า งบประมาณส่วนนี้เริ่มมีข่าวปรากฏว่ามีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์บางกลุ่มบางพวก มีแนวโน้มไม่สุจริต จึงตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อตรวจสอบ พร้อมย้ำว่าเงินก้อนนี้มาจากเงินกู้เพื่อแก้วิกฤตของประเทศ คณะกรรมาธิการจึงต้องตรวจสอบ เพื่อให้การใช้เงินตรงจุดตรงประเด็นการแก้ปัญหา ตามแนวทางที่รัฐบาลกำหนด ตรวจสอบการใช้เงินให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ หากพบสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล สามารถแจ้งให้กรรมาธิการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ได้ทันที