ปลัดคมนาคม ย้ำ ระบบคัดกรองสุวรรณภูมิเข้ม ไม่มีทางเล็ดรอดแน่! สธ.วอนอย่าโจมตี

การเมือง19 มี.ค. 2563 • 09:12 น.
ปลัดคมนาคม ย้ำ ระบบคัดกรองสุวรรณภูมิเข้ม ไม่มีทางเล็ดรอดแน่! สธ.วอนอย่าโจมตี
ปลัดคมนาคม ย้ำ ระบบคัดกรองสุวรรณภูมิเข้ม ไม่มีทางเล็ดรอดแน่! สธ.วอนอย่าโจมตี ยัน มียา-หมอ เพียงพอ ใช้แผน Thailand Team “โฆษก รบ.” เผยเข้มมาตรการเข้าไทย ทุกประเทศต้องมีใบรับรองแพทย์ เมื่อวันที่ 19 มี.ค. เวลา 14.00 น. ที่ศูนย์ข้อมูลโควิด-19 ภายใต้ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ทำเนียบรัฐบาล นายชัยวัฒน์ ทองคําคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม แถลงว่า กรณีที่โซเชียลมีเดียเผยแพร่ว่ามีนักท่องเที่ยวที่เดินทางกลับจากสเปน ออกมาระบุว่ากลับมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ พอรอรับกระเป๋าแล้ว สามารถเดินออกจากสนามบิน โดยไม่ถูกคัดกรองนั้น ยืนยันว่ามาตรการตรวจคัดกรองที่สนามบินสุวรรณภูมิ มีเครื่องเทอร์โมสแกนมีความเข้มข้นมาก มีจุดคัดกรองถึง 5 จุด เป็นเครื่องมือที่มีคุณภาพ ไม่มีเล็ดรอดแน่นอน ส่วนกรณีพนักงานทำความสะอาดที่เป็นลมที่สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 18 มี.ค.นั้น มีการนำตัวส่งโรงพยาบาลท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยการตรวจสอบจากแล็ปได้ผลออกมาว่า ไม่มีเชื้อโควิด-19 แน่นอน และขณะนี้ได้ให้การดูแลพนักงานดังกล่าวแล้วเพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรงเหมือนเดิม ด้านนพ.รุ่งเรือง กิจผาติ ที่ปรึกษาระดับกระทรวงและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สถานการณ์ภาพรวมทั่วโลกมีผู้ป่วยติดเชื้อยืนยัน 2.1 แสนคน คิดเป็นผู้ป่วยอาการหนักไม่ถึง 4 เปอร์เซ็นต์ ขณะนี้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อ 200 กว่าราย มีอาการรุนแรง 3 ราย แบ่งเป็น อาการปานกลางถึงหนัก 2 ราย และอาการหนัก 1 ราย คิดเป็นอาการรุนแรง 3 ใน 200 ราย แต่เราก็ไม่ประมาทเพราะคนที่มีอาการเบาอาจจะไปแพร่เชื้อต่อได้ แม้เราจะเตรียมเตียง หรืออุปกรณ์การแพทย์อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการลดการแพร่เชื้อ และลดคนไข้ให้ได้มากที่สุด ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตอนแรกมีตัวเลขคนติดเชื้อพุ่งสูง ก่อนจะลดลง ที่เป็นแบบนี้เพราะคนญี่ปุ่นมีวินัย และรักชาติ จึงปฏิบัติตาม ตนเชื่อว่าพี่น้องประชาชนเรารักชาติ และรักประเทศไทย ดังนั้นจึงอยากขอให้ทำตามมาตรการ และเสียสละ หากเรามีผู้ติดเชื้อน้อย ประเทศเราก็จะมีปัญหาน้อยลง เราเตรียมรับมือสถานการณ์ในอนาคต และเตรียมพร้อมถึงสถานการณ์ที่แย่ที่สุด ส่วนในเรื่องการขอใบรับรองแพทย์ของคนไทยในต่างประเทศ เรามีแผน Thailand Team ซึ่งจัดแพทย์ประจำตามสถานทูตต่างๆ คอยเขียนใบรับรองแพทย์ให้ นพ.รุ่งเรือง กล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นที่มีการโจมตีว่า เรามียาไม่เพียงพอ ส่วนนี้ขออธิบายว่า เราจะให้ยา 70 เม็ดต่อคนไข้ 1 คน ซึ่งเราเตรียมได้ประมาณ 2 แสนเม็ด และจะเตรียมให้ได้มากกว่านี้ โดยคนไข้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยใช้ยา เพราะว่าโรคนี้ดูแลประคับประคองให้หายได้ จะใช้ยาในผู้ป่วยที่มีอาการปานกลางจนถึงหนักเท่านั้น ส่วนเรื่องเตียงรองรับผู้ป่วย ต้องเรียนว่าคนไข้อาการหนักเท่านั้นที่จะต้องอยู่ห้องไอซียู ส่วนผู้ป่วยที่อาการเบาสามารถอยู่โรงพยาบาลเฉพาะกิจได้ สำหรับข้อกังวลเรื่องจำนวนแพทย์เฉพาะทางที่สามารถรักษาผู้ป่วยนี้อาจจะไม่เพียงพอนั้น ตนขอเรียนว่า แพทย์ที่ทำงานอยู่หากมีข้อสงสัยสามารถส่งข้อมูลสอบถามที่อาจารย์แพทย์ได้ผ่านการสื่อสารทางออนไลน์ที่มีความรวดเร็ว จึงไม่เป็นปัญหาเรื่องการปฏิบัติงาน และเราจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด “อย่างไรก็ตามวันนี้เราไม่มีพวก ไม่มีพรรค มีแต่ทีมไทยแลนด์ที่จะช่วยกัน และไม่อยากให้ไปมองแค่ว่าเราอยู่ระยะใด เพราะเป็นแค่ศัพท์ทางเทคนิคที่ไม่มีความหมาย เพราะเราให้ความสนใจเรื่องการรักษาผู้ป่วย ประเมินอาการเบื้องต้น กลาง และแย่ที่สุดมากกว่า” นพ.รุ่งเรือง กล่าว ขณะที่นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากกรณีที่นายกฯ หารือกับผู้ทรงคุณวุฒิเมื่อช่วงเช้าวันเดียวกัน (19 มี.ค.) มีการยืนยันวิธีการรับมือของประเทศไทยและ สธ.ถูกทางแล้ว เป็นมาตรการที่ยกระดับเป็นขั้นเป็นตอน และจำเป็นต้องยกระดับให้เข้มข้นขึ้น จากเดิมกำหนด 4 ประเทศเสี่ยง และ 2 เขตปกครองพิเศษต้องมีใบรับรองแพทย์ก่อนเข้าประเทศไทย ตอนนี้ขยายว่าทุกประเทศที่จะเดินทางมาต้องมีใบรับรองแพทย์เพื่อยืนยันว่าไม่มีเชื้อไวรัสโควิด-19 และใบรับรองต้องมีอายุไม่เกิน 3 วัน ต้องซื้อประกันสุขภาพ รวมไปถึงเมื่อมาถึงประเทศไทยแล้วต้องเข้ากระบวนการกักกัน ดูแล เฝ้าระวัง มาตรการจะเข้มข้นมาก ดังนั้น เมื่อยกระดับแล้วทุกประเทศแทบจะเข้ามาไม่ได้เลย ส่วนคนไทยที่เดินทางกลับนั้น จะมีทีมไทยแลนด์เข้าประสานในการออกใบรับรองแพทย์ แต่ก็ต้องเข้ากระบวนการคัดกรองและกักตัว 14 วัน นางนฤมล กล่าวว่า ขอความร่วมมือประชาชนงดเคลื่อนย้าย หรือออกจากบ้านถ้าไม่จำเป็น แม้ประเทศไทยยังไม่มีประกาศเคอร์ฟิวก็ตาม โดยคาดการณ์ผู้ติดเชื้อช่วงนี้จะเพิ่มขึ้น แต่หากทุกคนร่วมมือร่วมใจกันจำนวนก็จะค่อยๆ ลดลง แต่กว่าจะสิ้นสุดโรคนี้ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี จึงต้องร่วมมือกัน อย่าโทษกันไปโทษกันมาว่าเป็นความผิดใคร เรามาถูกทางแล้ว ในหัวใจนายกฯเช้าเย็นมีแต่ประชาชน อย่างไรก็ตาม หาก สธ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีเรื่องที่ต้องตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของประชาชน ให้รายงานนายกฯ ซึ่งท่านจะตัดสินใจทันที