“วุฒิสาร ตันไชย” ชวนจับตา สนามเลือกตั้ง อบจ. บทพิสูจน์ จุดเปลี่ยนการเมืองท้องถิ่น
หมายเหตุ: สนามเลือกตั้งท้องถิ่นกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง หลังจากว่างเว้นไปนานเกือบ 7 ปี โดยประเดิมที่สนามเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) 76 จังหวัด ในวันที่ 20 ธ.ค. 2563 นี้ ทั้งนี้ ศ.วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ได้วิเคราะห์ผ่าน “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ถึงการเลือกตั้ง อบจ. ถือเป็นบทพิสูจน์การเปลี่ยนแปลง โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้
-การเลือกตั้งนายกฯ อบจ. เป็นสนามแรกในการเลือกตั้งท้องถิ่น มีความสำคัญอย่างไร
หลักการของการปกครองท้องถิ่น เรื่องการเลือกตั้งถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะเป็นการให้ประชาชนสามารถกำหนดเจตนารมณ์ของประชาชนเอง ในการหาคนมาทำหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของเขาเป็นเวลา 4 ปี ซึ่งเป็นกระบวนการพื้นฐานของประชาธิปไตย และเป็นกระบวนการที่ถูกกำหนดในรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นการเลือกตั้งท้องถิ่นถือเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยของการปกครองท้องถิ่น ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นบทพิสูจน์ความตื่นตัวของประชาชน แต่ว่าการเลือกตั้ง อบจ. ประชาชนอาจจะให้ความสนใจค่อนข้างน้อย เพราะเป็นองค์กรที่อาจจะดูห่างจากประชาชน แต่ด้วยกระบวนการหาเสียง และการทำงานของผู้สมัครในเขตต่างๆ ไปรณรงค์ให้คนที่เชียร์ตัวเองออกมา หวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดความตื่นตัว มีชีวิตชีวาอีกครั้งของการปกครองท้องถิ่น
-การเมืองระดับท้องถิ่น มีการเชื่อมโยงกับการเมืองระดับประเทศอย่างไร
เป็นที่น่าสังเกต และเป็นเรื่องที่หลายคน รวมทั้งนักวิชาการจำนวนหนึ่ง ต้องหันกลับมาพิจารณากัน ต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งระดับชาติครั้งที่ผ่านมา เกิดปรากฏการณ์ใหม่ ในแง่ของรูปแบบและวิธีการรณรงค์หาเสียงที่แตกต่างออกไปจากแบบดั้งเดิม คนหน้าใหม่เข้ามามากขึ้น และเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ผมเรียกว่า การเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมือง แต่ต้องยอมรับว่ากลไกของระดับชาติเกิดขึ้น อาจด้วยกระแสของความตื่นตัวส่วนหนึ่ง ด้วยกติกาที่เป็นระบบออกแบบการเลือกตั้งด้วยบัตรใบเดียว ทำให้ผลลัพธ์ออกมาอย่างที่เราคาดการณ์ได้ คือมีพรรคการเมืองจำนวนมากเกิดขึ้น และมีพรรคใหม่ที่อาจจะจับต้องกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ แต่บทพิสูจน์ต้องกลับมาดูว่าการเลือกตั้งท้องถิ่น จะเปลี่ยนไปในแนวทางเดียวกันหรือไม่
ทั้งนี้ สิ่งที่ไปแนวทางเดียวกัน ที่ถูกนำเสนอ คือการเลือกตั้ง อบจ. เป็นเชิงนโยบายด้วย โดยมีการนำเสนอการเปลี่ยนแปลงของจังหวัด การเปลี่ยนแปลงนโยบาย ซึ่งมีกลุ่มใหม่ๆ พยายามนำเสนอแบบนี้ แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่า ผลอาจจะไม่เหมือนกันเท่าไหร่ เพราะการเลือกตั้งระดับชาติเป็นการตัดสินใจภายใต้นโยบาย แต่จับต้องอะไรไม่ได้เลยกับผลงานของตัวผู้สมัคร ฉะนั้นจะไปอิงกับพรรคการเมืองส่วนใหญ่ แต่ว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ประชาชน จะดูถึงผลงาน และการทำงานที่ใกล้ตัวมากกว่า ดังนั้นการเลือกตั้งท้องถิ่น ถือว่าจับต้องได้มากกว่าการเมืองระดับชาติ จึงเชื่อว่าการตัดสินใจการเลือกตั้งท้องถิ่นมีความแตกต่างจากการเลือกตั้งระดับชาติ
-คิดว่ามีบิ๊กเซอร์ไพรส์ การเปลี่ยนแปลงท้องถิ่น ที่เรียกว่า “ล้มช้าง” ในเขตใหญ่ๆ หรือไม่
ขึ้นอยู่กับดุลพินิจ หรือการตัดสินใจ หรือเกณฑ์ของประชาชนในการเลือกเป็นอย่างไร คิดว่า ประเด็นแรก เกณฑ์ถ้าคนยังติดสินใจภายใต้ความคาดหวังแบบเดิม การมองที่ตัวบุคคล ก็อาจจะเปลี่ยนไม่มาก แต่ถ้าตัดสินใจภายใต้เกณฑ์แบบอยากมีความท้าทายใหม่ เหมือนระดับชาติหรือไม่ ซึ่งปกติการเลือก อบจ. คนจะมาใช้สิทธิไม่มากประมาณ 50-60% แต่ถ้าออกมามากก็ต้องถามว่าคนกลุ่มไหนออกมา เพราะวันนี้ต้องยอมรับว่า วิธีของผู้เลือกตั้งระหว่างวัย หรืออายุ มีความหมายเหมือนกัน คนที่เคยเลือกใครก็จะออกมา คนที่อาจจะรู้สึกว่า ครั้งนี้เป็นโอกาสที่จะมาแสดงพลัง ก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
ซึ่งคาดเดาได้ยาก แต่จะกลายเป็นบทพิสูจน์ และอธิบายปรากฏการณ์ใหม่ทางการเมืองระดับท้องถิ่นหรือไม่ บทบาทของโซเชียลมีเดีย บทบาทการสื่อสารไม่ใช้หาเสียงแบบตัวต่อตัว แต่เป็นการหาเสียงผ่านนโยบาย หรือกลไกมีเดียใหญ่ ผ่านระบบเว็บไซต์ ดิจิทัล หรือแฟนเพจ จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่
-การเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนมีความตื่นตัวมากน้อยแค่ไหน
คิดว่าน่าจะตื่นตัว เพราะเราว่างเว้นมาเกือบ 7 ปี และเชื่อว่าผู้สมัครมีส่วนสำคัญอย่างมากในการกระตุ้นให้คนออกมาเลือกตั้ง ด้วยการกระตุ้นเพราะกลัวจะแพ้ หรือต้องชนะให้ได้
-นักการเมืองระดับชาติ หันมาลงสนามเลือกตั้ง อบจ. มากขึ้น เพราะเหตุอะไร
ต้องยอมรับว่า การเป็นนักการเมืองระดับชาติ คือ ส.ส. จะต้องมีความอาวุโส ต้องอยู่ในพรรคที่เป็นรัฐบาล จึงจะได้แสดงบทบาทในฐานะรัฐมนตรี ซึ่งก็ต้องใช้เวลา แต่หน่วยงาน อบจ. คือหน่วยงานที่มีงบประมาณ และอำนาจกฎหมายที่ทำอะไรได้เต็มไม้เต็มมือกว่า ตรงไปตรงมากว่า ตัวเลขของ อบจ. ขนาดใหญ่ที่มีรายได้ จากการสำรวจปีที่ผ่านมา จ.ชลบุรี มากที่สุด ประมาณ 3,700 ล้านบาท อันดับสอง จ.นครราชสีมา ประมาณ 3,500 ล้านบาท ซึ่งอาจจะใหญ่กว่าบางกระทรวง และสามารถบริหารงบประมาณในการตอบโจทย์ประชาชน คิดว่าจับต้องได้มากกว่า จึงคิดว่าเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักการเมืองระดับชาติจำนวนหนึ่งหันกลับมาสนามเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งไม่เพียงเฉพาะครั้งนี้ ตั้งแต่ครั้งที่แล้วจะเห็นว่า อดีต ส.ส. จำนวนมาก กลับมาลงสนาม อบจ.
-จังหวัดไหนมีการแข่งขันที่ดุเดือดมากที่สุด
เป็นเรื่องที่พูดยากจังหวัดไหนดุเดือด แต่คิดว่ามีการแข่งขันสูงเกือบทั้งหมด เพราะเท่าที่ทราบมีเพียง 3 จังหวัดที่ไร้คู่แข่ง มีผู้สมัครเพียงคนเดียว ได้แก่ เพชรบุรี อุทัยธานี และกระบี่ แต่ก็ต้องลงพื้นที่หาเสียง เพราะต้องการให้สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือ ส.อบจ. ได้เข้ามาด้วย และมีเงื่อนไขว่าต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 10
ทั้งนี้ สถาบันพระปกเกล้า ได้ทำสำรวจบางจังหวัดในการทำวิจัย เพื่อดูว่ากลไกการหาเสียง หรือการส่งต่อความนิยมสามารถทำได้หรือไม่ เพราะอาจจะมีบางจังหวัดที่มีกลุ่มคนหน้าเดิม หรือตระกูลดัง บางจังหวัดอาจจะกลุ่มเดียวกัน หรือพรรคการเมืองเดียวกัน บางจังหวัดก็อาจจะมีผู้สมัครหน้าใหม่ที่ขึ้นมาต่อสู้ ผมคิดว่าทุกจังหวัดจะมีเงื่อนไขของการแข่งขันที่แตกต่างกันไป และดุเดือดทุกจังหวัด
-ผลแพ้-ชนะจากการเลือกตั้งรอบนี้ พรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมือง ต้องโฟกัสที่อะไรเพื่ออุดช่องโหว่
ผมสังเกตว่า พรรคการเมืองกับการสนับสนุนผู้สมัคร อบจ. ไม่ค่อยชัดเจน เป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะว่าในจังหวัดโดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ ที่มีหลายเขต และมี ส.ส. มาจากหลายพรรค บางทีผู้สมัครที่ประกาศตัวเองว่าสังกัดพรรคไหน อาจจะเสียเปรียบ ซึ่งคล้ายกับพื้นที่กรุงเทพฯ เนื่องจากด้วยความนิยมของตัวเอง แต่พอไปสังกัดพรรค แทนที่จะได้คะแนนจากบางกลุ่ม ก็อาจจะไม่ได้ ผมคิดว่า คนที่สมัคร นายก อบจ. ถ้าไม่ชัดเจนจริงๆ หรือไม่เด็ดขาดจริงๆ ในแง่ของพื้นที่ ก็จะไม่ระบุตัวเองว่าสังกัดพรรคไหน แต่รู้เป็นนัยๆ ว่าพรรคไหนเชียร์บ้าง และคิดว่า พรรคการเมืองอาจจะมีความเสี่ยงในการสนับสนุนเต็มที่เกินไป เพราะต้องยอมรับว่า กฎกติกาการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้ละเอียดมาก และมีข้อห้ามจำนวนมาก ซึ่งข้อห้ามนี้ก็น่าติดตาม ในแง่ของการศึกษาว่า การออกแบบการเลือกตั้งด้วยกติกาที่ละเอียดเกินไป ไม่เป็นธรรมชาติจะส่งผลต่อการรับรองเลือกตั้งหรือไม่ หรืออาจจะมีการร้องเรียนเยอะแยะไปหมด ก็ได้ เพราะช่องทางเยอะมาก
อย่างไรก็ตาม คิดว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมาย คือ กกต. จะต้องดูว่า การออกแบบกฎหมายเลือกตั้งแบบนี้ มีการเพิ่มมาตรการใหม่ๆ เข้ามามากมาย โดยหวังให้การเลือกตั้ง บริสุทธิ์ยุติธรรม ตกลงแล้วกลายเป็นทำให้กระบวนการนี้ติดขัดไปหมดหรือเปล่า
-ประชาชนควรทำอย่างไร เพื่อให้การเลือกตั้งท้องถิ่น เป็น “รากฐานประชาธิปไตย” ได้อย่างมั่นคง
คิดว่าประชาชนต้องเข้าใจว่า หน้าที่ของ อบจ. ต้องทำอะไร ฉะนั้นควรเลือกคนที่เหมาะสม และมีแนวคิดที่จะทำแบบนั้น เพราะการมี อบจ. หลักการสำคัญ อบจ. ต้องเล่นบทบาทในเรื่องการจัดการบริการสาธารณะ หรือจัดบริการดูแล พัฒนาพื้นที่ของจังหวัดที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือโครงการเมกะโปรเจกต์ เช่น ระบบขยะ ระบบน้ำเสีย ระบบป้องกันสาธารณภัย ที่จะทำให้เกิดประโยชน์ภาพรวมของจังหวัด หรือโครงการใหม่ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการท่องเที่ยว
คิดว่าคือโจทย์ที่เราอยากเห็นบทบาทของ อบจ. ในอนาคต ที่จะทำหน้าที่แทนท้องถิ่นขนาดเล็ก คือ อบต. เทศบาล ที่ไม่สามารถทำได้ด้วยงบประมาณ ขีดความสามารถ และข้อจำกัดเชิงพื้นที่ของกฎหมาย
ฉะนั้น อบจ. ต้องทำบทบาทนี้ให้ชัด เมื่อชัด ประชาชนเองก็ต้องเข้าใจบทบาทนี้ และประชาชนจะได้เลือกถูกว่า จะเอาคนแบบไหนมา เพราะฉะนั้นอย่าไปดูถูกประชาชนว่า เลือกคนไม่เป็น เขาเลือกเป็น เพียงแต่ขอให้รู้ว่า จะเลือกเพื่อมาทำหน้าที่อะไร