โผครม.ชุดใหม่ลงล็อก!

การเมือง22 ก.ค. 2563 • 00:10 น.
โผครม.ชุดใหม่ลงล็อก!
"บิ๊กตู่" เผยรายชื่อครม.ใหม่เรียบร้อยแล้ว อยู่ในขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติ ลั่นถึงเวลารู้เอง"นฤมล"ติดโผหรือไม่ "พปชร."เคาะรายชื่อรมต.ส่งนายกฯ ขณะที่"วราเทพ"ปัด"พปชร."ฮุบโควตาคุม 7อนุกมธ. ต้นเหตุทำที่ประชุมกมธ.งบ.64ล่ม อัด"วรวัจน์" ชอบคิดเองข่มขู่วอร์คเอ้าท์ตลอด "วรวัจน์"ระบุสัญญาณไม่ดีมีสิทธิ์ "ภท.-ปชป." งัดพปชร. ขณะที่"กกต."แจงแบ่งเขตอบจ.เสร็จแล้ว รอทยอยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนเขตเลือกตั้งเทศบาลเสร็จแล้ว 55 จังหวัด รอรัฐบาลส่งสัญญาณ ก่อนเคาะวันเลือกตั้ง "นายกฯ"ปรามม็อบนักศึกษา เคลื่อนไหวระวัง เตือนจาบจ้วงสถาบัน "คนไทย"ไม่ยอม ส่วน"เพื่อไทย"ร่อนแถลงการณ์ ชี้ประเทศอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยงเกิดความขัดแย้งรุนแรง หากรัฐบาลบริหารประเทศไม่ฟังเสียงประชาชน-แก้เศรษฐกิจไม่ได้ แนะ 4 ข้อหาทางออก ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 21 ก.ค.63 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า จะเร่งปรับครม.ให้เร็วที่สุด โดยมีกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติตามกระบวนการ ที่ต้องนำรายชื่อเสนอทูลเกล้าฯไปถึงขั้นตอนการถวายสัตย์ฯ จึงขอให้เข้าใจจะทำให้เร็วที่สุด และยืนยันไม่มีความขัดแย้งกับใคร รวมทั้งได้พูดคุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) แล้ว และยืนยันว่าไม่มองโควตาของใคร เมื่อถามว่า มีชื่อ นายบรรสาน บุญนาค รองเลขาธิการนายกฯ ในครม.ชุดใหม่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็พูดกันไปกันมา ก็เห็นเป็นรองเลาขาธิการนายกฯ อยู่ เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่ารายชื่อเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่นายกฯกล่าวว่า "ก็คงงั้น กำลังตรวจสอบคุณสมบัติ" เมื่อถามว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ยังยืนยันจะอยู่ในตำแหน่งเดิม นายกฯ กล่าวว่า ไม่รู้ ใครอยากได้ ก็พูดกันมา แต่นายกฯ ตัดสินใจไม่ใช่หรือ เมื่อถามว่า มีชื่อ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ ในโผหรือไม่ นายกฯ ถอนหายใจ "เฮ้อ" ก่อนเดินออกจากโพเดียม และกล่าวว่า "เดี๋ยวก็รู้เอง" มีรายงานข่าวแจ้งว่า การประชุมครม.ได้มีการพิจารณาวาระการมอบหมายงานให้บรรดารองนายกฯและรัฐ มนตรีที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่ รับผิดชอบงานแทนรองนายกฯและรัฐมนตรีที่ลาออกแล้ว โดยนายกฯได้กล่าวในที่ประ ชุม ว่า "ไม่นานหรอก ขอให้ช่วยกันทำงานไปก่อน" ส่วน นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะรองหัวหน้าพรรค พปชร. กล่าวถึงการประชุมคณะกรรม การบริหารพรรค พปชร.เพื่อพิจารณารายชื่อรัฐมนตรีในโควตาของพรรคที่จะเสนอให้นายกฯว่าจะได้รายชื่อบุคคลที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเลยหรือไม่ ว่า ยังไม่ทราบต้องรอดูในช่วงเย็นวันนี้(21 ก.ค.) และไม่ทราบว่ารายชื่อบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจะออกมาตามที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้หรือไม่ เพราะเป็นเรื่องของที่ประชุม ที่รัฐสภา นายวราเทพ รัตนากร รองประธานกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 64 กล่าวถึงสาเหตุที่การประชุมกมธ.งบฯ ล่ม เมื่อวันที่ 20ก.ค.ที่ผ่านมา ว่า ในการประชุม กมธ.ไม่มีปัญหาความขัดแย้งใดๆ ในที่ประชุม ทุกอย่างราบรื่นมาตลอด มีการกำหนดกรอบไว้ตั้งแต่การประชุมครั้งแรกแล้วว่าจะดำเนินการพิจารณาอย่างไร ส่วนที่ระบุสาเหตุความขัดแย้ง มาจากการที่พรรคพปชร.จะยึดโควตาประธานอนุกมธ.ทั้ง 7 คณะ ไม่แบ่งให้พรรคอื่นนั้น ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีการหารือว่า จะมีคณะอนุกมธ.ทั้งหมดกี่คณะๆ ใครจะเป็นประธาน ยังไม่มีการคุยกัน จึงจะไปขัดแย้งกันอย่างไร "นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ที่ปรึกษา กมธ.ระบุว่า การประชุมกมธ.งบฯชอบนำความเห็นส่วนตัวไปอ้างว่าเป็นมติที่ประชุม ถ้ากมธ.ไม่เห็นด้วยมักจะขู่วอล์ตเอาท์ อย่างไรก็ตามการพิจารณาของกมธ.ล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไป 3 วัน แต่เชื่อว่าจะสามารถพิจารณาแล้วเสร็จและส่งร่างพ.ร.บ.ส่งให้สภาฯได้ในวันที่ 16-17ก.ย.นี้" ด้าน นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 64 กล่าวว่า ตามปกติตำแหน่งประธานอนุกมธ.จะเป็นไปตามสัดส่วนโควตาของพรรคการเมือง หากพรรคพปช ร.ตั้งธงจะเอาหมดทุกคณะ แสดงว่า แม้แต่พรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันก็ไม่แบ่งให้ ถ้าเป็นเช่นนี้ สัญญาณ ออกมาไม่ดีแน่ แต่เท่าที่ทราบขณะนี้พรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาธิปัตย์จับมือกันในกมธ.แน่นมาก ถ้าพรรคพปชร.ไม่อ่อนลงก็ต้องมีปัญหาเกิดขึ้นอีก จึงควรให้ความสำคัญกับกมธ.มากกว่านี้" ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการเลือกตั้งท้องถิ่น ว่า การดำเนินการของ กกต.ที่ผ่านมา ได้แบ่งเขตเลือกตั้งอบจ.ครบทั้ง 77 จังหวัดแล้วเสร็จ ตั้งแต่วันที่ 14 เม.ย.ที่ผ่านมา และมีการทยอยส่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาครบถ้วนทั้ง 77 จังหวัดแล้ว แต่ข้อมูลที่เราส่งไปมีรายละเอียดเยอะ หน่วยงานที่รับผิดชอบการประกาศก็ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ซึ่งล่าสุดการแบ่งเขตเลือกตั้ง อบจ. ได้มีการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว 19 จังหวัด ที่เหลือคงทยอยประกาศไปเรื่อยๆ ส่วนการแบ่งเขตเลือกตั้งเทศบาลเสร็จไปแล้ว 55 จังหวัด เหลือรอเสนอ กกต.อีก 22 จังหวัด คาดว่าคงจะเสร็จได้โดยเร็ว ส่วนการแบ่งเขตเลือกตั้ง อบต.นั้น ไม่ต้องแบ่งเพราะตามกฎหมายให้ใช้หมู่บ้านเป็นเขตเลือกตั้ง นอกจากนั้นยังมีการเตรียมการเพื่อตั้งกกต.ท้องถิ่นไว้แล้ว รวมทั้งการเตรียมการส่วนอื่นๆ ดังนั้นหากรัฐบาลประกาศพร้อมเมื่อไหร่ เราก็พร้อม เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้นายกฯ ระบุว่า ให้กกต.เป็นคนส่งสัญญาณเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่น นายอิทธิพร กล่าวว่า ถ้าดูตามกฎหมายในบทเฉพาะกาลรัฐบาลจะเป็นคนประกาศให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น หลังจากนั้น กกต.ท้องถิ่นก็จะเป็นคนประกาศวันเลือกตั้ง ซึ่งเราจะต้องคำนึงความพร้อมของทุกฝ่ายด้วย อย่างไรก็ตามยืนยันว่าหากมีการเลือกตั้งท้องถิ่นภายในปีนี้ กกต.สามารถเตรียมพร้อมได้ทัน เมื่อถามอีกว่า หากรัฐบาลมีการยุบสภาฯ จะส่งผลกระทบต่อการจัดเลือกตั้งท้องถิ่นหรือไม่ นายอิทธิพร กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ขอตอบ เพราะเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือการคาดหมาย วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมครม.ว่า ในวันที่ 22ก.ค.ที่ประชุม ศบค. ชุดใหญ่ จะหารือการพิจารณาต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ออกไปหรือไม่ โดยที่ประชุมต้องพิจารณาว่ามีความจำเป็นอะไรอย่างไร แต่ที่สำคัญเคยพูดไปหลายครั้งว่าพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีไว้เพื่ออะไร ไม่ เกี่ยวกับการชุมนุม เพราะมีพ.ร.บ.การชุมนุมอยู่แล้ว ตนไม่ต้องสั่งอะไรเพิ่มเติม แต่สั่งให้ดำเนินการด้วยความระมัดระวัง เพราะเห็นใจเด็กๆ เยาวชน รวมทั้งผู้ปกครอง แต่ต้องระวังการละเมิดก้าวล่วง ซึ่งเชื่อว่าประชาชนไม่ยอมอย่าง แน่นอน เพราะไม่สมควรเกิดในประเทศเรา ทั้งนี้ตนไม่อยากพูดมาก เพราะไม่ต้องการให้เป็นประเด็น ส่วนข้อเสนอ 3 ข้อ ของนักศึกษาก็เสนอมาตามขั้นตอน ด้าน นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย อ่านแถลงการณ์ เรื่องข้อเสนอต่อรัฐบาลเพื่อหาทางออกของประเทศ โดยเนื้อหาระบุ ว่า โดยที่สถานการณ์ ของประเทศขณะนี้ ได้ประสบกับปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจ เป็นปัญหานับตั้งแต่ก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และเมื่อรัฐได้ใช้มาตรการอย่างเข้มข้นเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว ทำให้วิกฤตเศรษฐกิจที่มีอยู่แล้วมีความรุนแรงยิ่งขึ้น ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนเกือบทุกภาคส่วน จึงทำให้เกิดข้อเรียกร้องของหลายฝ่ายให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชา ชนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง แต่ท่าทีของรัฐบาลกลับไม่ให้ความสนใจ ล่าสุดจึงได้เกิดการเคลื่อนไหวของบรรดานักศึกษาสถาบันต่างๆ นั้น พรรคเพื่อไทยเห็นว่า สถานการณ์ของประเทศอยู่ในภาวะเปราะบาง และสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ความขัดแย้งรุนแรงตามมา หากรัฐบาลยังคงบริหารประเทศโดยที่ไม่ฟังเสียงเรียกร้องของประชาชน และไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจได้ถูกทิศทาง พรรคเพื่อไทยจึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาลคือ 1. ขอให้รัฐบาลได้รับฟังเสียงเรียกร้องของประชาชน และใช้ความอดทนในการแก้ปัญหา งดใช้กำลังและความรุนแรง อย่ามองคนที่เห็นต่างเป็นศัตรูทางการเมือง และใช้สันติวิธีในการแก้ปัญหา ขณะเดียวกันขอให้ผู้ชุมนุมเรียกร้องทุกกลุ่มได้ใช้สิทธิของตนภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมายและใช้สันติวิธีเช่นกัน 2. รัฐบาลต้องสนับสนุนให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขณะนี้ความคิดได้ตกผลึกและมีประชาชนหลายกลุ่มรวมทั้งบรรดานิสิตนักศึกษาเริ่มออกมาเรียกร้องแล้ว จึงเห็นว่าถึงเวลาที่รัฐบาลและทุกฝ่ายต้องดำเนินการในเรื่องดังกล่าวให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด 3. เราต้องปลดปล่อยและให้อำนาจแก่ประชาชนที่ทำมาหากิน โดยพลิกวิกฤตโควิด-19 เป็นโอกาส ด้วยการงดเว้นการต้องขออนุมัติ อนุญาตในการประกอบกิจการต่างๆ เป็นเวลา 3 ปี เว้นแต่ที่กระทบต่อความปลอดภัยอย่างร้ายแรงของประชาชน แต่ผู้ประกอบการต้องให้คำรับรองว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย และหากเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่ายังไม่ถูกต้องก็จะให้คำแนะนำ หากแนะนำแล้วยังไม่ถูกต้องอีกให้เตือนจากนั้นจึงลงโทษ รัฐต้องสันนิษฐานว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการทำมาหากินอย่างสุจริตและยั่งยืนและ 4. รัฐบาลต้องให้ประชาชนมีอำนาจในการรวมตัวเพื่อการทำมาหากิน โดยมีวัตถุประสงค์ให้มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การสร้างมาตรฐานระหว่างผู้ประกอบการในกิจการที่มีลักษณะทำนองเดียวกันหรือคล้ายกัน การสร้างขนาดของกิจการที่รวมกันให้ใหญ่ขึ้นเพื่ออำนาจต่อรองกับตลาด และการสะท้อนปัญหาตลอดจนความต้องการที่แท้จริงต่อรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ที่รับผิดชอบ โดยการออกกฎหมายรองรับการรวมตัวของ SMEs อย่างเร่งด่วน พรรคเพื่อไทย เห็นว่าการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นของประชาชน เพื่อเป็นโรดแม็พร่วมกันการปลดปล่อยและให้อำนาจประชาชนในการทำมาหากิน เป็นวิสัยทัศน์ ทิศทาง และรูปธรรม ที่ทุกฝ่ายต้องเดินไปด้วยกัน ประเทศชาติจึงจะอยู่รอดท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจขนาดมหึมาที่กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้.