รทสช.ติง นโยบายสุดโต่ง 

การเมือง12 เม.ย. 2566 • 23:04 น.
รทสช.ติง นโยบายสุดโต่ง 

หวั่นเงินดิจิทัลกระทบค่าเงินบาท รทสช.ติง นโยบายสุดโต่ง -พลังประชารัฐยัน -ไม่จับมือพรรคแก้112        


 "ชัยวุฒิ"ลั่น"พปชร." ไม่ร่วมมือกับพรรคที่แก้ม.112 ฝากประชาชนคิดถึงอนาคตประเทศ "พีระพันธุ์" ให้ "บิ๊กตู่" ตัดสินใจร่วมวงดีเบตเอง ลั่นรทสช.ไม่ใช้นโยบายสุดโต่งเหมือนบางพรรคหาเสียง ชี้แจกเงินดิจิทัลกระทบค่าเงินบาท พร้อมจับมือทุกพรรคที่ยึดชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก "ธนกร"กางโปรมแกรม "รทสช."ลุยปราศรัยภาคใต้แน่น วางคิว"บิ๊กตู่" ขึ้นเวที โวเรตติ้งนายกฯ นำโด่ง   

  ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 12 เม.ย.66 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานในงานสืบสานวัฒนธรรมประเพณีสงกรานต์ ประจำปี 2566 ว่า วันนี้ก็มีนักธุรกิจ นักการเมือง และประชาชนทั่วไป ออกมาพูดหลายๆ เรื่อง ดังนั้นก็ขอให้ช่วยกันดูละกัน ซึ่งตนคงไม่ต้องพูดว่าเรื่องอะไร แต่ยืนยันว่าถ้าตนมีโอกาสทำ ก็จะทำให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งข้อพิจารณาบางอย่างที่พูดมาบางอย่างก็ดี แต่บางอย่างก็ไม่ใช่ ดังนั้นอะไรที่มันเสียหายตนก็จะไม่ทำ เพราะผลการกระทำทั้งหมดผู้ที่ได้รับผลกระทบก็คือประชาชน ดังนั้นขอให้ระมัดระวังด้วย ตนไม่มีอะไรกับใครทั้งสิ้น    


  ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้รดน้ำอวยพร พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ แล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อวยพรไปหมดแล้ว เดี๋ยวก็ไปกราบท่านอยู่แล้ว แต่ไม่ทราบว่าช่วงสงกรานต์ท่านจะเดินทางไปไหนหรือไม่     


 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า เนื่องในเทศกาลปีใหม่ไทยคณะรัฐมนตรีมารดน้ำขอพรจากนายกฯ และร่วมพิธีทำบุญ ขณะที่นายกฯ ได้อวยพรให้ทุกคนมีความสุข เจริญก้าวหน้า และประสบความสำเร็จ ส่วนที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ไม่ได้เดินทางมาร่วมพิธีในครั้งนี้ เนื่องจากติดภารกิจให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง เพื่ออธิบายนโยบายของพรรคพลังประชารัฐให้ประชาชนได้รับทราบ    

  นายชัยวุฒิ กล่าวถึงกรณีพล.อ.ประวิตรระบุสาเหตุที่ไม่สามารถจับมือร่วมกับพรรคการเมืองที่มีแนวคิดแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า พรรคพลังประชารัฐมีจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน เราทำงานมา 4 ปี พี่น้องประชาชนรู้อยู่แล้วว่ามีแนวคิดอย่างไรในเรื่องของการดูแลชาติบ้านเมืองให้สงบสุข ไม่มีความขัดแย้ง โดยเฉพาะเรื่องที่เราคิดว่าเป็นปัญหาและไม่ทำแน่นอน หากมีพรรคการเมืองไหนที่เสนอนโยบายที่เราไม่เห็นด้วย อย่างเรื่องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร คงไม่สามารถร่วมงานกันได้อยู่แล้ว นี่เป็นแนวหลักการ ไม่ได้เป็นเรื่องของอคติ หรือความขัดแย้ง    

  ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมจึงตัดโอกาสร่วมงาน ทั้งที่พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้แสดงความชัดเจนเรื่องมาตรา 112 นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ตอบไม่ได้ ต้องไปถามพรรคเพื่อไทย ส่วนตนพูดในหลักการ เมื่อถามว่า คิดว่าหลังจากนี้อุณหภูมิทางการเมืองจะร้อนแรงมากขึ้นหรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า คิดว่าตอนนี้ก็ร้อนพอสมควร น่าจะร้อนถึงจุดสุดยอดแล้วจากนี้คงเป็นเรื่องของพี่น้องประชาชนแล้ว เพราะใกล้เลือกตั้งไม่สามารถทำอะไรได้มาก เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องตัดสินใจ ข้อมูลต่างๆที่ได้รับ อย่างเรื่องนโยบายประชาชนได้รับทราบแล้ว คงจะไม่มีความร้อนแรงมากไปกว่านี้ ประชาชนต้องตัดสินใจกันให้ดีว่าบ้านเมืองจะเดินไปทางไหน และมันไม่ใช่แค่เรื่องนโยบายที่เราจะได้รับจากรัฐบาล แต่เป็นเรื่องอนาคตของประเทศ ว่าเราจะเดินไปทางไหน ทำให้บ้านเมืองนี้เป็นอย่างไร ขอฝากให้ประชาชนไปคิดด้วย      นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงการวางคิวลงพื้นที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายก ฯและรมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรครวมไทยสร้างชาติ ว่า ขณะนี้ยังไม่มีการวางคิวและกำหนดการว่าจะให้ไปลงพื้นที่ตรงไหนบ้าง เพราะต้องให้พื้นที่ไปพิจารณาว่ามีความเหมาะสมอย่างไร ส่วนพื้นที่เป้าหมายก็อยู่ในทุกภาคอยู่แล้ว ขณะที่การวางคิวดีเบตของพล.อ.ประยุทธ์นั้น ตนยังไม่ทราบ เพราะขึ้นอยู่กับเรื่องและความเหมาะสม โดยที่ท่านจะเป็นผู้พิจารณาเอง     

 ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสของพรรครวมไทยสร้างชาติในตอนนี้ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า  ก็ดี ส่วนจำนวนเก้าอี้ส.ส.นั้นตนไม่เคยกำหนดตัวเลข แต่จะต้องทำให้เยอะที่สุด ขณะที่การกำหนดนโยบายของพรรคนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้วางแนวทางไว้ให้ ซึ่งตรงกับแนวทางของพรรคที่ได้มีการกำหนดแนวทางมาตลอดว่านโยบายของพรรคต้องรับผิดชอบต่อบ้านเมือง ไม่ได้คิดแต่เพียงแค่ให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียง เพราะการจะมาเป็นผู้แทนราษฎรหรือทำหน้าที่บริหารประเทศเราต้องคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมไม่ใช่ส่วนตัว ถ้าเราเข้ามาโดยคิดถึงแต่ส่วนตัวก็จะบริหารประเทศไม่ได้และส่วนรวมไม่ได้ ซึ่งนายกฯได้มอบแนวทางให้พรรคว่า การออกนโยบายต่างๆต้องไม่กระทบวินัยการเงินการคลังและงบประมาณ ถ้าเป็นไปได้ก็ควรคงงบประมาณเดิม หากจำเป็นต้องเพิ่มก็อย่ามาก และที่สำคัญอย่าให้กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ     

 เมื่อถามว่า บางพรรคการเมืองออกนโยบายสุดโต่งจะมีผลกระทบต่อนโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติหรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ก็คงไม่ใช้วิธีแบบนั้น แต่ละพรรคมีวิธีที่แตกต่างกันไป สุดท้ายแล้วก็อยู่ที่ประชาชนพิจารณา เมื่อถามถึงนโยบายแจกเงินดิจิทัลที่จะไปกระทบกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต้องยกเลิกนโยบายอย่างใดอย่างหนึ่ง นายพีระพันธุ์  กล่าวว่า ตรงนี้ประชาชนก็ต้องพิจารณา เพราะไม่สามารถได้ทั้งหมด แต่ต้องมีทั้งได้และเสีย และที่สำคัญจะได้จริงหรือไม่ก็ยังไม่ทราบ และรูปแบบเงินแบบนี้จะกระทบต่อค่าเงินบาทหรือไม่ แต่ทั้งนี้ก็แล้ว แต่พรรคเราไปวิจารณ์มากไม่ได้    

  ผู้สื่อข่าวถามว่า ในช่วงสุดท้ายของการหาเสียงมีความกังวลใดๆ หรือไม่ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า ไม่มีความกังวล เพียงทำหน้าที่ให้ดีที่สุดก็พอแล้ว ส่วนกรณีที่ตนกล่าวบนเวทีปราศรัยใหญ่เมื่อวันที่ 7 เม.ย.ว่าจะจัดการพวกชังชาตินั้น ตนไม่ได้ตั้งข้อสังเกต ตนบอกอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น และสุภาษิตไทยที่ว่าคับที่อยู่ง่ายคับใจอยู่ยาก เพราะฉะนั้นใครที่อึดอัดใจก็คงอยู่ไม่ได้ ซึ่งเป็นเหมือนสุภาษิตไทยคับที่ไม่เป็นไร คับใจมันอึดอัด ดังนั้นถ้าเราอึดอัดก็อย่าอยู่แค่นั้นเอง       เมื่อถามว่า คำพูดดังกล่าวถูกมองว่าประเทศต้องการความสงบ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า ก็แล้วแต่คนจะมองว่าแบบไหนสงบ ตนขอไม่ไปวิพากษ์วิจารณ์เพราะทุกคนมีสิทธิและตนก็มีสิทธิที่จะคิดเช่นกัน ใครจะพูดอะไรก็พูดได้ และตนก็พูดตามความรู้สึก เมื่อถามถึงกรณีที่คะแนนนิยมของแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยยังเป็นอันดับ 1 แม้พล.อ.ประยุทธ์จะมีคะแนนสูงขึ้น นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ไม่เป็นไร เพราะทั้งหมดอยู่ที่ประชาชน หน้าที่เราคือทำสิ่งที่ดี และเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประชาชน เมื่อถามถึงการจับขั้วรัฐบาล นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า สำหรับท่านอื่นตนไม่ทราบเพราะแต่ละคนแตกต่างกัน แต่ตนไม่เคยทำแบบนั้น   

    เมื่อถามย้ำว่า สำหรับพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย รวมไทยสร้างชาติจะไม่จับมือใช่หรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ไม่ใช่ ตนยังไม่เคยพูดเลย และทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์คือพรรคที่จะทำงานร่วมกันได้ต้องยึดมั่นในอุดมการณ์เดียวกันคือ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประโยชน์ของประชาชน ซึ่งจะเป็นพรรคไหนก็แล้วแต่ หากทำงานเพื่อสถาบันหลักของชาติบ้านเมืองก็ทำงานด้วยกันทั้งนั้น


     นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ในฐานะคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะกรรมการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ของพรรคที่ประชุมไปเมื่อวันที่ 11 เม.ย. ว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปว่าหลังเทศกาลสงกรานต์ พรรคจะเดินสายหาเสียงพบปะประชาชนในรูปแบบเวทีหลักและเวทีรอง โดยเวทีหลัก พล.อ.ประยุทธ์จะนำปราศรัยด้วยตนเอง  สำหรับคิวปราศัยค่อนข้างจะเต็ม โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ จ.สงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง นราธิวาส ส่วนจ.ตรัง และสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีข้อจำกัดเรื่องความมั่นคง ก็อาจจะใช้เวลากลางวันโดยการขึ้นรถแห่    

  ในส่วนของภาคกลาง จ.เพชรบุรี ชลบุรี กรุงเทพฯ ภาคอีสาน มีจ.อุดรธานี อุบลราชธานี ขอนแก่น ภาคเหนือ จ.พิษณุโลก เชียงใหม่ ซึ่งคณะกรรมการแต่ละภาคเป็นผู้นำเสนอเข้ามา และเมื่อตนสรุปก็นำเสนอนายพีระพันธุ์หัวหน้าพรรค วันนี้ และต้องหารือกับพล.อ.ประยุทธ์ถึงความเหมาะสมว่าจะลงพื้นที่ไหนบ้าง ทั้งนี้ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ประธานที่ปรึกษาพรรค มีการนำเสนอว่าให้นอนค้างคืนในจังหวัดที่ใกล้เคียงกันเช่น ไปจ.สงขลาที่ใกล้กันครศรีธรรมราช ควรต้องนอนหนึ่งคืนหรือไม่ เพื่อรุ่งเช้าจะได้พบปะประชาชนในตลอด และตลอดเย็นก็ไปปราศรัยอีกที่หนึ่ง     

 นายธนกร กล่าวว่า จากการหารือกับแกนนำพรรคในหลายภาค คะแนนความนิยมของพล.อ.ประยุทธ์พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะภาคใต้ ซึ่งเป็นคะแนนความนิยมส่วนตัวของพล.อ.ประยุทธ์ แต่สำหรับผู้สมัครในแต่ละพื้นที่ยังไล่ตามคะแนนพล.อ.ประยุทธ์ไม่ทัน ดังนั้นต้องมีการปรับยุทธศาสตร์ในการหาเสียง ผู้สมัครจะต้องไปเนื้อเดียวกับพล.อ.ประยุทธ์เช่น การปรับป้ายหาเสียง เพื่อให้เลือกทั้งคน ทั้งพรรค  นอกจากนี้ตนยังเสนอหัวหน้าพรรคให้ตั้งทีมโฆษกพรรค ที่มีทั้งคนรุ่นใหม่ รุ่นเก่า และมีความเชี่ยวชาญแต่ละด้านผสมผสานกันไป      

 เมื่อถามว่า มีการเสนอรายชื่อทีมโฆษกไปด้วยหรือไม่ นายธนกร กล่าวว่า ในส่วนรายชื่อนั้น ตนได้คุยกับหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรคคร่าวๆ แล้ว ในพรรคมีผู้ที่เหมาะสมเยอะ โดยเอาคนที่มีศักยภาพแต่ละด้านมาผสมผสานกัน เช่น ด้านต่างประเทศ สตรี สังคม เมื่อถามว่า พล.อ.ประยุทธ์จะไปร่วมเวทีดีเบต หรือไม่ นายธนกร กล่าวว่า ตนได้คุยกับพล.อ.ประยุทธ์บ้าง ซึ่งท่านอาจจะดูก่อน ตนคิดว่าช่วงโค้งสุดท้ายไม่แน่ พล.อ.ประยุทธ์อาจจะมองอีกมุมหนึ่งก็ได้ ต้องลองดู    

  ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเป็นในรูปแบบเดียวกับพล.อ.ประวิตรที่ไม่ร่วมดีเบต แต่ใช่วิธีเดินสายให้สัมภาษณ์สื่อต่างๆ นายธนกร กล่าวว่า ขณะนี้พล.อ.ประยุทธ์ก็ให้สัมภาษณ์สื่อแต่ละสำนัก ซึ่งก็มีคิวนัดหมายกันเข้ามาต่อเนื่องจำนวนมาก คณะทำงานนายกฯ ก็พยายามจัดคิวอยู่  เมื่อถามอีกว่า การไม่ไปร่วมดีเบตกังวลว่าจะถูกมองว่าเป็นการพูดฝ่ายเดียวหรือไม่ นายธนกร กล่าวว่า ไม่กังวลเพราะเรามีทีมอยู่แล้ว เพราะวันนี้เวทีดีเบตมีจำนวนเยอะ และเราให้ความสำคัญมอบหมายให้คนที่เชี่ยวชาญแต่ละด้านไปร่วม      ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้ยื่นนส.ถึงกกต.ดำเนินการสอบสวนไต่สวน และวินิจฉัยเงินดิจิทัลของพรรคเพื่อไทย ที่ใช้เป็นนโยบายหาเสียงโดยมีกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยออกมาชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กว่าไม่ใช่คริปโตเคอเรนซี่ แต่เป็นเหรียญ (คูปอง) ขัดต่อ พรบ.เงินตราหรือไม่ สืบเนื่องจากการที่นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และกรรมการ เลขานุการ โฆษกคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทยชี้แจงเพิ่มเติม 10 ประเด็นเกี่ยวกับ กระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท เมื่อวันที่ 10 เม.ย.66 ที่ผ่านมา โดยยอมรับว่ากระเป๋าเงินดิจิทัลไม่ใช่คริปโตเคอเรนซี่ ไม่ใช่เงินสกุลใหม่ แต่เป็นเหรียญ (คูปอง) หรือสิทธิ์การใช้เงิน ที่ใช้ Blockchain เขียนเงื่อนไขลงไปในนั้น เพื่อนโยบายการคลังที่ตรงจุด สามารถเอามาแลกเป็นเงินบาทได้ทุกเมื่อนั้น            

  นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า กระเป๋าเงินดิจิทัลดังกล่าว เมื่อพรรคเพื่อไทยแจ้งว่าไม่ใช่คริปโตเคอเรนซี่ (Cryptocurrency) เป็นเพียงเหรียญ (คูปอง) ที่สามารถเอามาแลกเป็นเงินบาทได้นั้น อาจถือได้ว่าพรรคเพื่อไทยกำลังจะสร้างเงินตราในรูปแบบใหม่ขึ้นมาใช้ จึงอันเป็นการฝ่าฝืน พรบ.เงินตรา พ.ศ.2501 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยตรง จึงไม่ต่างอะไรกับ เบี้ยกุดชุม ของชุมชนตำบลนาโส่ อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร ที่โด่งดังเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย และหรือกระทรวงการคลังได้ออกมาชี้แล้วในขณะนั้นว่า เป็นการใช้และกำหนดเงินตราที่ผิดกฎหมาย              

 ดังนั้นเมื่อพรรคการเมืองกำหนดนโยบายที่อาจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย จึงเป็นหน้าที่ของกกต. นายทะเบียนพรรคการเมือง ที่จะต้องสั่งให้ระงับยับยั้ง โดยดำเนินการบังคับใช้ตามม.22 แห่ง พรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 โดยเคร่งครัด โดยที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องวินิจฉัยให้เป็นข้อยุติว่า เงินดิจิทัล ในรูปเหรียญ (คูปอง) ที่พรรคเพื่อไทยใช้เป็นนโยบายหาเสียงแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตคนละ 10,000 บาทให้กับคนไทยทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไปนั้น ถือได้ว่าเป็น วัตถุหรือเครื่องหมายใดๆแทนเงินตรา ตาม ม.9 แห่งพระราชบัญญัติเงินตรา 2501 หรือไม่             

 "หาก กกต.วินิจฉัยว่าเข้าข่าย พรรคเพื่อไทยก็จะต้องระงับการใช้นโยบายดังกล่าวโดยทันที และอาจมีความผิดตามมาตรา 73(5) แห่ง พรป.เลือกตั้ง ส.ส.2561 ฐานหลอกลวง หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคอาจต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1  10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาทถึง 2 แสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกําหนด 20 ปีอีกด้วย"  นายศรีสุวรรณ กล่าว