เมื่อมิชชั่น ทหารเสือฯ “ตู่” กับ มิชชั่น “บูรพาพยัคฆ์ ป้อม” ยังไม่ complete

การเมือง19 พ.ย. 2564 • 23:00 น.
เมื่อมิชชั่น ทหารเสือฯ “ตู่” กับ มิชชั่น “บูรพาพยัคฆ์ ป้อม” ยังไม่ complete
แม้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จะยอมรับว่า ได้มีการพูดคุยกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ รวมถึง การต่อสายตรงถึงกัน เพื่อป้องกัน ความเข้าใจผิด หรือการถูกยุแยงตะแคงรั่ว แต่หาใช่ว่า ศึกระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ กับ ร.อ.ธรรมนัส และ ระหว่าง “น้องตู่” กับ “พี่ป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐจะสงบลง ด้วยเพราะกลุ่มต่อต้าน ร.อ.ธรรมนัส ยังคง ไม่ยอมให้คืนดีกัน เพราะจะทำให้ ฝ่าย ร.อ.ธรรมนัส ชนะ ได้ยึดพรรค พปชร. ผ่าน พล.อ.ประวิตร จึงมีแรงยุ ให้ พล.อ.ประยุทธ์ แยกตัว แยกวง ออกมาจาก พรรคพลังประชารัฐ มาสร้างพรรคใหม่ ชู พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี จากพรรคเศรษฐกิจไทย หรือ ไทยชนะ ที่ “ปลัดฉิ่ง” ฉัตรชัย พรหมเลิศ อดีตปลัดมหาดไทย เคยก่อร่างสร้างเอาไว้ก็เหมือนจะมีการเปลี่ยนแผน จนเคยมีข่าวว่า ฉัตรชัย จะมาเข้าพรรคพลังประชารัฐ โดย พล.อ.ประวิตร เตรียมเก้าอี้ รองหัวหน้าพรรคไว้ให้เลย แต่เพราะสถานการณ์ความสัมพันธ์ในพรรคพลังประชารัฐ และความสัมพันธ์ของพี่น้อง 3 ป.โดยเฉพาะ พล.อ.ประวิตร และพล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่มีอะไรแน่นอน ฉัตรชัย จึงยังไม่ตัดสินใจ ต้องรอสัญญาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ และ “บิ๊กป๊อก” พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ลูกพี่ ก่อน จนตอนนี้มี พรรคทางเลือกใหม่ ให้พล.อ.ประยุทธ์ ในนามของ “พรรคไทยสร้างสรรค์” ที่เพิ่งจดทะเบียนกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อ 27 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา ใครจะจดทะเบียนไม่สำคัญแต่มีข่าวสะพัดว่าเป็นพรรคที่บรรดากองเชียร์ พล.อ.ประยุทธ์ นำโดย “โอ๋” ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดีอีเอส ที่มีแบ็คอัพแข็งโป้ก จากกลุ่มทุน และ กลุ่มสามมิตร เป็นแนวร่วม และมี “ตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีต รมว.ศึกษาฯ อดีตแกนนำ กปปส. ในพรรคพปชร. ที่เป็น ก๊วนเดียวกับ ชัยวุฒิ เป็นกำลังหลัก สะท้อนให้เห็นว่ายังมีความพยายามของกลุ่มที่เป็นปรปักษ์กับ ร.อ.ธรรมนัส พยายามที่จะดึงตัว พล.อ.ประยุทธ์ แยกวง ออกมาจาก พล.อ.ประวิตร และพรรคพลังประชารัฐ มีรายงานว่า มีความพยายามเกลี้ยกล่อม พล.อ.ประยุทธ์ให้ตระหนักว่าพล.อ.ประวิตร ไม่เหมือนเดิม และเชื่อแต่ ลูกเลิฟ ร.อ. ธรรมนัส และ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค และให้แยกไปตั้งพรรคใหม่ ดีกว่ายอมตกอยู่ในกำมือของ พล.อ.ประวิตร และ ร.อ.ธรรมนัส เพราะคะแนนนิยมของพล.อ.ประยุทธ์ ยังคงดีอยู่แถมทั้งยังเป็นที่รู้กันว่ายังได้รับการสนับสนุนจาก “กองหนุนพิเศษ” อยู่ แถมได้ภาพของการเป็นนายกฯ อดีตทหารที่เป็นทหารเสือราชินี ที่มีความจงรักภักดี ท่ามกลางกระแสความเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมืองในการล้มล้างสถาบันกษัตริย์ และ แก้ไขมาตรา 112 ตราบใดที่ยังมีความพยายามปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ก็ยังคงทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ มีเหตุผล ในการอยู่ต่อ และ ต้องการที่จะเป็นนายกฯ อย่างน้อย อีกสมัย หรือ ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ ขณะที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ ก็มีความตั้งใจ ที่จะ ทำให้บ้านเมืองสงบ ไม่แตกแยก ขัดแย้งกันรุนแรง เหมือนปัจจุบัน และยังคงปกป้องสถาบันฯ ทำให้สถาบันฯ เข้มแข็ง มากขึ้น หากแต่ Mission นี้อาจไม่ใช่จะมีแค่ พล.อ.ประยุทธ์ เท่านั้น ที่ทำได้ พล.อ.ประวิตร เอง ก็เมียงมองหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่มีความเหมาะสมกับสถานการณ์และภารกิจ หาก พล.อ.ประยุทธ์ต้องการที่จะวางมือ แล้วไปอยู่เบื้องหลัง แต่หากพล.อ.ประยุทธ์ เลือกที่จะแยกวงไปอยู่พรรคใหม่ ก็เป็นการกดดันพล.อ.ประวิตรในอีกครั้งหนึ่ง จนทำให้พล.อ.ประวิตร บ่นเบื่อการเมือง และอาจเป็นการกดดันให้ พล.อ.ประวิตร ถอดใจลาออกและวางมือ จากทางการเมืองไปเอง เพื่อเปิดทางให้พล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.อนุพงษ์ เข้ามายึด พรรคพลังประชารัฐ และดูแลพรรคต่อไป โดยไม่ต้องไปตั้งพรรคใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าหากไม่มี พล.อ.ประวิตร ร.อ.ธรรมนัส และ นฤมล ก็ยอมถอยออกไปจากพรรคพลังประชารัฐโดยอัตโนมัติ อยู่แค่เพียงว่า พล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.อนุพงษ์ จะตัดสินใจแยกทางหรือไม่และพล.อ.ประวิตร จะใจแข็ง ใจสู้ พอที่จะเดินหน้าพรรคพลังประชารัฐ เพียงลำพัง โดยมี ร.อ.ธรรมนัส เป็นเสธ.คู่ใจ เพื่อเดินไปสู่เป้าหมาย อีกไม่นาน ก็จะได้รู้กันว่า 3 ป. จะกลายเป็นแค่ตำนานหรือไม่