“วันนอร์” ยันจริยธรรมต้องมีทุกองค์กร ยอมรับหาก "นายกฯ" มาตรฐานสูงเท่าผู้พิพากษา ทำงานยาก ไม่กล้าตัดสินใจ นักลงทุนไม่มั่นใจ
วันที่ 27 ก.ย.2567 เวลา 10.45 น.ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มาตรฐานจริยธรรมควรจะมีหรือไม่ว่า อยู่ที่ความสมดุล ซึ่งกฎหมายจริยธรรมต้องมี ในสังคมทุกสังคม แต่จริยธรรมในทุกสังคมอาจจะไม่เหมือนกัน ผู้นำศาสนา พระ ก็ต้องเป็นจริยธรรมระดับหนึ่ง จริยธรรมผู้พิพากษาเป็นองค์กรที่สำคัญที่จะต้องตัดสินคดีของคนอื่น ต้องสร้างความเชื่อถือ หรือทูตต่างประเทศก็อีกแบบหนึ่ง และสส สว.ก็ควรจะมีมาตรฐานของสส.และสว. รวมทั้งข้าราชการก็มีจริยธรรม ซึ่งทุกอย่างต้องเป็นที่ยอมรับของประชาชนให้ได้ ถ้าไม่มี ก็ไม่ได้ มีอ่อนเกินไปก็ไม่ดี หรือมีทำหน้าที่ไม่ได้ ไม่มีความมั่นคงที่จะตัดสินใจก็ไม่กล้าทำอะไรเลย ประชาชนก็เสียประโยชน์ เพราะฉะนั้นทุกอย่างอยู่ที่ความสมดุลว่ามีแล้วได้ประโยชน์กับประชาชน และถ้าไม่มีประชาชนเสียประโยชน์ก็ควรจะมี ถ้าไม่มีก็ไม่ได้มันต้องมี ขอบเขตของการมีต้องสมดุล ขึ้นอยู่กับองค์กรนั้นๆไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน
“ที่มีปัญหาถกเถียงกันก็คือรัฐธรรมนูญมาตรา 129 กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญเขียนมาตรฐานจริยธรรม บังคับถึงคณะรัฐมนตรี ,สส.และ สว.ก็กลายเป็นประเด็น เป็นมาตรฐานทุกอาชีพเดียวกัน ถามว่าดีไหมก็ดีแต่บางอย่างปฏิบัติแล้วเกิดความไม่มั่นคง ถ้าผู้นำรัฐบาลไม่สามารถจะตัดสินใจอะไร เพราะกลัวว่าจะถูกถอดถอน เดี๋ยวจะถูกมาตรฐานจริยธรรม เพราะมันกว้างไกล ทำให้บริหารงานไม่มีความมั่นคง คนที่จะมาลงทุนก็ไม่ไว้วางใจครม.เพราะไม่รู้ว่าจะอยู่นานเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นต้องมีความมั่นคงให้เขาพอสมควร แต่มาตรฐานจริยธรรมไม่โกง ไม่ทุจริต ไม่เอาประโยชน์ส่วนตน ต้องมีแน่นอน” นายวันนอร์ กล่าว
เมื่อถามว่าไม่ควรให้ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดใช่หรือไม่ นายวันนอร์ กล่าวว่า ทุกองค์กรควรจะมีมาตรฐาน ของตนเองที่ประชาชนรับได้ เช่นจริยธรรมของครูไม่เหมือนกันคนทั่วไป เพราะครูต้องสอนคนอื่น เช่นมาตรฐานข้าราชการทั่วไป กินเหล้าได้ แต่ครูเมาก็ไม่ได้ มาตรฐานแต่ละอันอยู่ตรงไหนต้องให้เหมาะสมกับสถานะหรือองค์กรนั้น ๆ จริยธรรมความประพฤติต้องเหมาะสมกับสถานะ โดยเฉพาะจริยธรรมของทูตต้องมีมากกว่าข้าราชการทั่วไป เพราะตำแหน่งได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ต้องวางตัว
เมื่อถามว่าพฤติกรรมในอดีตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองควรนำมาเป็นหลักเกณฑ์ในเรื่องของจริยธรรมหรือหรือไม่นั้นนายวันนอร์ กล่าวว่า ปัญหากรณีที่เกิดปัญหาเพราะเดิมเราไม่มีการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรม ที่ชัดเจนแต่ไปตัดสินที่ศาลเลย ซึ่งหากยึดคำพิพากษาของศาล ถือเป็นจริยธรรมของบุคคลทั่วไป แต่สมาชิกรัฐสภาควรมีจริยธรรมระดับหนึ่งไม่เท่ากับคนทั่วไป แต่การที่กำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมสูงเท่าพิพากษาตนก็คิดว่าเกินไปหน่อย ซึ่งความจริงมาตรฐานสูงเป็นเรื่องดีแต่ปฏิบัติลำบาก
“ถ้าเกินขนาดนั้นดีหรือไม่ต้องบอกว่าดีแต่มันปฏิบัติลำบาก นายกรัฐมนตรีมาเป็นนายกเป็นรัฐมนตรี แล้วไม่กล้าตัดสินใจอะไรสักอย่างประชาชนเสียประโยชน์แน่นอน อย่างจริยธรรมของแพทย์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง มันเป็นเรื่องที่มีของแต่ละองค์กร” ประธานสภาฯ กล่าว
เมื่อถามว่า มีการยื่นคำร้องว่ามีสส.ลาประชุม 84 ครั้งจากที่มีการประชุม 95 ครั้ง ถือว่าผิดจริยธรรมหรือไม่ ประธานสภาฯกล่าวว่า พูดยากเพราะเป็นเรื่องข้อบังคับและกฎหมายที่สส.สามารถทำได้ แต่ก็ตรวจสอบความเหมาะสมได้ และถือเป็นความรับผิดชอบซึ่งความจริงซึ่งความจริงกรณีเช่นนี้มีน้อยมากเพราะพรรคการเมืองก็ได้เข้มงวดสมาชิกในการลงมติต่างๆโดยตลอดแต่กรณีนี้ถ้ามีการเสนอให้ตรวจสอบก็ต้องนำเรื่องเข้าคณะกรรมการจริยธรรมของสภาราษฎร ซึ่งจะมีอนุกรรมการแต่ละฝ่ายพิจารณาอีกทีอย่างไรก็ตามยอมรับว่ายังมีการประชุมกรรมาธิการกรรมการจริยธรรมเนื่องจากขาดองค์ประกอบ จริยธรรมเพราะคณะกรรมการจริยธรรมประกอบด้วยประธานสภาตัวแทนของฝ่ายสส. รัฐบาลและฝ่ายค้านและต้องมีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรด้วย
ซึ่งก่อนหน้านี้มีปัญหาว่าขาดผู้นำฝ่ายค้าน แต่ตอนนี้ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ผู้นำฝ่ายค้านแล้ว แต่ยังมีปัญหา เรื่องสัดส่วนตัวแทนที่สลับเปลี่ยนกันใหม่ ซึ่งต้องมาดูสัดส่วนที่เป็นจริงและต้องตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนและต้องตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนซึ่งจะต้องเป็นไปตามพรรค เพราะบางพรรคแบ่งซีกนั่งฝ่ายค้านครึ่งหนึ่งฝ่ายรัฐบาลครึ่งหนึ่งก็ต้องเป็นไปตามฏหมายที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กำหนด พลังประชารัฐถือว่าเป็นฝ่ายค้าน คาดว่าน่าจะเรียบร้อยได้ในเร็วๆ นี้ เพราะมีเรื่องยื่นเข้ามารออยู่ประมาณ 6-7 เรื่อง โดยจะให้ฝ่ายเลขาประธานสภาฯไปดำเนินการให้ครบ เพื่อเรียกประชุม
เมื่อถามว่าคนที่เซ็นอนุญาตให้ลาได้คือประธานสภา นายวันนอร์ กล่าวว่า เรื่องนี้มอบให้นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาฯคนที่หนึ่ง เป็นเป็นผู้ดูแลเรื่องการลาของสมาชิก ยากทั้งนี้ยอมรับว่าตามข้อกฎหมายยากเป็นเรื่องยากเพราะกำหนดให้สมาชิกลาได้ ถ้าจำเป็นจำเป็นซึ่งจะมาสมาชิกก็บอกว่าจำเป็น ติดภารกิจ หรือไม่สบายก็ต้องมีเหตุผลมา แต่ความเหมาะสมอยู่ตรงไหนตนคิดว่าประชาชนซึ่งเป็นผู้เลือกสมาชิกคงจะวัดได้
เมื่อาถมว่าในอดีตมีการลามากขนาดนี้หรือไม่ ประธานสภาฯ กล่าวว่า ก็มีคนลา ส่วนใหญ่ที่ลาบางคนเป็นสส.และเป็นรัฐมนตรีด้วยหรือสมัยก่อนนายกรัฐมนตรีเป็นสส.ก็ติดภารกิจเยอะเช่นกัน แต่ไม่แน่ใจว่าแต่ไม่แน่ใจว่าจำนวนมากขนาดนี้หรือไม่เพราะไม่ได้ตรวจสอบย้อนหลัง แต่บางคนไม่ได้เป็นทั้งสองอย่างก็ขาดประชุมก็มี แต่ตนก็เห็นว่าถือเป็นเรื่องดีที่มีคนสนใจการปฎิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้แทนของประชาชน และต่อไปก็จะเป็นประเด็นหนึ่งที่เวลาไปเลือกตั้งประชาชนก็จะได้เห็นจึงถือเป็นเรื่องดีที่ทั้งสื่อและประชาชนจะตรวจสอบเพื่อให้การทำหน้าที่เป็นไปอย่างโปร่งใสและชัดเจน
เมื่อถามว่าการตรวจสอบเรื่องลักษณะนี้จะต้องเรียกเจ้าตัวมาชี้แจงหรือไม่นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า การสอบถามเป็นเรื่องของอนุกรรมการที่จะสอบถามขอข้อมูลเพิ่มเติมและ เราไม่มีกฎหมายที่จะไปบังคับเหมือนศาลว่าต้องมาให้ถ้อยคำแต่ถ้าเจ้าตัวไม่มาให้ถ้อยคำถือเอาตามเหตุการณ์แวดล้อมก็ต้องถือเอาตามเหตุการณ์แวดล้อมและคำร้องซึ่งคนที่ถูกร้องก็จะเสียเปรียบเอง