"ธนาธร" ร่ายยาว ปลุกระดมมวลชนต้านการสืบทอดอำนาจ ชี้ 7 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยสูญเสียมหาศาล
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thanathorn Juangroongruangkit - ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ระบุว่า...
“ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนที่เกิดมาในสังคมไทย ย่อมอยากเห็นประเทศไทยพัฒนาไปข้างหน้า ย่อมอยากเห็นประเทศไทยเจริญก้าวหน้า
.
ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา ผมเชื่อว่าทุกคนย่อมอยากให้ลูกหลานของเราไม่ว่ารวยหรือจน ได้เข้าสู่การศึกษาที่มีมาตรฐานสากลเหมือนกัน
.
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม ผมเชื่อว่าทุกคนอยากเห็นสวนสาธารณะ อยากเห็นพื้นที่สีเขียว อยากให้คนไทยทุกคนมีอากาศที่ดีหายใจ
.
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริการภาครัฐ เราอยากเห็นหมอพยาบาลและอุปกรณ์การแพทย์ครบครันในทุกโรงพยาบาล ให้มีโรงพยาบาลอยู่ใกล้บ้านของคนทุกคน
.
เราอยากจะเห็นการคมนาคมสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์หรือรถไฟที่สะอาด สะดวก ตรงเวลา และราคาย่อมเยา ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้
.
เราอยากจะเห็นสวัสดิการของรัฐที่อย่างน้อยที่สุด สร้างความมั่นคงในชีวิตพื้นฐานให้กับคนไทยทุกคน
.
เราอยากจะเห็นประเทศไทยที่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเองในการพัฒนาประเทศ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงเทคโนโลยีจากต่างชาติมากเกินไป
.
เราอยากจะเห็นที่สังคมที่คนไทยทุกคนมีงานทำ เป็นงานที่มีคุณค่า เป็นงานที่มีความหมาย ทุกคนมีความมั่นคงในชีวิต
.
ผมเชื่อว่าคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะมีความเชื่อทางการเมืองแบบไหน ย่อมอยากเห็นสังคมอย่างนี้
.
คำถามก็คือว่าทำไมเราสร้างสังคมอย่างนี้ไม่ได้ แม้เวลาจะผ่านมาถึง 89 ปี นับจากการอภิวัฒน์สยามปี 2475? ทำไมเราจึงสร้างสังคมอย่างนี้ไม่ได้ แม้ว่าเวลาจะผ่านมาเกือบ 60 ปีนับตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1?
.
ผมชื่อว่าคำตอบ ก็คือประชาชนไม่ได้เป็นเจ้าของสิทธิ ไม่ได้เป็นเจ้าของอำนาจ ประชาชนไม่ได้เป็นองค์ประธานของการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง เมื่อประชาชนไม่มีสิทธิไม่มีเสียง ไม่ได้เป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน งบประมาณและทรัพยากรต่างๆจึงไม่ต้องเอามาใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน ไม่ต้องเอามาใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น
.
“ประชาชน” จึงเป็นเพียงคำขวัญบนกระดาษนโยบายอันสวยหรูของภาครัฐ
.
คำถามต่อมา แน่นอนที่สุด ต้องถามว่าแล้วทำไมประชาชนจึงไม่สามารถเป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริงได้? สำหรับผม คำตอบก็คือพันธมิตรระหว่างกลุ่มอภิสิทธิ์ชน นายทุน ขุนศึก ศักดินา ไม่พร้อมและไม่ยอมปล่อยอำนาจนี้ให้เป็นของประชาชน
.
เมื่อใดก็ตามที่ดอกไม้ประชาธิปไตยเติบโตขึ้น พวกเขาก็จะตัดมันทิ้งเสีย ทำให้ 89 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีการทำรัฐประหารมาแล้ว 13 ครั้ง มีนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 29 คน มีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 20 ฉบับ นี่คือสังคมที่เราอยากส่งต่อให้กับลูกหลานเราหรือไม่? นี่คือระบบระเบียบการเมืองที่เราอยากส่งให้กับลูกหลานเราหรือไม่?
.
หลังจากการทำรัฐประหารก็จะมีการจัดสรรดุลอำนาจ มีการจัดสรรผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเสียใหม่ในหมู่อภิสิทธิ์ชน รัฐประหารครั้งสุดท้ายในเดือนพฤษภาคมปี 2557 หรือ 7 ปีที่แล้ว ภายหลังการทำรัฐประหาร รัฐบาล คสช.ร่วมกับ สนช.และรัฐบาลประยุทธ์ ได้มีการออกกฎระเบียบออกนโยบายต่างๆมากมายเพื่อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน
.
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการให้เช่าที่ดินโรงงานยาสูบและที่ดินบริเวณศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แก่กลุ่มบริษัทไทยเบฟ ซึ่งมีคนตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชนรายใดรายหนึ่งเป็นการเฉพาะหรือไม่?
.
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการที่รัฐบาลไม่ปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภค ปล่อยให้มีการควบรวมกิจการระหว่าง CP และ Tesco ซึ่งนักวิชาการหลายสำนักก็ออกมาคัดค้านถึงความเหมาะสมของการควบรวมนี้
.
ไม่ว่าจะเป็นการใช้มาตรา 44 ยกเลิกกฎระเบียบต่างๆมากมาย จนทำให้บริษัทคิงพาวเวอร์สามารถได้สัมปทานสินค้าปลอดภาษีในสนามบินฉบับใหม่ไป ซึ่งต้องบอกว่าเมื่อสัญญาฉบับเก่าหมดลง มันเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลจะใช้โอกาสนี้ทำลายการผูกขาด ปล่อยให้มีหลายสัญญา มีหลายผู้ประมูล และมีหลายผู้ชนะ ซึ่งจะทำให้เกิดการแข่งขันกันมากขึ้น
.
ไม่ว่าจะเป็นการต่อรถไฟฟ้าสายสีทองไปหยุดลงตรงห้างไอคอนสยาม หลายคนตั้งข้อสงสัยว่ารถไฟฟ้าสายสีทองนี้มีขึ้นเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนรายใดรายหนึ่งเป็นการเฉพาะหรือไม่? และเป็นการเหมาะสมหรือไม่ เพราะยังมีรถไฟอีกหลายสายที่มีความจำเป็นเร่งด่วนมากกว่า
.
ไม่ว่าจะเป็นกรณีของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือ Eastern Economic Corridor ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงเศรษฐกิจสำคัญของรัฐบาลคุณประยุทธ์ สิ่งที่เราเห็นจากนโยบาย EEC ที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด ก็คือสัมปทานรถไฟ 3 สนามบินและสัมปทานท่าเรือ ซึ่ง 2 สัมปทานนี้ ฉบับหนึ่งให้กับบริษัท CP และอีกฉบับหนึ่งให้กับบริษัท Gulf ซึ่งทั้งสองสัมปทานมีประชาชนจำนวนมาก กังขาสงสัยว่ามีการประมูลจัดซื้อจัดจ้างอย่างเป็นธรรมโปร่งใสหรือไม่?
.
นี่คือทรัพยากรของประเทศ นี่คือภาษีของประชาชน
.
เราต้องอย่าลืมว่ากลุ่มทุนใหญ่ๆ หลายกลุ่มเคยเข้าร่วมสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหาร ภายใต้ชื่อโครงการ “ประชารัฐรักสามัคคี”
.
กลุ่มทุนต่างๆเหล่านี้เขาต้องการอะไร?
.
เขาต้องการการคุ้มครองปกป้องจากรัฐ เพื่อให้ตัวเองผูกขาดธุรกิจได้ต่อไป เพื่อให้กฎหมายที่ปกป้องกลุ่มธุรกิจของพวกเขาการแข่งขันทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้รับการคุ้มครองต่อไป
.
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้เอกชนขนาดเล็กขนาดกลาง ไม่มีช่องทางทำมาหากิน ถูกเบียดเบียนเอารัดเอาเปรียบ
.
ผมเชื่อว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในสังคมไทยไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไม่ใช่เรื่องของบุญกรรม แต่เป็นเรื่องที่ได้รับผลกระทบมาจากนโยบายของรัฐ
.
ในปี 2559 คนรวยที่สุด 1% ของประเทศไทยครอบครองทรัพย์สินในประเทศ 58%
.
ในปี 2561 คนรวย 1 % นี้ครอบครองทรัพย์สินเพิ่มจาก 58% ของประเทศเป็น 66.9% ของประเทศ
.
ไม่ใช่เพียงแค่นี้ การอุดหนุนสนับสนุนเกื้อกูลกันระหว่างรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหาร และบริษัทขนาดใหญ่ในประเทศ ยังล่วงเลยมาถึงช่วงเวลาของสถานการณ์ที่เกิดวิกฤตโควิดด้วย
.
วิกฤตโควิดเป็นวิกฤตที่เรียกได้ว่าหนักหนาที่สุดที่ประเทศไทยเคยเจอ ภายใต้วิกฤตนี้เราควรจะเอาทรัพยากร เราควรจะเอาพลังของทั้งประเทศมาเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด เพื่อเยียวยาคนตัวเล็กตัวน้อย เพื่อให้คนทุกคนในประเทศไทยรู้สึกว่าได้รับการดูแลจากรัฐบาลอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน
.
แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างให้เห็นใน 1 ปีที่ผ่านมา ท่านน่าจะได้เห็นตลาดสด ท่านน่าจะได้เห็นโรงเรียนถูกสั่งปิด ในขณะที่ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ไม่ถูกสั่งปิด ท่านน่าจะได้เห็นว่าร้านสะดวกซื้อชื่อดังไม่ได้ปรากฏอยู่ในไทม์ไลน์ของผู้ป่วยรายใดเลย ในช่วงเวลานี้เอง มีการเอาภาษีของประชาชนไปให้ค่าชดเชยเยียวยากับบริษัทคิงพาวเวอร์ ซึ่งเป็นคู่สัญญาของบริษัทการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ก่อนที่จะเอามาเยียวยาประชาชนเสียอีก และยังมีการเอาเงินหลายหมื่นล้านไปอุ้มการบินไทย โดยแผนฟื้นฟูกิจการการบินไทยที่รัฐบาลเห็นชอบ แทบไม่มีการปรับโครงสร้างหนี้ที่กระทบกระเทือนเจ้าหนี้ซึ่งเป็นทุนธนาคารรายใหญ่ๆ เลย
.
ผมเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างนายทุน-ขุนศึก-ศักดินานี้เอง ที่เป็นเหตุผลทำให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปข้างหน้าไม่ได้ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลระหว่างคนรวยกับคนจน
.
นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่เราจะบอกว่า พอแล้ว ไม่เอาอีกแล้วกับโครงสร้างสังคมแบบนี้ ถึงเวลาที่จะต้องมาปรับเปลี่ยนโครงสร้างสังคมด้วยกัน เพื่อให้ประเทศไทยได้เป็นประชาธิปไตย มีโครงสร้างสังคมที่เอื้อให้กับประชาชนได้ใช้ชีวิตอย่างมีเสรีภาพ ได้มีโอกาสเติบโตทางเศรษฐกิจ
.
7 ปีที่ผ่านมาคือ 7 ปีที่พวกเราสูญเสียเวลา สูญเสียทรัพยากร สูญเสียงบประมาณไปมหาศาล
.
ถึงเวลาแล้วที่จะต้องหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจ คสช.
.
มาร่วมเดินทางด้วยกันครับ”