“บิ๊กตู่” จู๋จี๋ ผบ.เหล่าทัพ กระชับระยะห่าง พี่น้อง ปิดประตู ปฏิวัติ สไตล์ “บิ๊กบี้” ที่ต่างจาก “บิ๊กแดง”
ท่ามกลางการจับตามองความสัมพันธ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กับ ผบ.เหล่าทัพ ที่ห่างเหินกัน เมื่อมีโอกาส เข้ากระทรวงกลาโหม เพื่อประชุมสภากลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จึงใช้เวลา อยู่กับน้องๆ ผบ.เหล่าทัพ หลังจบการประชุม
เมื่ออยู่กับ น้องๆ สายเลือดเตรียมทหาร พล.อ.ประยุทธ์ ดูผ่อนคลายลง และได้พูดคุยหยอกล้อ ตามประสาทหาร
โดยการถาม “บิ๊กแก้ว” พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผบ.ทหารสูงสุด และ “บิ๊กป้อง” พล.อ.อ.นภาเดช ธูปะเตมีย์ ผบ.ทอ. ที่ไปสวมชุดนักบิน ขึ้นเครื่องบินรบ วันก่อน ว่าเป็นยังไงบ้าง เพราะ นายกฯเป็นทหารบก ไม่เคยขึ้นเครื่องบินรบไอพ่น แบบนี้
การพูดคุยออกรสชาติ มีเสียงหัวเราะ ที่คุยกันเรื่องนักบิน และ แรง G พร้อมแซวว่า คอแข็ง และ การทนแรง G ที่ พล.อ.อ.นภาเดช ตอบว่า บินขึ้นไป แค่ 1 G
ที่จับตามองกันมากที่สุด คือกับ “บิ๊กบี้” พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. ที่ตกเป็นประเด็น เรื่องระยะห่าง กับนายกฯ ด้วยเพราะ บุคลิกของ พล.อ.ณรงค์พันธ์ เป็นคนนิ่งๆ ไม่ค่อยพูด จึงทำให้ดูไม่สนิทสนมกับนายกฯ แม้ว่า จะเคยทำงานในกองทัพภาค 1 ด้วยกัน เมื่อครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็น แม่ทัพภาค1
ที่สำคัญคือ จุดยืน ชัดเจนในการเป็นทหารของพระราชา มากกว่า เป็นทหารของรัฐบาล ด้วยเพราะเป็นทหารคอแดง และเป็น ผบ.หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 904 (ผบ.ฉก.ทม.รอ.904) ด้วย
เจอหน้า พล.อ.ณรงค์พันธ์ ที่กลาโหม ครั้งนี้ นายกฯ เอ่ยปากถาม ถึงเรื่องรถทหารบรรทุกหินคลุกที่ยางระเบิด พลิกคว่ำ
โดย พล.อ.ณรงค์พันธ์ ชี้แจงว่า ใช้รถผิดประเภท เพราะรถนี้ ใช้ขนกำลังพล ไม่ใช่บรรทุกหิน ขนส่งแบบนี้ เล่นเอา ผบ.หน่วยทหารม้า หนาวทันที หากได้ยิน คำตอบ ของ ผบ.ทบ.
แม้ว่าจะเป็นเรื่องธรรมดา อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้ แต่มาเกิดในช่วงที่ รถบรรทุกทหาร กำลังเป็นประเด็น หลังจากที่ นายกฯ สั่ง กองทัพ เตรียมรถทหาร ไว้ขนสินค้า แทนรถบรรทุก ที่ขู่จะหยุดวิ่ง เพื่อประท้วงราคาน้ำมันดีเซลแพง
เรื่องรถบรรทุกทหารนี้ ก็กลับมีประเด็น ให้วิพากษ์วิจารณ์กันอีก เพราะหลังจากที่ นายกฯ ให้สัมภาษณ์ ให้กระทรวงคมนาคม เตรียมรถไฟ และ รถ บขส. และกองทัพ เตรียมรถบรรทุกทางทหาร สำรองไว้ แต่ทางฝ่ายกองทัพ โดยเฉพาะ กองทัพบก ก็ยังเงียบ ไม่มีแอ็กชั่นใดๆ
แต่ปรากฏว่า กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1รอ.) ซึ่งเป็นหน่วยทหารคอแดง และอยู่ใน ฉก.ทม.รอ.904 ด้วย โดยปัจจุบัน มี “ผบ.ไก่” พล.ต.วรยส เหลืองสุวรรณ เป็น ผบ.พล.1 รอ. ซึ่งเป็น แกนนำ เตรียมทหาร 28 ซึ่งเป็นรุ่นที่กำลังมาแรง ในทบ. มีแอ็กชั่น เป็นหน่วยแรก
โดยมีการตรวจสภาพ และเตรียมพร้อมรถบรรทุก ไว้พร้อมหาก นายกฯ สั่งการให้ เอามาวิ่งแทนรถบรรทุก พร้อม แจกจ่าย ภาพ และข่าว ออกสื่อ จนกลายเป็นข่าวใหญ่ และทำให้ ถูกมองว่า กองทัพ พร้อมสนับสนุน รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์
แต่กลับถูกมองว่าทำไม กองทัพบก และเหล่าทัพ ไม่มีแอ็กชั่น ในเรื่องนี้
จนวันรุ่งขึ้น กองทัพบก จึงเริ่มมีแอ็กชั่น มีการแถลงข่าว พร้อมแจกภาพ ว่า ผบ.ทบ. สั่งหน่วยเตรียมพร้อมรถทหาร ไว้ 3,700 คัน จนเกิดดราม่า ออกมาติติงแนวคิด นายกฯที่ จะใช้รถทหาร พร้อมเกิดคำถามว่า ค่าน้ำมัน ใครออก ค่าสึกหรอ เอางบฯหลวง มาให้เอกชนใช้ได้หรือ จน ทบ. ตัองชี้แจงว่า เตรียมไว้เฉยๆ
ส่วนเรื่องค่าน้ำมันนั้น ทางเอกชน และผู้ประกอบการขนส่ง ต้องเป็นฝ่ายจ่าย ส่วนกองทัพจะรับผิดชอบ ค่าสึกหรอ และเบี้ยเลี้ยงทหาร แต่ในเรื่อง แอ็กชั่นนี้ ก็เกิดกระแสข่าวลือว่าการที่ พล.1 รอ. แอ็กชั่น ทันที เป็นหน่วยแรก เพราะ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีต ผบ.ทบ. สะกิดมา
ด้วยรู้กันดีว่า ถ้าเป็น ยุค พล.อ.อภิรัชต์ เป็น ผบ.ทบ. ซึ่งสนิทสนมใกล้ชิดกับ พล.อ.ประยุทธ์ รถบรรทุกของทหาร ก็คง เตรียมพร้อม บีบแตร เปิดไฟ เช็คเครื่อง ทันทีตั้งแต่ นายกฯ พูด เพราะ พล.อ.อภิรัชต์ รู้ดีถึง สไตล์ของ พล.อ.ณรงค์พันธ์ ที่จะไม่มีแอ็กชั่น ในประเด็นทางการเมือง
แต่การที่ กองทัพแอ็กชั่นรับ ในเรื่องนี้ ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ รู้สึกอบอุ่นและมั่นใจว่า กองทัพอยู่เคียงข้าง แม้ว่าจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังก็ตาม
ดังนั้นเมื่อเจอหน้า ผู้บัญชาการเหล่าทัพ พล.อ.ประยุทธ์ จึงรู้สึกคุ้นเคย และอบอุ่นผ่อนคลาย พูดคุยหยอกล้ออย่างอารมณ์ดีตามประสาพี่น้อง วันนั้น นับเป็นครั้งแรก ตั้งแต่เป็น รมว.กลาโหม มาที่ พล.อ.ประยุทธ์ นั่งอยู่กระทรวงกลาโหม นานที่สุด รวม เกือบ 4 ชม. ตั้งแต่ เข้า มาประชุม สภากลาโหม
เพราะหลังประชุมเสร็จ เวลายังเหลือเพราะ รอเวลาที่จะไปงานค่ำ ที่โรงแรม พลาซ่า แอทธินี พล.อ.ประยุทธ์ จึงมีเวลา คุยกับน้องๆ ผบ.เหล่าทัพ พร้อมหน้า เพื่อกระชับระยะห่าง ทักทาย หยอกล้อ ตามประสา พี่น้องสายเลือด เตรียมทหาร อย่างอารมณ์ดี คลายความเครียดลงได้บ้าง เสมือน อุ่นใจได้ว่า ยังมี น้องๆ ผบ.เหล่าทัพ อยู่เคียงข้าง มีอะไร กองทัพ ก็ช่วยเหลือ ช่วยแบ็คอัพ
ที่สำคัญ ได้มีเวลาเหลือพอ ที่จะเข้าไปนั่งห้องทำงาน รมว.กลาโหม อีกกว่า ชั่วโมงหลังจากที่ เมื่อก่อน มากลาโหม ประชุมเสร็จ ก็รีบกลับ
นายกฯได้มีเวลาคุยกับ ทีมงาน ฝ่าย เสธ. รมว.กลาโหม รวมทั้ง “บิ๊กช้าง” พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กห และ “ปลัดหน่อย” พล.อ.วรเกียรติ รัตนานนท์ ปลัดกลาโหม
ท่ามกลาง สถานการณ์ทางการเมือง ที่ไม่แน่นอน รวมถึง อนาคตของ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างน้อย กองทัพ ก็ยังเป็น กองหนุน ให้อุ่นใจ แม้จะมีระยะห่างกันบ้าง ทั้งจาก สถานการณ์โควิด และ ความห่างของรุ่นเตรียมทหาร ที่พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเตรียมทหารรุ่น 12 ส่วนผู้บัญชาการเหล่าทัพเป็นเตรียมทหารรุ่น 20,21 และ 22
ที่สำคัญคือบุคลิกของ ผบ.เหล่าทัพ แต่ละคน ไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะ พล.อ.ณรงค์พันธ์ ที่แตกต่างจาก พล.อ.อภิรัชต์ ดังนั้น บทบาทและการแสดงออกของกองทัพบกในยุคนี้จึงแตกต่าง แต่ถึงอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่ต้องพะวงหลัง ในเรื่องของกองทัพว่าวันหนึ่งจะรัฐประหารล้มล้างตนเอง
แม้ว่า ในกองทัพ จะมีทั้งนายทหารสายวงษ์สุวรรณ และสายจันทร์โอชา ในยามที่ พี่น้อง 3 ป. แตกคอ ขัดใจกัน แต่ก็ยังไม่ส่งผลใดๆทางการเมือง เพราะกองทัพก็ยังคงถูกมองว่าเป็นฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ต่อไป ตราบใดที่ยังมีสัญญาณไฟเขียวให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ
ส่วนเรื่องอื่นก็เป็นหน้าที่และการตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์เองที่จะเดินเกมทางการเมืองจากนี้อย่างไร บนความขัดแย้งกับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่ แต่ยังจำเป็นที่จะต้องอยู่ด้วยกันเพื่อทำให้พรรคพลังประชารัฐชนะเลือกตั้งและกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งเพื่อป้องกันฝ่ายตรงข้ามไม่ให้มาคุมอำนาจรัฐ
พล.อ.ประยุทธ์ จึงตัดสินใจที่จะอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ แม้จะมีกองเชียร์หนุนให้แยกตัวไปพรรคใหม่ แต่ในเมื่อรัฐธรรมนูญใหม่กำหนดให้ใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ ที่ทำให้พรรคขนาดเล็กเสียเปรียบ เป็นการปิดทางไม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์แยกออกไปตั้งพรรคใหม่
จนที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องประกาศว่าจะยังอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ อยู่กับ “ลุงป้อม” ไม่ไปพรรคสำรอง ก็ยังไม่ไปที่ไหน ไม่มอง พรรคการเมืองไหน
พล.อ.ประยุทธ์ มีทางเลือกไม่มากนักในเมื่อเป้าหมายคือต้องกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย จึงต้องยอม พล.อ.ประวิตร ในทุกทาง ยอมแม้แต่ต้องยอมคืนดีกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค ที่ตัว พล.อ.ประยุทธ์ เอง ยังเชื่อว่าต้องการจะล้มล้างตนเอง ซึ่งก็ถูกมองว่าเป็นการเคลียร์ใจ และคืนดีกันแบบ เฟคๆ เพื่อที่จะทำงานร่วมกันในพรรคพลังประชารัฐต่อไป
แต่ไม่มีใครรู้ว่า พล.อ.ประวิตร และ ร.อ.ธรรมนัส วางกลเกมทางการเมืองไว้อย่างไร เช่นเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องมีแผนของตนเองเช่นกัน
จึงไม่แปลกที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะประกาศว่า แม้ผมจะเป็นคนแก่ แต่ใจยังไม่แก่ ใจยังสู้ และพร้อมที่จะสู้ทุกรูปแบบ แต่จะสู้ในทางสร้างสรรค์ไม่ให้เกิดความแตกแยกเพื่อให้เกิดเสถียรภาพ ของบ้านเมืองให้มากที่สุด