"ทวี" ชี้มติครม.ขายยางหมดสต๊อคโครงการรัฐกว่า1แสนตันราคาถูก ส่งผลราคายางตกต่ำ ไร้เสถียรภาพ

การเมือง7 ก.ย. 2564 • 20:41 น.
"ทวี" ชี้มติครม.ขายยางหมดสต๊อคโครงการรัฐกว่า1แสนตันราคาถูก ส่งผลราคายางตกต่ำ ไร้เสถียรภาพ
วันที่ 7 ก.ย.64 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า " มติ ครม. ขายยางหมดสต๊อกของโครงการรัฐจำนวน 1.04 แสนตันราคาถูกมาก ทุบราคาในตลาดอย่างมหาศาลส่งผลราคายางตกต่ำและไร้เสถียรภาพราคายาง เมื่อวันที่ 31สิงหาคม 2564 ได้เป็นผู้อภิปรายไม่ไว้วางใจ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) และ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรองประธาน กนย. ที่บงการ ใช้ให้ “การยางแห่งประเทศไทย” นำยางสต๊อกของโครงการรัฐที่เป็นยาง “รักษาเสถียรภาพราคายาง” จำนวน 104,763 ตัน (1.04 แสนตัน) ออกมาประมูลขายทั้งหมด เป็นยางแผ่นรมควันอัดก้อนหรือยาง RSS ประมาณ 100,717 ตัน หรือร้อยละ 96.14 ประเด็นสำคัญก็คือการขายยางหมดสต๊อกในครั้งเดียวเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2564 จึงกระทบต่อราคายางในตลาดอย่างมหาศาล โดยยางที่นำออกขายเกือบทั้งหมดเป็นแผ่นรมควันอัดก้อนที่ราคาตลาดกลางประมาณ 65-68 บาท/กิโลกรัม แต่กลับการขายยางราคาถูกที่ 37.27 บาท/กิโลกรัม ขายให้แก่บริษัทเอกชนเพียงรายเดียว โดยกำหนด TOR ที่เป็นการเอื้อประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทำลายเสถียรภาพของตลาดยางพาราไทย เพราะหลังจากส่งมอบยางให้บริษัทผู้ชนะประมูลแล้ว (สิ้นสุดสัญญา 31 พฤษภาคม 2564) ราคายางตกต่ำมาตลอด โดยราคาน้ำยางสดต่ำสุดในวันที่ 21-22 กรกฎาคม 2564 ราคา 41 บาท/กิโลกรัม จากเดิมเดือน พฤษภาคม 2564 อยู่ที่ 65.5 บาท/กิโลกรัม ต่ำลงถึง 24.5 บาท/กิโลกรัม แม้ปัจจุบัน (กันยายน 2564) ราคายังต่ำกว่าวันที่ขายอยู่ประมาณ 10 บาท/กิโลกรัม และราคายางแผ่นรมควันอัดก้อน ราคาเคยอยู่ที่ประมาณ 70 บาท/กิโลกรัม ได้ตกมาอยู่ในราคาประมาณ 51 บาท/กิโลกรัม ราคายางตกต่ำย้อนแย้งกับความต้องการของตลาดโลกและคำประกาศอย่างมั่นใจของรัฐบาลว่าในปี 2564 ราคายางจะขึ้นสูง ดังปรากฏทางสื่อมวลชนว่า นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ยืนยันอย่างมั่นใจว่า “แนวโน้มราคายางในไตรมาสที่ 3-4 ของปี 2564 จะมีเสถียรภาพมากขึ้น ราคายางแผ่นรมควันจะอยู่ในระดับ 60-70 บาท/กิโลกรัม และอาจจะขึ้นถึง 80 บาท/กิโลกรัม ก็มีสิทธิเป็นไปได้ ความต้องการใช้ยางในการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยเฉพาะถุงมือยาง สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 แม้จะมีวัคซีนมาใช้ยับยั้งการระบาดแล้วก็ตาม แต่ความจำเป็นในการใช้ถุงมือยางยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง” แต่สภาพความเป็นจริงในขณะนี้ ราคายางแผ่นรมควันยังคงตกต่ำสร้างความเสียหายต่อเกษตรกรชาวสวนยางทั้งประเทศกว่า 1.7 ล้านครัวเรือน มูลค่าประมาณ 45,000 ล้านบาท โดยเฉพาะเกษตรกรสวนยางรายย่อยมีที่ดินไม่เกิน 10 ไร่ จำนวน 1.3 ล้านครัวเรือนได้รับความเดือดร้อนมาก รายได้สูญเสียไปประมาณครัวเรือนละ 25,424 บาทต่อปี ขณะเดียวกันยังทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศอย่างรุนแรงเมื่อแพร่ข่าวออกไปว่ารัฐบาลได้ขายยางของรัฐต่ำกว่าราคาตลาดโลกประมาณ 30 บาท/กิโลกรัม ซึ่งยางพาราเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ราคาสากลเช่นเดียวกับน้ำมัน ทองคำ ฉะนั้นแม้ว่าผู้ซื้อต่างชาติจะมีความต้องการยางพาราของไทยซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก ปริมาณผลผลิตปีละ 4.5 ล้านตัน ส่งออกมากถึง 85 % แต่ราคาไม่ขึ้น เพราะต่างชาติจะใช้ราคายางที่ กยท. ขายได้เป็นราคาอ้างอิงในการกำหนดราคาซื้อยาง ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสียหาย เพราะรัฐด้อยค่ายางพาราเสียเอง โดยพบพฤติการณ์ไม่สุจริต ส่อไปทางทุจริตที่เป็นการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย ได้ชงเรื่องขายยางเข้าคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2563 โดยอ้างว่าขออนุมัติดำเนินการตามมติ กนย. ครั้งที่ 1/2563 ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2563 ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน (เป็นต่อเนื่องมา 7 ปี) นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นรองประธานฯ แต่ปรากฎว่า มติ ครม. วันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 มีมติว่า “มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (การยางแห่งประเทศไทย) เร่งดำเนินการระบายสต๊อกยางในโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง ให้หมดไปโดยเร็วโดยคำนึงถึงระยะเวลาและระดับราคาจำหน่ายที่เหมาะสม เพื่อลดภาระงบประมาณและรักษาผลประโยชน์สูงสุดของรัฐ” ที่ออกมามีการบิดเบือนมติ กนย. ครั้งที่ 1/2563 คือ 1) เติมคำว่า “เร่งดำเนินการระบายสต๊อกยาง...ให้หมดไปโดยเร็ว” 2) ตัดคำว่า “ราคายางในตลาด” ทิ้ง 3) ตัดคำว่า “การนำยางในสต๊อกไปใช้ในหน่วยงานภาครัฐ” ทิ้ง จึงไม่ตรงกับรายงานการประชุม กนย. วันที่ 1 มิถุนายน 2563 ที่มีมติ “มติมอบหมายให้การยางแห่งประเทศไทยระบายยางในสต๊อกโดยพิจารณาความเหมาะสมของสถานการณ์ราคายางในตลาด รวมทั้งการนำยางในสต๊อกไปใช้ในหน่วยงานภาครัฐให้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และกฎระเบียบต่อไป” ภายหลัง มติ ครม. ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 เป็นกระบวนการไม่สุจริตส่อไปทางทุจริตกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ 1. กยท. มีการจัดทำราคาประเมินราคายางที่ทุบราคาตลาด ทั้งที่ ยางพาราเป็นสินค้าสากล มีกลไกราคาตามตลาดโลก แต่กลับ.ว่าจ้างบริษัทมาทำการประเมินขึ้นมาใหม่ให้ต่ำกว่าราคาตลาดกลาง ผิดวิสัยผู้ขายสินค้า ทั้ง ๆ ที่ใน กยท.มีนักวิชาการยาง สถาบันวิจัยยางที่สามารถประเมินคุณภาพสินค้ายางได้เองอยู่แล้วโดยราคาประเมินของ กยท. 37.01 บาท/กิโลกรัม ขณะที่ราคาตลาดกลางยางแผ่นรมควันอัดก้อนประมาณ 65-68 บาท/กิโลกรัม และเมื่อได้ราคาประเมินที่ต่ำมากแล้ว วันที่ 9 เมษายน 2564 ทำประกาศขายยางทั้งหมด 17 โกดังแบบเหมาคละอ้างขายรวมยางประเภทต่าง ๆ ใน สต๊อกของโครงการรัฐจำนวน 104,763,350 กิโลกรัม ทั้งที่ยางพาราเกือบทั้งหมดเป็นยางแผ่นรมควันอัดก้อน RSS จำนวน 100,717,000 กิโลกรัม หรือร้อยละ 96.14 ที่มีเนื้อยางบริสุทธิ์ประมาณ 98% ขึ้นไป การนำยางต่างชนิดขายคละเหมาไม่สุจริต ส่อไปทางทุจริตแม้ กยท. ประกาศซื้อขายยางที่ตลาดกลางและตลาดโลกรายวันก็ไม่มีชนิด “ยางเหมาคละ” แต่อย่างใด และคุณสมบัติคงทน ไม่เน่า ไม่เสีย หากเก็บรักษาตามมาตรฐาน จึงต้องแยกขายเหมือนตลาดโลกและตลาดกลางยางพารา ถึงจะถูกต้อง 2. การกระทำไม่ชอบชัดเจน การขายยางในสต๊อกของโครงการรัฐ จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และตามที่ข้อบังคับ คณะกรรมการ กยท ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างเกี่ยวกับการพาณิชย์ พ.ศ.2561 โดยต้องสอดคล้องกับหลักการ ...(2) โปร่งใส โดยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุต้องกระทำโดยเปิดเผย เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม มีการปฏิบัติต่อผู้ประกอบการทุกรายโดยเท่าเทียมกับ มีระยะเวลาที่เหมาะสมและเพียงพอต่อการยื่นข้อเสนอ มีข้อมูลหลักฐานการดำเนินการไม่ชอบด้วยกฏหมายที่ชัด คือ (1) ประกาศกำหนดให้ผู้สนใจสามารถลงทะเบียน กับ กยท.ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 9 - วันอังคารที่ 20 เมษายน 2564 ซึ่งเป็นช่วงหยุดยาวสงกรานต์ต่อเนื่องวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ จึงมีเวลาเพียง 3 วันทำการ ทั้งที่ โครงการมีมูลค่ากว่า 8 พันล้านบาท ซึ่งตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ ข้อ 51 วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป วงเงินเกิน 50 ล้านบาท ต้องให้ระยะเวลาในการเผยแพร่ประกาศไม่น้อยกว่า 20 วันทำการ (2) ประกาศกำหนดให้ผู้สนใจเข้าร่วมการเสนอราคา ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นแคชเชียร์เช็ค มูลค่า 200 ล้านบาท สั่งจ่าย กยท. และหลักฐานแสดงความสามารถในการชำระเงินที่ธนาคารรับรองไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ทั้งที่ให้ระยะเวลาเตรียมเอกสารเพียง 3 วันทำการ แสดงว่ารู้ล่วงหน้าว่าเป็นผู้ชนะการเสนอราคาครั้งนี้ (3) ประกาศไม่ได้กำหนดวันประมูลขายยางว่าเป็นวันใด ไม่ได้แจ้งราคาประเมินยางไม่ได้กำหนดให้ดูสภาพยางว่ามียางแต่ละประเภทเป็นยางอะไรบ้าง จำนวนเท่าใด และไม่ให้ผู้เข้าร่วมเสนอราคาได้รับฟังคำชี้แจงใด ๆ จาก กยท. การจัดทำประกาศดังกล่าว ผู้ประกอบการโดยปกติทั่วไป ไม่มีรายใดที่จะสามารถเข้าร่วมประมูลได้ เนื่องจากมีระยะเวลาเตรียมตัวเพียง 3 วันทำการ ที่ต้องเตรียมหลักประกันกว่า 200 ล้านบาท และให้ธนาคารรับรองหลักฐานไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียม แต่ประกาศ ไม่ได้ให้ผู้ประกอบการเห็นสภาพและประเภทยาง อีกทั้ง ไม่มีการแจ้งราคาประเมิน ผู้ที่เข้าเสนอราคาได้ ในกรณีดังกล่าว มีได้เฉพาะผู้ที่รู้ข้อมูลภายในล่วงหน้า โดยเฉพาะข้อเท็จจริงบ่งชี้เจตนามีบริษัท N เข้าร่วมประมูลเพียงรายเดียว เสนอราคา 37.27 บาท/กิโลกรัม ทั้งที่ไม่เห็นยาง และ กยท. ไม่เปิดเผยราคาประเมิน กลับกล้าเสนอราคาต่ำกว่าราคาตลาดมาก และราคาที่เสนอกลับสูงว่าราคาประเมินที่ กยท. ทำขึ้นใหม่ 37.01 บาท/กิโลกรัม เป็นหลักสตางค์ และ กยท.ไม่ยอมยกเลิกประมูลทั้งที่มีผู้เข้าเสนอราคารายเดียวที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเชื่อได้ว่า การประมูลขายยางเอื้อประโยชน์ 3. การกระทำไม่ชอบชัดเจนเมื่อรัฐมนตรีฯได้ชี้แจงสภาผู้แทนราษฎรว่า การประมูลขายได้ดำเนินการตามระเบียบ กระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ ข้อ 215 “ข้อ 215 ระบุว่า การขายให้ดำเนินการขายโดยวิธีทอดตลาดก่อน แต่ถ้าขายโดยวิธีทอดตลาดแล้วไม่ได้ผลดีให้นำวิธีกำหนดเกี่ยวกับการซื้อมาใช้โดยอนุโลม ....” ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก การขายทอดตลาดของ กยท. จะต้องมีการประกาศขายทอดตลาด โดยเงื่อนไขประกาศ จะต้องระบุในเรื่องดังต่อไปนี้ - ประกาศต้องกำหนดวันรับฟังคำชี้แจง และคณะกรรมการฯ จะแจ้งราคาประเมินซึ่งเป็นราคาเริ่มต้นในการประมูล - ประกาศต้องกำหนดวันประมูลขายทอดตลาดว่าเป็นวันใด ณ สถานที่ใด - ประกาศต้องกำหนดวิธีการเสนอราคาแต่ละครั้ง คณะกรรมการจะขานราคาที่เสนอ 3 ครั้ง สำหรับครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ผู้สนใจเสนอราคาให้สูงขึ้นอีกย่อมกระทำได้ ต่อเมื่อคณะกรรมการฯ ได้ขานราคาครั้งสุดท้ายครบ 3 ครั้งแล้ว หรือเคาะไม้ ให้ถือเป็นราคาสูงสุด แต่ประกาศประมูลยางในครั้งนี้ ไม่ได้มีการกำหนดในลักษณะดังกล่าว ทั้ง ไม่ใช่และไม่เข้าวิธีการใด ๆ ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 จึงเป็นการประกาศประมูลขายยาง ที่กระทำโดยปราศจากอำนาจตามกฎหมาย เป็นการประกาศขายยางด้วยวิธีการตามอำเภอใจ 4.โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง เป็นโครงการที่ก่อให้เกิดภาระต่องบประมาณที่รัฐบาลต้องชดเชยเงิน จำนวน 9,955 ล้านบาทเศษ การขายในราคา 37.27 บาท/กิโลกรัม เป็นเงิน 3,904 ล้านบาทเศษก่อให้เกิดการสูญเสียงบประมาณของรัฐ (ผลขาดทุน) จำนวน 6,051 ล้านบาทเศษ จึงต้องจัดทำประมาณการการสูญเสียรายได้และผลขาดทุนรวมทั้งประโยชน์ที่จะได้รับไว้แล้ว และเสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีด้วย ก่อนทำสัญญาขาย ตามมาตรา 27 พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 แต่ปรากฏว่าไม่ได้ดำเนินการขออนุมัติ ครม. แต่อย่างใด 5. กระทำมิชอบด้วยกฎหมายที่ไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 8 (4) ของ พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 ที่ต้อง “ดำเนินการให้ระดับราคายางพารามีเสถียรภาพ” การขายยางเป็นการทุ่มตลาดของเกษตรกร ทำลายเสถียรภาพของตลาดยางพาราไทยทำให้กระทบต่อราคายางในตลาดอย่างมหาศาล ราคายางในประเทศตกต่ำมาตลอด สร้างความเสียหายต่อเกษตรกรชาวสวนยางทั้งประเทศและราคายางไม่มีเสถียรภาพผันผวนอย่างมาก ดังที่กล่าวข้างต้น 6. ตาม มาตรา 35 พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย ”ในการดำเนินการของ กยท.ให้คำนึงถึงประโยชน์ของรัฐและประชาชน” แต่การขายครั้งนี้ รัฐเสียหาย และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ ให้เกิดแก่พี่น้องประชาชนเกษตรกรชาวสวนยาง มีแต่ซ้ำเติมราคาขายยางของพี่น้องชาวสวนยาง และเป็นการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชนเพียงรายเดียวให้ได้กำไรและผลประโยชน์ที่ข้อมูลเปิดเผยพบว่าราคาหุ้นของบริษัท ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2563 (กนย. มีมติให้ขายยาง) ราคาหุ้นบริษัท 2.48 บาท/ต่อหุ้น และถึง 31 สิงหาคม 2564 ราคาหุ้น 7.65 บาท/ต่อหุ้น เพิ่มขึ้นถึง 208% มูลค่าหุ้นจาก 1,645,310,946 บาท เพิ่มเป็น 12,586,628,737 บาท ส่วนต่างมูลค่าที่เพิ่มมากถึง 8,506,257,591 บาท เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล 7. ยางที่นำมาขายเป็นยางคุณภาพดี มีกระบวนการซื้อยางคุณภาพไว้ในสต๊อกและเก็บรักษา มีการเช่าโกดังที่ได้มาตรฐาน และจ่ายค่าประกันภัย หากยางทั้ง 17 โกดังมีการสูญเสียเจ้าของโกดังและบริษัทประกันต้องรับผิดชอบ แต่ไม่ปรากฏเรื่องดังกล่าวและก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ได้เข้าดูสถานที่เก็บยางจริงที่ อ.หนองใหญ่ ก็เห็นสภาพยางยังดีอยู่ และจากคุณสมบัติของยาง องค์การยางระหว่างประเทศ หรือ INRO เคยเก็บยางนานถึง 17 ปียังไม่เสื่อมสภาพ จึงเชื่อว่ายางอยู่ในสภาพดี ตามรายงาน กยท. ในการประชุม กนย. เมื่อ 1 มิถุนายน 2563 ซึ่งอาจจะมีเสียรูปทรงบ้าง ราคาก็ถูกปรับลดไปเพียงกิโลกรัมละ 1-2 บาทเท่านั้น ไม่ใช่ขายที่ราคา กิโลกรัมละ 37.27 บาท ที่ต่ำกว่าราคาตลาดเกือบ 30 บาท/กิโลกรัม 8. ความเสียหาย - ผลขาดทุนจากการขายยางต่ำกว่าราคาตลาดที่เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องได้ส่วนต่างจากราคากลาง ประมาณ 2,919 ล้านบาทเศษ ที่หน่วยงานตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายสามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินและหลักฐานทางบัญชี ภาษีอากร และหลักฐานอื่นต่อไปได้ - การขายยางเป็นการทุ่มตลาดของเกษตรกร เกษตรกรชาวสวนยางต้องเสียรายได้เพราะราคายางตกต่ำประมาณ 45,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวสวนยางรายย่อยมีที่ดินไม่เกิน 10 ไร่ - กยท.ต้องชำระหนี้ ธกส. ที่เป็นหนี้อยู่ประมาณ 9,955 ล้านบาทเศษ เมื่อขายยางในราคา 37.27 บาท/กิโลกรัม เป็นเงิน 3,904 ล้านบาท เศษยังเป็นหนี้อีก 6,051 ล้านบาท - เสียหายต่ออนาคตที่ไทยเป็นประเทศผลิตยางอันดับ 1 ของโลก เมื่อแพร่ข่าวออกไปว่ารัฐขายยางราคาถูกมาก ราคายางในตลาดจะไม่ขึ้นเพราะต่างชาติจะใช้ราคายางที่ กยท. ขายได้เป็นราคาอ้างอิงในการกำหนดราคาซื้อยาง พลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กนย. ต่อเนื่องยาวนานเป็นเวลา 7 ปีนับแต่หลังยึดอำนาจการปกครองปี 2557 ถือว่านานที่สุดตั้งแต่มีนายกรัฐมนตรีในประเทศไทยแต่ไม่มีนโยบายและความจริงใจสนับสนุนความพร้อมและศักยภาพให้เกษตรกรชาวสวนยาง ตลาดยางและอุตสาหกรรมยางบริหารงานแบบเช้าชามเย็นชาม ไม่ให้ความสำคัญต่อ “การรักษาเสถียรภาพราคายาง” การขายที่ทุบราคาตลาดครั้งนี้ในช่วงที่เป็นโอกาสที่ราคายางจะสูงขึ้นเนื่องจากเป็นอุปกรณ์ในการป้องกันโควิด รัฐบาลมักง่ายนำราคายางแผ่นรมควันอัดก้อน RSS ที่ถือว่าดีที่สุดนำไปขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาขี้ยาง เปรียบเสมือน “ขายผ้าเช็ดตัวในราคาเท่าผ้าเช็ดเท้า” เมื่อแพร่ข่าวออกไปว่ารัฐบาลได้ขายยางของรัฐต่ำกว่าราคาตลาดโลกประมาณ 30 บาท/กิโลกรัม จึงทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศอย่างรุนแรงที่ต่างชาติแม้มีความต้องการใช้ยางพาราแต่ราคายางตกต่ำเพราะรัฐบาลไทยที่ผลิตยางอันดับหนึ่งของโลกขายในราคาถูกแบบทุ่มตลาด ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสียหายและรัฐยังด้อยค่ายางพาราไทยเสียเอง จึงเป็นประเด็นไม่ไว้วางใจ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน กนย. และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้รักษาการ ตาม พ.ร.บ. การยางฯ และรองประธาน กนย. ด้วยข้อมูล หลักฐานและเหตุผลข้างต้น"