สนามรบ งบประมาณ “บิ๊กดีล” พท.-อีลีต-3 ป. งบฯกลาโหม ไม่สะเทือน ไม่แตะ งบฯลับ

การเมือง12 ม.ค. 2567 • 23:00 น.
สนามรบ งบประมาณ “บิ๊กดีล” พท.-อีลีต-3 ป. งบฯกลาโหม ไม่สะเทือน ไม่แตะ งบฯลับ

งบประมาณ ปี 2567 ที่เข้าสภา ไปเมื่อ 3-5 ม.ค.2567  งบประมาณของกระทรวงกลาโหม  ซึ่งได้มากเป็นอันดับ 4  จำนวน 198,320 ล้านบาท  เป็นที่จับตามอง ในแง่ที่ว่า เมื่อเปลี่ยนมาเป็นรัฐบาลพรรคเพื่อไทยแล้ว จะกระทบต่อ งบประมาณกองทัพหรือไม่

เพราะแม้บทบาทของพรรคเพื่อไทยในห้วง 9 ปีที่ผ่านมา ในยุคของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเป็นฝ่ายค้าน และตรวจสอบ รวมถึงโจมตีกองทัพ ภายใต้อำนาจ พี่น้อง 3 ป.“ป้อม-ป๊อก-ประยุทธ์” มาโดยตลอด ก็ตาม แต่ด้วยรัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลผสมข้ามขั้ว อันเกิดจากความจำเป็นที่ต้องจับมือกันของ พรรคเพื่อไทยที่มี ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้มีบารมีอยู่เบื้องหลังกับ ฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่มีทั้ง อีลีต บิ๊กทหารเก่า และกองทัพ เพื่อสู้กับพรรคก้าวไกล ที่ตั้งเป้าจะปฏิรูปสถาบัน

จึงทำให้งบประมาณของกระทรวงกลาโหมในปี 2567 ซึ่งเป็นปีแรกของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากการเปลี่ยนขั้วอำนาจ เพราะเป็นการผสมข้ามขั้ว ที่มีซูปเปอร์บิ๊กดีล “ไม่แก้แค้น ไม่ล้างบาง ไม่ล้ำเส้น” ทหาร อยู่

ถึงขั้นที่ฝ่ายค้าน โจมตีว่า จัดงบประมาณไม่ได้แตกต่างจากยุครัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ เลยโดย เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ระบุว่าเพราะเป็นร่างพรบ.งบประมาณ ที่ทำในรัฐบาลก่อน โดยรัฐบาลนี้นำมาปรับแก้เพิ่มเติม  จึงเป็นเสมือน“มรดก” ที่มาจากรัฐบาลก่อน

งบประมาณปี 2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท  ปันแบ่ง มาเป็นของกลาโหม จำนวน 198,320 ล้านบาท เป็นงบฯ ของ สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม 9,275 ล้านบาท กองทัพไทย 14,771 ล้านบาท กองทัพบก 95,924ล้านบาท  กองทัพเรือ 41,086 ล้านบาท  กองทัพอากาศ 36,411 ล้านบาท

หากเทียบย้อนหลัง งบประมาณกลาโหม  ใน 9 ปี ของ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งแต่ รัฐประหาร 2557  ได้งบฯ 183,819 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณที่รัฐบาลของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จัดเอาไว้ เพราะบรรยากาศความสัมพันธ์อันดี ระหว่างนางสาวยิ่งลักษณ์ กับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ใช้แผนผูกใจให้ ผบ.ทบ. และ กองทัพ ยอมเป็นพวก

ต่อมาปี 2558 ที่ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ได้จัดเองเต็มๆ ก็เพิ่มงบฯเป็น   192,949 ล้านบาท  และเพิ่มขึ้น เรื่อยๆ จนเป็นหลัก 2 แสนล้าน ในงบประมาณปี2559  ที่เพิ่มเป็น 206,461 ล้านบาท ต่อมางบประมาณ ปี 2560  เพิ่มเป็น 213,544 ล้านบาท  และเพิ่มต่อเนื่อง ในงบฯปี2561 จำนวน 218,503 ล้านบาท ยังไปต่อ ในงบฯปี 2562  เป็น จำนวน 227,126 ล้านบาท และ งบฯปี 2563 จำนวน 231,745 ล้านบาท  และเลยมาในงบฯปี 2564 จำนวน 214,530 ล้านบาท ที่จัดไว้ล่วงหน้า ก่อนเกิดสถานการณ์โควิด ที่ กลาโหม ต้องถูกแช่แข็งงบฯ ซื้อเรือดำน้ำจีน โดยในงบฯปี 2565 ยังสูง แต่เริ่มลดลง เป็น 201,666 ล้านบาท และเริ่มลดลง ในงบฯปี 2566 คือ จำนวน 197,292 ล้านบาท  แต่ก็ยังได้มากกว่า ปีแรกที่ เป็นรัฐบาล คสช. และ ไม่มี สส. - สว..  มีแต่ สนช. ที่ล้วนตั้งโดย คสช. ทั้งสิ้น และ ส่วนใหญ่ก็เป็นทหาร

หากมองเรื่องของงบประมาณ เป็นสนามรบ ที่ทหารจะต้องพยายามเจรจา ต่อรอง สร้างพาวเวอร์เพื่อให้ได้งบประมาณมากขึ้นๆ ทุกปีแล้ว ก็กล่าวได้ว่ากองทัพเป็นฝ่ายชนะ มาโดยตลอด ซึ่งมีนัยสำคัญเชื่อมโยงกับอำนาจกองทัพในทางการเมืองและสถานการณ์การเมือง

ย้อนไปในงบประมาณปี 2547 รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร งบฯกระทรวงกลาโหม ได้ 7.85 หมื่นล้านบาท ต่อมา ในงบฯ ปี 2548 กลาโหม ได้งบฯมากขึ้น เป็น 8.12 หมื่นล้านบาท  ส่วนงบฯปี 2549 ก็ได้ 8.59 หมื่นล้าน  ก่อนที่จะเกิดการรัฐประหาร 19 กย.2549 เกิดรัฐบาล คมช. ที่มี “บิ๊กแอ้ด” พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ลาออก จากองคมนตรี มา เป็นนายกรัฐมนตรี รับเชิญ งบกระทรวงกลาโหม ในปี 2550 ปีนขึ้นแตะหลักแสนล้าน ที่ 1.15 แสนล้านบาท จากนั้น งบกระทรวงกลาโหม ก็เพิ่มขึัน โดยในงบฯปี 2551 ได้งบ 1.43 แสนล้านบาท  งบฯปี 2552 ได้ 1.701 แสนล้าน  ที่ทำโดยรัฐบาลเดิม

จากนั้นเป็นรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ ที่มีในเหตุการณ์ตั้งรัฐบาลในค่ายทหารทำให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้เป็นนายกรัฐมนตรี และเชิญ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ทบ. มาเป็นรมว.กลาโหม โดยมี สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรองนายกฯฝ่ายความมั่นคงและทำหน้าที่ผู้จัดการรัฐบาล รวมทั้งประสานกับฝ่ายกองทัพ จนทำให้เกิดคอนเน็กชั่น ที่แนบแน่นของนายสุเทพ กับพี่น้อง 3 ป.

โดย ในปีงบประมาณ2553  กลาโหมได้ 1.54 แสนล้านบาท   ปี2554 ได้งบ 1.68 แสนล้านบาท ส่งท้าย รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์หลังเกิดเหตุนองเลือด ใหญ่กระชับพื้นที่คนเสื้อแดงเสียชีวิต 99 ศพ ในการเลือกตั้งครั้งต่อมานางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก ท่ามกลางการจับตามองว่าจะล้างบางกองทัพ จะแก้แค้นแทน ทักษิณ พี่ชายที่ถูกรัฐประหารหรือไม่ แต่ในที่สุด ก็เป็นการใช้ไม้นวมทำดี เอาใจกองทัพ เพื่อหวังให้กองทัพเป็นพวก ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ เอง ก็เจอกระแสคนเสื้อแดงกดดันรัฐบาลให้โยกย้ายเข้ากรุ เพราะมีส่วนในเหตุการณ์กระชับพื้นที่คนเสื้อแดง 99 ศพ และหวั่นจะเป็นภัยในอนาคต  

แต่ทว่าโชคชะตาได้กำหนดไว้แล้ว ทักษิณ และนางสาวยิ่งลักษณ์ เลือกที่จะใช้การเอาใจกองทัพ เพื่อสร้างแนวร่วม ในขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์  ผบ.ทบ. ในเวลานั้น ก็กลายเป็น ที่ปรึกษาด้านการทหารส่วนตัวของนายกหญิง เสมือนเป็นรมว.กลาโหม เงา เลยทีเดียว จนทำให้นายกญหญิง คิดว่าเอากองทัพอยู่  จนในที่สุดนายกฯหญิง เด้ง “บิ๊กโอ๋” พล.อ.อ.สุกำพล  สุวรรณทัต พ้น รมว.กลาโหม และ นางสาวยิ่งลักษณ์ก็ควบ รมว. กลาโหม ด้วยตนเอง เป็น รมว.กลาโหมหญิงคนแรก

ในยุคของนางสาวยิ่งลักษณ์ งบประมาณของกระทรวงกลาโหมปี 2555 ได้เพิ่มขึ้นเป็น 1.68 แสนล้านบาท และเพิ่มขึ้นอีกในงบประมาณปี 2556 เป็น 1.80 แสนล้านบาท

แม้แต่ในห้วงที่เกิดปัญหาทางการเมืองเต็มไปด้วยม็อบ แต่นางสาวยิ่งลักษณ์ ก็ยังสนับสนุนงบประมาณปี 2557 ให้กลาโหม ไว้ ก่อนที่ตนเองจะถูกรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม 2557 จำนวน 1.83 แสนล้านบาท และ พล.อ.ประยุทธ์มารับไม้ต่อเป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลคสช. หลังการรัฐประหาร

จะเห็นได้ว่าในสนามรบการงบประมาณ  กองทัพจะฝ่ายชนะมาตลอด ในการได้งบเพิ่มขึ้นทุกปีและโครงการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ก็ได้ไฟเขียวมาทุกปี

แม้แต่งบราชการลับ ของกระทรวงกลาโหมที่มีสูง เกือบ 500 ล้านบาท ทุกปีก็ไม่มีใครกล้าแตะ  โดยงบประมาณปี 2567 งบราชการลับของกระทรวงกลาโหม ตั้งไว้  468 ล้านบาท เป็นของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 32,393,000 บาท กองบัญชาการกองทัพไทย 54,822,000 บาท กองทัพบก มากสุด วงเงิน 290,046,000 บาท  กองทัพเรือ 62,694,000 บาท  และกองทัพอากาศ 30,000,000 บาท

งบราชการลับ เหล่านี้ก็ถือเป็นงบประมาณที่ ปลัดกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการเหล่าทัพ นำไว้ใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆในกองทัพ และการดูแลลูกน้อง ในส่วนที่เป็นภาษีสังคมต่างๆ รวมถึงอนุมัติให้ไปใช้ในการปฏิบัติการพิเศษหรือราชการลับ งานการข่าว หรือมิชชั่นพิเศษต่างๆ สมัยก่อนงบราชการลับ ของกองทัพ ฝ่ายการเมืองไม่มีใครกล้าแตะ เพราะจะเป็นการสร้างเงื่อนไขหนึ่งไปสู่การรัฐประหารนอกเหนือจาก เรื่องการแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บัญชาการเหล่าทัพ โดยเฉพาะผบ.ทบ. รวมถึงเรื่องงบประมาณกองทัพ แต่ในระยะหลังต้องมีการชี้แจงงบราชการลับให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ ตามระเบียบสำนักนายกฯ  แต่ส่วนใหญ่นายกรัฐมนตรีก็มักจะเป็นขั้วอำนาจเดียวกับกองทัพ จึงไม่ได้มีการตรวจสอบ อะไรมากนัก

เช่นเดียวกันในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ในยุคของ เศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรีพลเรือน และ สุทิน คลังแสง เป็น รมว.กลาโหม พลเรือน เช่นนี้ ก็แสดงให้เห็นท่าทีแล้วว่ามาแบบญาติดีกับกองทัพ ไม่มาแก้แค้นล้างบางหรือล้ำเส้น จนทำให้ เศรษฐาและ สุทิน เคยถูกโจมตีว่า เกรงใจฝ่ายทหาร ตั้งแต่การไม่ยุบ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จนถึงการไฟเขียวเรื่องการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ  แม้แต่เรือดำน้ำจีน ที่ก่อนหน้านี้ สุทิน เคยต้องการให้ยกเลิกการต่อเรือดำน้ำลำแรกจากจีนหลังจากไม่สามารถหาเครื่องยนต์เยอรมัน ตามสัญญามาใส่ในเรือดำน้ำได้ โดยจะให้เปลี่ยนเป็นเรือผิวน้ำหรือเรือฟริเกต

แต่ในที่สุดกองทัพเรือโดย “บิ๊กดุง” พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผบ.ทร. รวมถึงฝ่ายจีนเองก็ไม่ยินยอม จึงทำให้เรื่องคาราคาซังจนต้องส่งให้อัยการสูงสุด วินิจฉัย ว่าการเปลี่ยนเครื่องยนต์เรือดำน้ำเป็นสาระสำคัญหรือไม่ และเป็นอำนาจของหน่วยงานใดในการอนุมัติ หากต้องมีการเปลี่ยน

เพราะกองทัพเรือต้องการเปลี่ยนจากเครื่องยนต์เยอรมันมาใช้เครื่องยนต์จีน ตามที่ได้เสนอกลาโหมไปก่อนหน้านี้  ตั้งแต่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีและรมว. กลาโหม จึงเป็นอีกโครงการหนึ่งที่วัดใจรัฐบาลของเศรษฐา รวมถึงวัดใจ อดีตนายกฯทักษิณ ผู้มีบารมีของพรรคเพื่อไทย ด้วยอันจะเป็นการสะท้อนว่า เกรงใจทหารหรือไม่ เพราะต้องนำเข้า ครม.

แต่ภาพรวมของงบประมาณปี 2567 ในส่วนของกระทรวงกลาโหมนี้ ก็ยังคงเป็นชัยชนะของฝ่ายกองทัพแม้จะไม่มีการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ใหญ่โครงการใหม่ในปีนี้ แต่ก็จะเป็นโครงการที่ผูกพันงบประมาณ ทั้งการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ รถเกราะ โดรน ของ ทบ. การต่อเรือฟริเกต และการซื้อรถเกราะใหม่  การซ่อมเฮลิคอปเตอร์ ของกองทัพเรือ และการซื้อเครื่องบินฝึก และการอัพเกรดซ่อมแซม ปรับปรุงเครื่องบินลำเลียง C 130 ของกองทัพอากาศ

ก่อนที่งบประมาณปี 2568 ที่จะเริ่มจัดทำในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ หลังงบฯ 2567 ผ่านสภาฯ ที่กองทัพอากาศจะเสนอขอจัดซื้อเครื่องบินรบฝูงใหม่ เพื่อทดแทนเครื่องบินเอฟ 16 ที่กำลังทยอยปลดประจำการ อีกเป็นหมื่นล้าน โดยจะทยอยซื้อ เฟสละ4 เครื่อง ที่จะเป็นการวัดใจรัฐบาล นายเศรษฐา และ รมว.กลาโหม อย่างบิ๊กทีนด้วย  ที่ได้แสดงท่าทีมาแล้ว ว่าสนับสนุนให้จัดซื้อแต่จะมีส่วนในการพิจารณาเลือกว่าจะซื้อเครื่องบินของประเทศอะไร หรือไม่ แต่ด้วยความจำเป็นที่รัฐบาลนี้จะต้องอาศัยกองทัพ ประคับประคอง ก็เป็นไฟต์บังคับที่จะยอมตามที่ทหารต้องการ ที่ต้องรอดูในขั้น กรรมาธิการงบประมาณ  และการชี้แจงป้องกันงบประมาณ นั้น จะถูกปรับลด หรือไม่ เท่าใด

แต่ในเมื่อเสียงฝั่งรัฐบาล มากกว่า ฝ่ายค้าน และรัฐบาล ก็ญาติดีกับกองทัพ  ในสนามรบ งบประมาณ ทหาร จึงชนะเสมอๆ