อานันท์ถอดบทเรียนพฤษภาทมิฬ

การเมือง18 พ.ค. 2565 • 00:00 น.
อานันท์ถอดบทเรียนพฤษภาทมิฬ
"อานันท์" ยกประวัติศาสตร์"พฤษภาทมิฬ" ให้คนรุ่นหลังใช้เป็นบทเรียน ดึงคนไทยออกจากหลุมมืด หวังได้รธน.ฉบับใหม่เป็นปชต. "ชวน" พร้อมจัดให้ "ฝ่ายค้าน" ยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ด้าน"ชลน่าน"มั่นใจข้อมูลฝ่ายค้าน เด็ดพอจูงใจ ส.ส.โหวตคว่ำรัฐบาล ยังกั๊ก "อุ๊งอิ๊ง" นั่งแคนดิเดตนายกฯ "จุรินทร์" บอกเพื่อไทยชวนเสื้อแดงกลับบ้าน ขอให้ดูประวัติศาสตร์ ที่สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถ.ราชดำเนิน เมื่อวันที่ 17 พ.ค.65 นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานพิธีรำลึก 30 ปี สดุดีวีรชนพฤกษาประชาธรรม ที่จัดโดยคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ตอนหนึ่ง ว่า วันนี้ตนมาร่วมงาน เพราะว่าหลังจากเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ได้ลุกลามต่อไป ตนได้รับเกียรติยศได้รับเชิญให้มาเป็นนายกฯ ต่อมาได้เป็นคณะกรรมการในเรื่องของการชดใช้ความเสียหาย การสูญเสียทรัพย์ การสูญเสียพี่น้องทั้งหลาย ซึ่งการสูญเสียนั้น ญาติพี่น้องที่อยู่ ณ ที่นี่จำได้ดี แม้จะผ่านมา 30 ปีแล้ว แม้แต่ตัวของตนเองก็จำได้ดี และคงจะไม่ลืม ในชีวิตคนเราทุกคนที่ได้ประสบปัญหาในชีวิต จะเป็นเพราะเราทำเองหรือคนอื่นทำให้ หรือเราเป็นผู้ถูกกระทำ ชีวิตเราต้องดำเนินต่อไป และชีวิตที่เราดำเนินต่อมาอีก 30 ปี หลายครั้งหลายคราวความขมขื่นก็ยังคงเหลืออยู่ แต่สุดท้ายถึงแม้จะไม่มีการค้นหาความจริงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเกิดเพราะเหตุใด ใครเป็นผู้กระทำหรือใครเป็นผู้ถูกกระทำ ซึ่งในทางพุทธศาสนาเราจะเอาความเคียดแค้น ความเสียใจ ความผิดหวังในชีวิตมาแป็นเครื่องกีดขวางการดำเนินชีวิตในอนาคตไม่ได้ ดังนั้นตนยินดีที่ไม่กี่ปีมานี้ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็ได้ออกมาแล้ว โดยกระทรวงกลาโหมได้มีการขอโทษเป็นทางการ และผู้ที่มีส่วนเสียหายก็ได้อโหสิกรรมให้กับการกระทำ "เรามีบทเรียนแบบนี้หลายครั้ง ใน 80 ปีที่ผ่านมา แต่เราก็ไม่เคยจำ เพราะทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ยังเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งต่อไป การไม่อโหสิกรรมซึ่งกันและกัน ทำให้ความขัดแย้งที่ลุกล้ำเข้าไปถึงจิตใจประชาชน ก่อให้เกิดความเกลียดชัง โมโห โทสะ อย่างรุนแรง ถ้าเราไม่เรียนจากประวัติศาสตร์ว่าสิ่งที่ผ่านมาผิดตลอดเวลา เมืองไทยเราจะหาความสุขสงบได้ยาก เพราะความปรองดองต้องสร้างขึ้นจากพวกเราทั้งหลาย โดยการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน สร้างความเชื่อถือและความมั่นใจซึ่งกันและกัน" นายอานันท์ ยังให้สัมภาษณ์ถึงการเมืองไทยในปัจจุบันว่า การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีก็มี แต่ยังน้อยไป เพราะการเปลี่ยนแปลงในทางไม่ดีมากกว่า ในเรื่องของสิทธิเสรีภาพของประชาชน สิทธิขั้นต้นของมนุษยชาติสังคมไทยยังไม่สามารถหาคำตอบที่ดีให้ได้ เราผ่านระบอบประชาธิปไตยมา 80 ปี ตนอายุจะ 90 ปีแล้ว เห็นความก้าวหน้าในเรื่องความคิดมากกว่า แต่ความก้าวหน้าที่ออกมาเป็นรูปธรรมค่อนข้างจะน้อย ตนเป็นห่วงว่าในยุคปัจจุบันความเจริญของความเลวไปได้อย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นถึงแม้เราจะก้าวหน้า แต่เราก้าวไปอย่างช้าๆ แต่โลกนำหน้าไปก่อน สิ่งที่เราตามหลังเราจะถอยหลังไปมากขึ้น ตนจึงหวังว่าเราจะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งทั้งตัวหนังสือและจิตวิญญาณจะเป็นของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง "เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทุกรัฐบาลควรตระหนักว่าปัญหาการเมืองมี แต่ปัญหาปากท้องประชาชน เศรษฐกิจขั้นพื้นฐาน และการดูแลให้ประชาชนมีเสื้อผ้าใส่ มีการพยาบาลที่สมบูรณ์ มีที่พักอาศัย เป็นหน้าที่ของทุกรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยเต็มใบหรือเสี้ยวใบ หรือรัฐบาลรัฐประหารก็เป็นหน้าที่ขั้นต้น จึงอยากเห็นรัฐบาลไทยให้ความสนใจเรื่องพวกนี้มากขึ้นและทำจริงจัง ไม่ใช่สักแต่ว่าพูด" เมื่อถามว่า ตอนนี้มีปัญหาเรื่องความขัดแย้งและปัญหาปากท้องประชาชนค่อนข้างมากจนมีเสียงเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม รับผิดชอบนั้นจะมีข้อแนะนำอย่างไร นายอานันท์ กล่าวว่า ตนไม่มีข้อแนะนำ เพราะไม่มีตำแหน่ง อำนาจ และความรับผิดชอบ ดังนั้นจะพูดอะไรก็ต้องรู้อยู่เสมอว่าตนไม่มีข้อมูลที่สมบูรณ์ ดังนั้นการพูดอะไรออกไปในประเด็นที่ไม่มีข้อมูลที่สมบูรณ์ก็ไม่เป็นธรรมกับผู้ที่รับฟัง เมื่อถามว่า มองว่ารัฐบาลในขณะนี้จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร เพราะดูเหมือนความขัดแย้งยังฝังรากลึกอยู่ กังวลว่าจะเกิดความรุนแรงเหมือนที่ผ่านมาหรือไม่ นายอานันท์ กล่าวว่า ตนคิดว่าสื่อมีส่วนที่ทำให้เกิดความรุนแรงทางวาทกรรม แต่ที่ร้ายแรงไปกว่าสื่อคือแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ และสังคมไทยส่วนใหญ่เป็นคนหูเบา พอได้ยินอะไรมาก็ไม่ไตร่ตรองรับไปเป็นความจริงทันที ตรงนี้ถือว่าอันตราย ด้าน นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมพิธีรำลึก 30 ปี พฤษภา 35 ถึงการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีวี่แวว เป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านจะพิจารณาในการยื่นญัตติ เพราะสามารถทำได้ทั้งสมัยประชุมที่จะถึงนี้ในอีกไม่กี่วัน และสมัยประชุมหน้า อย่างไรก็ตาม ตามข่าวเห็นว่าจะยื่นในเดือนก.ค.ที่จะถึงนี้ ฉะนั้นต้องรอดูว่าฝ่ายค้านจะยื่นเมื่อใด สำหรับกระบวนการในสภา 7 วัน ตลอดสัปดาห์ ไม่มีปัญหา เราสามารถจัดให้ได้ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงความมั่นใจของฝ่ายค้านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ครั้งนี้เป็นการอภิปรายปีสุดท้ายและครั้งสุดท้าย ดังนั้นประเด็นเนื้อหาสาระ ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายที่เราใช้ ฝ่ายค้านเตรียมพร้อมเต็มเปี่ยมและมั่นใจมากว่าจะทำให้ประชาชน ส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ยอมรับในเหตุและผลในข้อหาข้อเท็จจริง ทำให้การตัดสินใจในการลงคะแนนมีเหตุผลรองรับ ตนเชื่อว่าหลายพรรคอยากทำเพื่อชาติบ้านเมือง อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับประเทศชาติ ก็อาจจะตัดสินใจลงคะแนนไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีหรือนายกฯ ที่เราอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ โดยเราคาดหมายทุกพรรครวมถึงพรรคเล็ก ซึ่งพรรคที่ค่อนข้างมีอิสระในการตัดสินใจพอสมควรคือ กลุ่มพรรคเล็กและกลุ่มพรรคที่แตกออกมาตั้งใหม่ เชื่อว่าเราน่าจะได้รับความร่วมมือจากส.ส.ที่เห็นแก่ประเทศชาติบ้านเมือง เมื่อถามถึงกรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ประธานที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ชวนคนเสื้อแดงกลับบ้านจะมีผลต่อพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้าหรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า การที่เราจะชนะแบบแลนด์สไลด์มากกว่า 250 ที่นั่งขึ้นไป ทุกฝ่ายโดยเฉพาะคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยต้องร่วมมือร่วมใจกัน ซึ่งฐานผู้ที่ให้การสนับสนุนตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และเกิดกระบวนการคนเสื้อแดงขึ้นในช่วงปี 2551-2553 เมื่อเราถูกกระทำและมีรัฐบาลคสช.ขึ้นมา เราถูกตั้งเงื่อนไขให้มีการแยกสลาย แต่ละคนก็กระจัดกระจายกันไป แต่สิ่งสำคัญคือกลไกที่จะมารวมตัวกันต้องห้ามปิดกั้น ฉะนั้น ครอบครัวเพื่อไทยจึงเป็นนวัตกรรมที่จะเชิญคนที่มีแนวคิดและอุดมการณ์ที่ต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริงมาร่วมแรงร่วมใจ ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่เราตั้งใจทำ ส่วนใครจะมีส่วนร่วมหรือไม่ขึ้นอยู่กับประชาชนจะตัดสินใจ เมื่อถามว่า มีการมองว่าการที่เสื้อแดงกลับมาจะเป็นการสร้างความขัดแย้งใหม่อีกครั้งในสังคมหรือไม่ นพ.ชลน่าน ตอบว่า เราไม่ได้ใช้คำว่าเสื้อแดง ความเป็นเสื้อแดงและนปช.ยังติดตัวเขา แต่เมื่อคุณมาร่วมงานการเมืองกับเรา เราเชิญชวนให้เข้ามาเป็นสมาชิกพรรคครอบครัวเพื่อไทย ซึ่งความเป็นครอบครัวเพื่อไทยมีโอกาสในการแสดงออกในเรื่องสิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะสิทธิในเรื่องการเมืองมากกว่าความเป็นเสื้อแดงและนปช.ที่ถูกจำกัดเรื่องข้อกฎหมายหลายเรื่อง เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยจะเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ เมื่อไหร่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า เมื่อเข้าสู่โหมดเลือกตั้งเช่น มีการยุบสภา เราจะประกาศทันที ส่วนจะเป็นน.ส.แพทองธารหรือไม่นั้น ยังตอบไม่ได้ เพราะอยู่ในกลไกของการพิจารณาของพรรค แต่ชัดเจนว่าเราจะส่งสามรายชื่อ ส่วนน.ส.แพทองธารจะเป็นหนึ่งในสามรายชื่อหรือไม่นั้น ต้องอยู่ในกระบวนการพิจารณาและการตอบรับของประชาชน "แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยถ้าเสนอไป ประชาชนต้องร้องว้าวและมีความมั่นใจว่าจะเลือกเพื่อไทย เพราะเห็นผู้นำเช่นนี้" เมื่อถามว่า น.ส.แพทองธาร ลงพื้นที่หลายครั้งและได้รับกระแสตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี ถือว่าการันตีได้หรือไม่ว่าเหมาะสมที่จะเป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่าน กล่าวว่า เท่าที่ลงพื้นที่มา น.ส.แพทองธารได้รับการตอบรับจากประชาชน แต่จะด่วนสรุปว่าได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเลยก็ยังไม่ได้ ต้องใช้เวลาพอสมควร นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทยเรียกคนเสื้อแดงกลับบ้านจะมีผลต่อการเมืองอย่างไร ว่า เป็นเรื่องธรรมดาทุกพรรคการเมืองต้องหาเสียง ถึงอย่างไรปีหน้าก็จะมีการเลือกตั้งทั่วไป แต่ละพรรคก็ต้องมีแนวทางหาเสียงของตัวเองว่าฐานเสียงอยู่ตรงไหน ตนคิดว่าประชาชนจะพิจารณาอย่างไร อยู่ที่บทเรียนในประวัติศาสตร์ ประชาชนติดตามสถานการณ์ในประวัติศาสตร์ทั้งอดีตปัจจุบันและคาดการณ์ในอนาคตเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจ เมื่อถามว่า บทเรียนที่ระบุหมายถึงอะไร นายจุรินทร์ กล่าวว่า ทุกพรรคเคยปฏิบัติหน้าที่มาแล้วยกเว้นพรรคเกิดใหม่ ฉะนั้นจะเป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาของประชาชนเพราะพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยขึ้นอยู่กับประชาชน เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยชวนคนเสื้อแดงกลับบ้านพรรคประชาธิปัตย์จะชูอะไร นายจุรินทร์ ตอบว่า พรรคประชาธิปัตย์จะชูผลงานและอุดมการณ์ ตนประกาศที่จ.สงขลาแล้วว่าประชาธิปัตย์ในภาคใต้เราจะคัมแบ็ก เช่นเดียวกับทั้งประเทศเพราะผลงานที่เราร่วมรัฐบาลมีมากมาย เมื่อถามถึงกระแสพรรคภูมิใจไทยที่ดีขึ้นในภาคใต้จะกระทบเป้าหมายหรือไม่ นายจุรินทร์ กล่าวว่า คิดว่ากระแสประชาธิปัตย์ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ตนประเมินตลอดเวลา นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยประกาศ เชิญคนเสื้อแดงกลับบ้าน จะส่งผลต่อทิศทางการเมืองในอนาคตหรือไม่ ว่า ตนมีความรู้สึกว่าคนเสื้อแดงอยู่กับพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว เป็นเนื้อเดียวกันมาตลอด เพียงอาจจะมีงอนกันบ้างบางคน และตนไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย คนกลุ่มนี้เป็นฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย เขาสร้างมาโดยการเมืองฝั่งนี้อยู่แล้ว แต่ตนเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นด้วยกับแนวทางคนเสื้อแดง คนส่วนใหญ่อยากจะทำการเมืองแบบสร้างสรรค์ ไม่ได้มีความรุนแรง ไม่ได้มาประท้วง ไม่มีการโจมตีกัน อยากให้บ้านเมืองสงบสุข เดินหน้าไปด้วยความสงบเรียบร้อย ผู้สื่อข่าวถามว่า จะกระทบกับพปชร.หรือไม่ ในเรื่องกลยุทธ์ของการเลือกตั้ง นายชัยวุฒิ ตอบว่า "คนเสื้อแดงไม่ได้เลือกเราอยู่แล้ว ไม่มีผลหรอก เราต้องเอาคนกลุ่มอื่นสิ เยอะแยะ ประชาชนส่วนใหญ่เขาไม่ได้เป็นคนเสื้อแดง คนเสื้อแดงเป็นคนส่วนน้อย" เมื่อถามว่า ถือว่าแบ่งแยกกลุ่มกันชัดเจน แฟนคลับพรรคใครพรรคมันใช่หรือไม่ นายชัยวุฒิ ตอบว่า "แฟนคลับใครแฟนคลับมัน ของเราก็มี เยอะแยะ" ต่อข้อถามว่า แฟนคลับของพปชร.มีเยอะเท่าคนเสื้อแดงหรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ก็ถือว่าเยอะกว่าเยอะ ดูทั้งประเทศ อย่าไปดูบางจุดบางกลุ่ม ทั้งประเทศคนส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นด้วยกับแนวทางของคนเสื้อแดง แต่เขาก็มีแฟนคลับของเขา แต่ถ้าเอาคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศนั้นไม่ใช่ เราดูภาพรวมของทั้งประเทศ ดูว่าคนไทยส่วนใหญ่อยากให้บ้านเมืองเป็นอย่างไร ให้บ้านเมืองสงบ เดินหน้า แก้ไขปัญหาประชาชน และไม่ต้องการการเมืองที่มาสร้างความแตกแยกขัดแย้ง มันหมดเวลาแล้ว เดินไปข้างหน้าเถอะ