"โฆษกพท."ชี้ รบ.ชูตัวเลขคนจนลดลงเป็นภาพลวงตา สวนทางจีดีพีไทยเติบโตต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

การเมือง2 พ.ย. 2563 • 14:46 น.
"โฆษกพท."ชี้ รบ.ชูตัวเลขคนจนลดลงเป็นภาพลวงตา สวนทางจีดีพีไทยเติบโตต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
เมื่อวันที่ 2 พ.ย.น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรรคเพื่อไทย กล่าวถึงรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำของสภาพัฒน์ ปี 2562 ว่า ความยากจนของคนไทยในปี 2562 ลดลงกว่า 2 ล้านคน จากเดิมในปี 2561 อยู่ที่ 6.7 ล้านคน  เหลือ 4.3 ล้านคน จากมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่รัฐบาลกล่าวอ้างนั้นเป็น ภาพลวงตา เพราะมาตรการที่รัฐดำเนินการ คือการแจกเงินด้วยบัตรสวัสดิการทุกเดือน  ไม่ได้ก่อให้เกิดการจ้างงาน หรือการสร้างรายได้ของครัวเรือนอย่างยั่งยืน  และหากคนจนลดลงจริง เหตุใดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพีของธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย หรือ  ADB จึงระบุว่าจีดีพีประเทศไทยในปีนี้จะติดลบ -6.5% ต่ำที่สุดและต่ำกว่าประเทศลาว เมียนมา เขมร และประเทศน้องใหม่อย่าง อีสต์ ติมอร์ นอกจากนี้ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 62 ยังเปิดเผยด้วยว่า ระยะหลังการจ้างงานแบบรายเดือนไม่เพิ่มขึ้น แต่มีการจ้างงานแบบลูกจ้างรายวันเพิ่มขึ้น  ซึ่งหมายความว่า ธุรกิจไม่มีรายได้เพียงพอที่จะจ้างงานรายเดือนขณะที่รัฐบาบกลับไม่มีมาตรการที่ชัดเจนในเรื่องนี้  "ในมุมมองของลูกจ้าง คือ มีงานก็จริง แต่การเป็นลูกจ้างรายวัน วันรุ่งขึ้น ถ้าธุรกิจเป็นอะไรไป เขาก็ไม่มีงานแล้ว ไม่มีความมั่นคงในงานและอาชีพ  นี้คือสิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ประชาชนยังไม่ได้หลุดพ้นความยากจนจากมาตรการของรัฐดังที่กล่าวอ้าง" น.ส.อรุณีกล่าว และว่า นอกจากนี้ รายได้ที่เพิ่มขึ้นของครัวเรือนที่ยากจนในปี 2562 ที่รัฐบาลกล่าวอ้าง สวนทางกับข้อมูลข้อธนาคารโลกประจำประเทศไทยและสภาพัฒน์ ฯ โดยระหว่างปี 2558-2561 อัตราความยากจนของประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 7.21% เป็น 9.85% หรือเพิ่มจาก 4.85 ล้านคน เป็นมากกว่า 6.7 ล้านคน  สอดคล้องกับตัวเลขจีดีพีไทยที่เติบโตต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา  เมื่อถูกซ้ำเติมจากวิกฤติโควิด-19  ยิ่งทำให้ภาวะเศรษฐกิฐไทยซึ่งมีรายได้จากการส่งและการท่องเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อนประเทศฟื้นตัวยาก      น.ส.อรุณี กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลในขณะนี้คือ จำนวนของประชาชนที่มีรายได้ลดลงเกือบแตะระดับเส้นความยากจนเพิ่มมากขึ้น ถึง 5.4 ล้านคน  แสดงให้เห็นว่า คนไทยกำลังจนลงอีกกว่า 5 ล้านคนปัจจัยสำคัญมาจากหลายด้าน ทั้งการระบาดของโควิด19  แต่การบริหารประเทศของรัฐที่ล้มเหลวมาก่อนเกิดโรคระบาดคือสาเหตุหลักที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำกว่าที่ควรจะเป็น จนทำให้นักลงทุนในประเทศขาดความเชื่อมั่น  นักลงทุนต่างชาติย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนามและประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ส่งผลให้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมตกงานเป็นจำนวนมาก ในจำนวนนี้ยังไม่รวมบัณฑิตจบใหม่ในปี 2564 จำนวน 5 แสนคนที่มีความเสี่ยงที่จะตกงานถาวร และคนตกงาน 8.3 ล้านคนตามการประเมินของธนาคารโลกซึ่งรัฐบาลยังไม่มีมาตรการรองรับเช่นกัน