"กก.บห.-ส.ส.หญิงปชป." ร่วมย้ำจุดยืนวันสตรีสากล "ตั๊น จิตภัสร์" ลั่นเปิดโอกาสให้คุณแม่วัยใส กลับเข้าระบบการศึกษา

การเมือง8 มี.ค. 2566 • 14:29 น.
"กก.บห.-ส.ส.หญิงปชป." ร่วมย้ำจุดยืนวันสตรีสากล "ตั๊น จิตภัสร์" ลั่นเปิดโอกาสให้คุณแม่วัยใส กลับเข้าระบบการศึกษา

"กก.บห.-ส.ส.หญิงปชป." ร่วมย้ำจุดยืนวันสตรีสากล 8 มี.ค. "ตั๊น จิตภัสร์" ลั่นเปิดโอกาสให้คุณแม่วัยใส กลับเข้าระบบการศึกษา เพื่อเป็นอนาคตของชาติต่อไป  ด้าน "รัชดา" ผลักดันให้ผู้หญิงมีบทบาททางการเมืองลดความเหลื่อมล้ำ  "มาดามเดียร์" จ่อดันวันสตรีสากลเป็น‘วันแห่งความเท่าเทียม ตอกย้ำปชป.สร้างโอกาสที่ทุกคนเท่ากัน ลดการเลือกปฏิบัติทุกมิติ

วันที่ 8 มี.ค. 2566 เวลา 12.00 น.ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)  คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช  รมช.ศึกษาธิการ  ,น.ส.รัชดา ธนาดิเรกกก.บห.พรรค ,น.ส. จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร  ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะรองเลขาธิการพรรค ,น.ส.วทันยา บุนนาค (มาดามเดียร์) ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง กทม.   ส.ส.และอดีตส.ส. รวมถึงว่าที่ผู้สมัครส.ส.หญิงของพรรค  ร่วมแถลงจุดยืนของพรรคปชป.ในวันสตรีสากล 8 มีนาคม   

โดยน.ส.รัชดา กล่าว่า พรรคมีความพร้อมที่จะขับเคลื่อนพลังของผู้หญิงให้เป็นพลังของสังคมไทย ที่มีส่วนร่วมโดยเฉพาะพรรคที่เป็นสถาบันการเมืองที่จะต้องเป็นจุดยืนส่งเสริมพลังของผู้หญิงให้เป็นพลังของสังคมในการพัฒนาประเทศ ตามแนวทางของพรรคปชป. ใต้ยุทธศาสตร์สร้างเงิน สร้างคน สร้างอนาคต  ทั้งนี้ หากมีการกีดกันผู้หญิง จะทำให้เกิดปัญหาสังคมเพราพปัจจุบันสังคมไทย มีประชากรผู้หญิงมีมากกว่าผู้ชายถึง1 ล้านคน พรรคจึงเน้นย้ำการเดินหน้าแก้ไขความไม่เสมอภาค กีดกัน การเลือกปฏิบัติ เร่งสร้างความเข้มแข็งให้ผู้หญิงมีความมั่นคงในชีวิต จึงต้องให้ผู้หญิงมีบทบาททางการเมือง เพราะไม่มีใครเข้าใจผู้หญิงเท่ากับผู้หญิงด้วยกันเอง จำเป็นต้องมีสะพานเชื่อมกับประชาชนในการกำหนดนโยบาย และมั่นใจว่า พรรคมีความพร้อม เพราะมีว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.หญิงที่โดดเด่นจากหลายวงการ และคณะทำงานที่ทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคมมานานกว่า 10 ปี ล้วนส่งเสริมความเท่าเทียมของผู้หญิง และรวมไปถึงผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนี้ ปชป.ยังเป็นสถาบันการเมืองที่ส่งเสริมการพัฒนาบทบาทผู้หญิงมานาน ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น และระดับประเทศ เพื่อให้เข้าไปมีส่วนร่วมในระดับนโยบายของพรรคที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง เด็ก ผู้มีความหลากหลายทางเพศ ที่พรรคผลักดันมีทั้งการพัฒนาคุณภาพเด็กเล็ก , ดูแลผู้สูงอายุ , ส่งเสริมสตรีให้เป็นผู้ประกอบการของชุมชน จังหวัด กระทั่งประเทศ , ส่งเสริมสถาบันครอบครัวโดยเฉพาะที่เปราะบาง 

ขณะที่น.ส. จิตภัสร์ กล่าวถึง ปัญหาการตั้งครรภ์ของวัยรุ่นวัยเรียน หรือ ‘คุณแม่วัยใส’ ว่า  ปัจจุบันแม้จะมีกฎหมายออกมารองรับ หากเกิดภาวะการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม ซึ่งจะมีหน่วยงานและข้อกฎหมายออกมารองรับ ทั้งในเรื่องของการคงสถานะความเป็นแม่ และหากยังคงอยู่ในสถานะนักเรียน นักศึกษา จะมีหน่วยงานรองรับให้สามารถกลับเข้าเรียนศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาต่างๆได้  และไม่ถูกตัดขาดหรือถูกตัดสิทธิ์ทางการศึกษา  เช่นเดียวกับสถานะของความเป็นแม่  หากต้องการความช่วยเหลือ จะมีหน่วยงานเข้ามาให้ความช่วยเหลือ ในเรื่องการเลี้ยงดูลูก หรือหากต้องการที่จะยุติการตั้งครรภ์ ก็สามารถทำได้โดยมีกฎหมายรองรับ 
พรรคปชป. พยายามขับเคลื่อนมาโดยตลอด  รวมถึงกระทรวงศึกษาธิการเอง ได้ออกกฎกระทรวงเพื่อช่วยให้นักเรียน นักศึกษา ที่เกิดภาวะตั้งครรภ์ในขณะที่ยังเรียนหนังสืออยู่  ให้สามารถกลับเข้าเรียนได้ โดยไม่ถูกกีดกันทางการศึกษา ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาก็มีสถิติให้เห็นว่ากฎกระทรวงที่ออกมาทำให้คุณแม่วัยใสหรือวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ ในช่วงระหว่างการเรียนสามารถกลับเข้าเรียนได้ 

"จากสถิติปี 2564 มีเด็กที่ตั้งครรภ์กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา อยู่ที่ 47.5% ซึ่งตัวเลขเพิ่มจากปี 2563 อยู่ที่ 28% ที่สำคัญคือ มีแนวโน้มว่าเด็กกลุ่มนี้ กลับเข้าเรียนในสถานศึกษาเดิม โดยไม่ได้รับความกดดัน เพราะในช่วงเวลาเดียวกัน ได้มีความพยายามทำความเข้าใจกับครอบครัวของเด็กหรือคุณแม่วัยใสที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อม รวมถึงมีการปรับทัศนคติของครูผู้สอน ให้พร้อมที่จะรับเด็กเหล่านี้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา เพื่อให้คุณแม่วัยใสได้มีโอกาสกลับมาเรียนต่อ เพื่อเป็นอนาคตของชาติต่อไป ซึ่งก็สอดคล้องกับนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ว่า สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ยังถือว่าเป็นกำลังและอนาคตของประเทศต่อไป แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังมีอีกหลายครอบครัว หลายโรงเรียน และหลายพื้นที่ที่ยังไม่มีความเข้าใจหรือยังไม่ให้การยอมรับหรือไม่ให้โอกาสกลุ่มวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรมากนัก ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ จะเดินหน้าช่วยกันเปิดโอกาสให้กับคนกลุ่มนี้ และจะช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับครอบครัวของเด็ก รวมถึงสถานศึกษาที่เด็กจะกลับเข้าเรียนด้วย"น.ส.จิตภัสร กล่าว 

ด้านน.ส.วทันยา กล่าวว่า  เราทุกคนต่างเป็นเหยื่อของระบบปิตาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง หรือผู้ชาย จะถูกความคาดหวังในสังคมกำหนดบทบาทตามเพศกำเนิด และกลายมาเป็นอุปสรรคในการทำงานหลายอย่าง ตนก็เจอกับอคติทางเพศเหล่านี้ทั้งในการทำงานด้านกีฬา และการเมือง  ทั้งนี้ ยืนยันว่า การแบ่งเพศเป็นแค่ชายหญิง เหมือนในกฎหมายไทยก็ยังเหมาะสมกับสภาพสังคมในปัจจุบันที่มีทั้งคนที่มีสองเพศ (Intersex) และการนิยามความหลากหลายทางเพศ (LGBTQINA+) จึงเป็นเหตุให้ตนโหวตสวนมติของรัฐบาล เพื่อรับหลักการของทั้งร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม และคู่ชีวิต เพราะกฎหมายต้องปรับให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมและยุคสมัย เพื่อเอื้อให้คนที่อยู่ภายใต้กฎหมายได้รับสิทธิและเสรีภาพสูงสุด  เพราะยึดหลักว่า ทุกคนคือคนเท่ากัน มีสิทธิที่จะทำอะไร หรือเป็นอะไรก็ได้ ตราบใดที่ไม่ละเมิดสิทธิของคนอื่น 

"เราทุกคนควรมีสิทธิที่จะได้รัก เราทุกคนควรมีสิทธิที่จะสร้างครอบครัว เราทุกคนควรมีสิทธิที่จะได้เป็นตัวเอง เลือกแนวทางของตัวเอง ได้อย่างมีเกียรติและสมศักดิ์ศรี ภายใต้การรับรองดูแลของกฎหมาย อย่างไม่แบ่งแยก หรือเลือกปฏิบัติ  เราควรเลิกเอาค่านิยมที่สังคมสร้างขึ้น ความคิดแบบปิตาธิปไตย ความคิดแบบทวิลักษณ์คือระบบสองเพศ มากดทับ ปิดกั้นศักยภาพของเราทุกคน ขอให้เราปลดปล่อยพันธนาการภายใต้กรอบการมองเพียงแค่เพศ  เดียร์อยากให้ลดอคติที่เกิดจากความแตกต่างด้านอื่นด้วย เช่น ความหลากหลายทางเพศ, ความหลากหลายชาติพันธุ์และแรงงานต่างชาติ, ความแตกต่างทางชนชั้นในสังคม, ความแตกต่างเรื่องของวัยวุฒิและคุณวุฒิ, ผู้ป่วย ผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ หรือแม้กระทั่ง ความหลากหลายอุดมการณ์ทางการเมือง   ทั้งนี้ รัฐต้องทำนโยบายหรือกฎหมายสร้างสังคมที่โอบรับทุกคน ทุกกลุ่ม ลดอคติและการเลือกปฏิบัติได้อย่างชัดเจน เปิดกว้างสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับคนทุกกลุ่ม ทุกความแตกต่าง รวมถึงกฎหมายหรือนโยบายที่ไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อลดช่องว่างความไม่เท่าเทียมเหล่านี้   เดียร์เชื่อว่า ‘คนเท่ากัน’ และพรรคประชาธิปัตย์จะสร้าง ‘โอกาสที่ทุกคนเท่ากัน’ ขอให้วันสตรีสากล คือจุดเริ่มต้นของวันเท่าเทียมในทุกมิติค่ะ"น.ส.วทันยา กล่าว