“นิวัติไชย เกษมมงคล” 1 ปี กับ “คดีร้อน” ในมือ “เลขาฯปปช.”
หมายเหตุ : “นิวัติไชย เกษมมงคล” เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์พิเศษ “รายการสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ถึงการทำงานในห้วงระยะเวลา 1ปีที่ผ่านมา ภายหลังเข้ารับตำแหน่งเลขาฯป.ป.ช. ในฐานะ “องค์กรตรวจสอบ” ที่ต้องเข้าไปเกี่ยวพันกับคดีต่างๆที่มี “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” เข้ามาเกี่ยวข้อง จนถูกโยงไปเป็นประเด็นทางการเมือง เผยแพร่ผ่านช่องยูทูบ Siamrathonline เมื่อวันที่ 13 พ.ย.65 ที่ผ่านมา
- มองผลสำเร็จของงานด้านป้องกันและปราบปรามการทุจริตในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง
ถ้ามองผลสำเร็จในด้านการป้องกันและปราบปรามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) รับผิดชอบ ต้องย้อนกลับไปดูในปีที่ผ่านมา ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นเรื่องการปราบปรามการทุจริตรวมทั้งแผนแม่บทที่เกี่ยวข้อง ที่ได้มอบหมายให้คณะกรรมการป.ป.ช. และสำนักงานป.ป.ช. เป็นเจ้าภาพในการขับเคลื่อนแผนนี้ พบว่าจากสถิติข้อมูลมีภารกิจอยู่ 3 ด้านใหญ่ คือ ด้านปราบปรามการทุจริต ด้านตรวจสอบทรัพย์สิน และด้านป้องกันการทุจริต
เรามีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องจำนวนสถิติข้อมูล เช่น เรื่องตรวจสอบ เรื่องไต่สวน แม้เรื่องตรวจสอบและเรื่องไต่สวนอาจจะลดลงกว่าปีที่แล้ว แต่เมื่อขยายดูผลงาน เป็นเรื่องที่เรามีการขับเคลื่อนเรื่องเก่า ๆ ได้ และมีการชี้มูลในเรื่องสำคัญ ๆ ส่วนสถิติข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องตรวจบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ปรากฏว่าเรามีการปรับกระบวนการเกี่ยวกับเรื่องการตรวจสอบทรัพย์สิน และมีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการตรวจสอบทรัพย์สินที่แล้วเสร็จสูงสุดกว่าทุกปีที่ผ่านมา นี่คือเรื่องการพัฒนาการตรวจสอบทรัพย์สิน เราตรวจสอบได้หลายหมื่นบัญชีจากสถิติเดิม
ส่วนในเรื่องของการป้องกันเป็นเรื่องที่สำคัญที่คณะกรรมการป.ป.ช.มีนโยบายว่า วันนี้งานปราบปรามเหมือนงานขี่ช้างไล่จับตั๊กแตน เพราะเรื่องกล่าวหาจะเข้ามาทุกปี ปีละประมาณ 9,000 เรื่อง เราทำแล้วเสร็จอาจจะน้อยกว่าเรื่องที่เข้ามาด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นทำอย่างไรถึงจะหยุดยั้งเรื่องกล่าวหา ร้องเรียนไม่ให้เข้ามาหรือมีการร้องเรียนในประเด็นเรื่องการทุจริตมากยิ่งขึ้น เราต้องเน้นเรื่องการป้องปรามหรือการป้องกัน เพราะเรื่องนี้เป็นนิมิตหมายอันดี ที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายจากการกระทำ ไม่ต้องมีผู้รับผิดชอบ หรือถ้ามีผู้รับผิดชอบก็อาจจะเป็นผู้รับผิดชอบที่อาจจะต้องถูกวินัย แต่ไม่ถึงขนาดมีมูลอาญา
ในมิติที่ผ่านมาเรามีการจัดตั้งศูนย์ Corruption Deterrence Center(CDC) ขึ้น เป็นศูนย์เฝ้าระวังการกระทำของหน่วยงานภาครัฐเกี่ยวกับเรื่องการใช้เงินงบประมาณต่าง ๆ หรือการบริหารภายใต้หน้าที่และอำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ๆ ซึ่งก็มีข้อมูลเรื่องที่ร้องเรียนเข้ามา หรือเรื่องที่ตรวจสอบพบจากกระแสโซเชียลมีเดียต่างๆ เช่น Facebook Instagram LINE หรือในเครือข่ายการเฝ้าระวังในประเด็นเรื่องการต่อต้านการทุจริตในหลายเครือข่ายรวมทั้ง Non Governmental Organizations(NGOs) ด้วย ปรากฏว่าเมื่อมีกระแสข่าวเกิดขึ้น เราจะแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือในพื้นที่ลงไปตรวจสอบและเฝ้าระวัง ให้ข้อแนะนำ ให้มีการปรับปรุงแก้ไข ซึ่งในเรื่องนี้มีความสำเร็จเกิดขึ้น เนื่องจากเมื่อป.ป.ช.ลงไป มีการปรับปรุงแก้ไขในกระบวนงานให้แล้วเสร็จสมบูรณ์โดยไม่เกิดความเสียหายหรือมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น
วันนี้เราตั้งเป้าจากข้อมูลสถิติของป.ป.ช.ทั้งหมด 76 จังหวัดทั่วประเทศรวมถึงในส่วนกลาง เราจะลองดูว่าจะมีเรื่องกล่าวหาในพื้นที่ใดที่เพิ่มมากขึ้นหรือลดน้อยลง นี่คือกิจกรรมและเป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่ง เพราะเรามีข้อมูลทั่วประเทศแล้ว ว่าจุดใดมีเรื่องกล่าวหาเข้ามามาก แสดงว่าจุดนั้นเป็นเป้าหมาย ที่เราจะต้องลงไปป้องปราม ให้ข้อเสนอแนะและข้อแนะนำ หรือไปช่วยเหลือ ว่ามีปัญหาอะไรเกี่ยวกับประเด็น เหตุใดจึงมีการร้องเรียนเข้ามาอยู่สม่ำเสมอ ไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจหรือมีเจตนาในการที่จะกระทำ
จากสถิติข้อมูลใน 6 เดือนที่ผ่านมา บางจังหวัดมีเรื่องน้อยลง วันนี้เรามีมิติแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างหนึ่งคือ เรามีการนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อมีมติเห็นชอบ มีการตั้งคณะอนุกรรมการผลักดันแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ เรื่องการต่อต้านการทุจริต โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดมาร่วมเป็นอนุกรรมการ และมีฝ่ายเลขาธิการที่ประกอบไปด้วยป.ป.ช.จังหวัดและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) ในพื้นที่ เข้าร่วมเป็นฝ่ายเลขาฯ จะนำปัญหาในพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องค่า Integrity and Transparency Assessment (ITA) ว่าในจังหวัดนั้น ๆ ทำไมถึงมีค่า ITA คะแนนสูงต่ำ อำเภอ ตำบลในพื้นที่หรือหน่วยราชการในพื้นที่ที่มีค่าคะแนนต่ำ ๆ จะลงไปช่วยผลักดันและลงไปดูว่าเกิดปัญหาอะไร พื้นที่ใดที่มีปัญหาเรื่องการกล่าวหาร้องเรียน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดคนใด เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหัวหน้าส่วนราชการคนใดที่มีประเด็นปัญหาการร้องเรียนมาก เราจะนำข้อมูลต่างๆไปพูดคุยกันในวงการประชุมนี้ เพื่อให้มีการขับเคลื่อน แก้ปัญหา และไม่ให้ก่อให้เกิดปัญหานี้ขึ้นอีก นี่คือมิติอย่างหนึ่งในการขับเคลื่อนในระดับจังหวัด
นอกจากนั้นแล้ว เรายังมีตัวชี้วัด ITA การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดใหญ่ของประเทศ ที่ครม.มีมติเห็นชอบให้หน่วยงานภาครัฐ 8,303 แห่ง เข้ามาร่วม ตัวชี้วัด ITA นี้เป็นเครื่องมือชี้วัดหน่วยงานต่าง ๆ ที่เป็นส่วนราชการจังหวัดระดับนิติบุคคล ตอนนี้เราลงลึกไปถึงระดับกรม ในกรุงเทพมหานคร ลงไปทุกเขตแล้ว ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ลงไปทุกสถานีตำรวจนครบาล(สน.) ทั่วกรุงเทพมหานคร ปีนี้จะลงไปที่สถานีตำรวจภูธร(สภ.) ทั่วประเทศ
เรามีการขยายมิติการดำเนินการ จังหวัดต่างๆเราลงไปที่อำเภอทุกอำเภอ และจะลงไปในหน่วยงานย่อยด้วย เป็นหน่วยชี้วัดอย่างหนึ่ง สิ่งนี้เกี่ยวกับเรื่องความโปร่งใส การมีธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการในหน่วยงานนั้น ๆ เพราะเราวัดจากมุมมองของคนภายในหรือ Internal Integrity and Transparency Assessment (IIT) วัดจากมุมมองของคนภายนอกที่มาติดต่อราชการหรือ External Integrity and Transparency Assessment(EIT) และวัดอีกสิ่งหนึ่งคือเรื่องความเปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ ของหน่วยงานภาครัฐ เช่น เวลามีการจัดซื้อจัดจ้าง ถ้ามีการประกาศเปิดเผย มีการเผยแพร่ข้อมูลประชาสัมพันธ์หน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นตัวที่ตรวจสอบว่าหน่วยงานมีคุณภาพมากน้อยเพียงใด ซึ่งปรากฏว่าค่าคะแนน ITA มีการขยับที่สูงมากขึ้นกว่าเดิมที่ผ่านมา สิ่งนี้สามารถชี้วัดได้ และได้มีการมอบรางวัลให้แก่ผู้ที่มีคะแนนสูงสุด หรือผู้ที่รักษาคะแนนสูงสุดไว้ได้ โดยมีการมอบรางวัลโดยนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบฯเพื่อเป็นเกียรติประวัติของหน่วยงานนั้น ๆ
วันนี้ในมิติหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา ที่ครม.มีมติเห็นชอบ เรานำหลักสูตรนี้ส่งให้กระทรวงศึกษาธิการโดยเฉพาะสพฐ. อุดมศึกษา นำไปเผยแพร่ให้เด็กนักเรียนในพื้นที่ เป็นหลักสูตรการเรียนการสอนที่เข้าไปแทรกซึม และเราก็มาตรวจดูว่าหลักสูตรนี้เมื่อส่งไปแล้วมีผลลัพธ์อย่างไร ปรากฏว่าข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติที่เป็นผู้สำรวจให้เรา ย้อนกลับมาว่าเด็กมีความรู้มากขึ้น แต่ในลักษณะเดียวกัน พฤติกรรมอาจจะมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มมากขึ้นแต่ยังไม่สูงมาก ปีนี้เราจะมาดูพฤติกรรมของเด็ก ว่าทำอย่างไรจึงจะมีการขับเคลื่อนและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กให้มากขึ้นในประเด็นเรื่องความซื่อสัตย์ สุจริต หรือต่อต้านการกระทำที่ไม่ถูกต้องในเรื่องการทุจริต คอร์รัปชั่น ไม่ยอมรับในปัญหาพวกนั้น เป็นอีกหนึ่งเป็นมิติในการขับเคลื่อน นอกจากนั้นแล้วในป.ป.ช.เอง มีการขับเคลื่อนโดยใช้พระพุทธศาสนาชี้นำคำสอน มีการร่วมกับมหาเถรสมาคมและพระผู้ใหญ่ในการจัดทำสูตรพระธรรมหลักคำสอนของพระนักเทศน์นำมาเผยแพร่ทั่วประเทศ
- ข้อร้องเรียนที่มากที่สุดในตอนนี้ ยังเป็นเรื่องเดิมๆหรือมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง
เท่าที่ดูสถิติจากหน่วยงานเดิม เรื่องกล่าวหาเดิม ๆ คือการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ทางป.ป.ช.เองจะต้องนำไปวิเคราะห์และศึกษาหาทางต่อยอด ชี้เป้า วันนี้เรามีการคลี่ค่า CPI เรามีมาตรการต่างๆ ที่ใช้บูรณาการว่ามีหน่วยงานใดบ้างที่จำเป็นจะต้องเข้ามาร่วมเพื่อยกระดับค่า CPI โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีอำนาจในดุลยพินิจอนุมัติอนุญาต
วันนี้ป.ป.ช.เองก็รวมกับคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ (คพร.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ พร้อมขับเคลื่อนงานในทุกมิติ เพื่อให้มีอิมแพคจริงๆ ไม่ใช่ป.ป.ช.หน่วยงานเดียว ที่จะขยับเขยื้อนได้ ทุกส่วนราชการรวมทั้งภาคเอกชนและประชาชนด้วย เวลาขยับต้องขยับมิติไปพร้อม ๆ กันทั้ง 3 มิตินี้ หน่วยงานรัฐ เอกชน ประชาชน หรือเครือข่ายภาคประชาชน สิ่งนี้มีส่วนสำคัญ โดยเฉพาะการชี้ช่องเบาะแสเข้ามายังป.ป.ช. ถ้าเราสร้างความเข้มแข็งให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ก็จะเริ่มมีการส่งข้อมูลมาว่า หน่วยงานใดมีการกระทำไม่ถูกต้อง เขาลงไปตรวจสอบให้เราด้วยร่วมกับเราตรวจสอบ วันนี้เรามีเครือข่ายที่เข้มแข็งที่เป็นเครือข่ายใหญ่ ประมาณ 80,000 กว่าคน เรากำลังจะขยายหรือนำเครือข่ายอื่นๆ
วันนี้คิดว่าเราขยับตัวได้แค่30% เรายังเหลืออีกประมาณ 70% ที่จะต้องก้าวต่อไปให้เต็ม 100 เพราะค่า CPI เอง ปีนี้อาจจะไม่ได้ขยับเขยื้อนเท่าไหร่ ถ้าจะมากขึ้นก็มากขึ้นไม่กี่เปอร์เซ็นต์หรือไม่กี่คะแนน เรามาดูค่า CPI ว่ามันเกี่ยวข้องกับอะไร CPI คือ Corruption Perception Index ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน วัดจากความรู้สึกคนที่มาติดต่อค้าขาย โดยเฉพาะชาวต่างประเทศ ประเด็นเรื่องการสื่อสารจึงเป็นเรื่องสำคัญ แนะนำหน่วยต่างๆให้มีการแปลภาษาจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษในสิ่งที่มีการเผยแพร่ทุกสื่อ
- อะไรคือความท้าทายในการทำหน้าที่เลขาฯป.ป.ช. ในยุคนี้ และในช่วงที่การเมืองค่อนข้างจะเข้มข้น
ประเด็นปัญหาของสังคม คือการสร้างความเข้าใจ ทัศนคติ หรือการที่มีมุมมอง โดยเฉพาะภาคประชาชนเป็นสำคัญ จะสังเกตว่าวันนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือกระแสของสังคม โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียต่างๆเวลามีข่าว เวลามีเรื่องอะไร ที่เป็นประเด็นร้อนขึ้นมา สื่อโซเชียลมีเดียจะนำกระแสไปแล้ว ผิดถูกไม่รู้ แต่มีการวิเคราะห์ภายในแล้ว จะต้องเป็นอย่างนั้น มีการชี้นำ ประเด็นนี้ การสร้างการวิเคราะห์ การสร้างมายด์เซ็ต หรือปรับทัศนคติของคน เป็นเรื่องที่ยากมาก ทำอย่างไรจะจูงใจให้ประชาชนบอกว่า
วันนี้สิ่งสำคัญที่สุดของเขาคืออะไร ไม่ใช่เรื่องการเมืองหรอก เป็นเรื่องปากท้อง เป็นเรื่องเศรษฐกิจของเขา ถ้าปากท้องเขาไม่อิ่ม เขาจะมาช่วยเหลือป.ป.ช. มาช่วยต่อต้านการทุจริต มาสนใจช่วยเหลืองานภาครัฐ มาชี้ช่องเบาะแส เขาไม่เอาหรอก วันนี้เขายังต้องหาเช้ากินค่ำอยู่ เขายังคิดอยู่ว่าเช้านี้เขาจะกินอะไร กลางวันเขาจะกินอะไร เย็นนี้เขาจะกินอะไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทำอย่างไรที่จะสร้างจิตสำนึกให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมกับเรา เรื่องนี้เป็นเรื่องยากในการขับเคลื่อนภาคประชาชน แต่ ไม่ใช่ว่าไม่มี ถือว่าน้อยอยู่ โดยเฉพาะทำอย่างไรให้สื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ มีการวิเคราะห์ด้วยเหตุด้วยผลมีข้อเท็จจริง มีข้อมูลในการวิเคราะห์ ไม่มโน
วันนี้คดีหลายคดีที่ป.ป.ช.ทำไม่ว่าจะชี้มูลหรือเป็นคดีตกไป ก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งเราบอกว่าไม่เป็นไร ไม่มีปัญหา แต่อาจจะสื่อให้สังคมมีความเข้าใจผิด เป็นเรื่องความท้าทายอย่างหนึ่งเหมือนกัน ว่าทำอย่างไรจะสร้างให้สังคมมีความรู้ความเข้าใจที่ตรงกัน
- คดีสำคัญที่อยู่ระหว่างการพิจารณาและกำลังชี้มูลของป.ป.ช.ที่สังคมให้ความสนใจมีอะไรบ้าง
วันนี้อาจจะมีกระแสข่าวออกไปแล้ว ความจริงคดีพวกนี้ถ้าหากติดตามการแถลงข่าวของตน ได้ระบุว่า ปลายปีนี้จะมีเรื่องสำคัญออกมาเยอะมาก เพราะเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กฎหมายกำหนดกรอบเวลาให้ต้องดำเนินการไต่สวนให้แล้วเสร็จภายในสองปี ขยายได้ไม่เกินหนึ่งปี คือสามปี แต่เรื่องที่เรารับไว้ก่อนหน้าสามปีอีก ในคดีใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นคดีจำนำข้าว คดีแป้ง คดีการจัดซื้อจัดจ้าง ที่ใช้งบประมาณสูง ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จะเริ่มขับเคลื่อนมา ตนเพิ่งแถลงคดีของผู้กำกับโจ้ เกี่ยวกับเรื่องที่มีทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกติ 1,300 กว่าล้านบาท คดีเกี่ยวกับเรื่องคุณชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ที่จ่ายเงินอุดหนุนให้แก่วัดในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อนำไปสร้างเมรุ ศาลาการเปรียญ วงเงินสามปี ประมาณ 800 กว่าล้านบาท แต่ที่เราตรวจสอบประมาณแค่ 20 กว่าโครงการ วงเงิน 200 กว่าล้านบาท มีการจ่ายไปแต่ไม่มีการติดตาม
ปรากฏว่าเมื่อวัดรับเงินไป ก็เอาไปจ้างผู้รับเหมาเจ้าเดียว คือเจ้าที่มาติดต่อวัดครั้งแรกเพื่อมาขออนุมัติ เราจึงมองว่าเป็นเรื่องเครือข่ายหรือไม่ ที่แสวงหาผลประโยชน์จากเม็ดเงินของอบจ.สมุทรปราการ เราจึงมีมติชี้มูล นอกจากนั้นแล้วปลายเดือนนี้หรือปลายปีนี้จะมีเรื่องคดี คดีจำนำข้าว ไม่ปฏิเสธ เป็นเรื่องการระบายข้าวเป็นเรื่องแป้ง เรื่องมัน ที่จะออกมาแต่เป็นเรื่องที่ค้างเก่าประจวบเหมาะพอดีกันกับช่วงนี้ คนเลยโยงถึงสถานการณ์การเมือง ว่ากำลังจะเลือกตั้ง มีการเช็กบิลกับนักการเมืองหรือไม่ เป็นการสอนบทเรียนการเมืองหรือไม่ ที่จะย้ายพรรคหรือแปรพักตร์ ซึ่งความจริงไม่ใช่ ถ้าสามารถเปิดเผยข้อมูลได้ จะเห็นว่าเราทำมาตลอด พอเสร็จแล้วก็ต้องนำเสนอตามกฎหมายตามกรอบเวลา