“กกต.” เผยแพร่เกณฑ์ชี้วัดความเสี่ยงทุจริตเชิงนโยบาย 22 พรรคการเมืองแล้ว

การเมือง16 มิ.ย. 2562 • 17:13 น.
“กกต.” เผยแพร่เกณฑ์ชี้วัดความเสี่ยงทุจริตเชิงนโยบาย 22 พรรคการเมืองแล้ว
“กกต.” เผยแพร่รายงานเกณฑ์ชี้วัดความเสี่ยงทุจริตเชิงนโยบายของ 22 พรรคการเมืองแล้ว วันที่ 16 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้เผยแพร่ แบบรายงานเกณฑ์ชี้วัดความเสี่ยงต่อการทุจริตเชิงนโยบายของพรรคการเมือง บนเว็บไซต์สำนักงาน กกต. (www.ect.go.th) รวมทั้งหมด 22 พรรค ประกอบด้วยพรรคคนงานไทย, พรรคพลังไทยดี, พรรคพลังประชารัฐ, พรรคประชาชาติ, พรรคพลังไทยรักไทย, พรรคเพื่อคนไทย, พรรคไทยศรีวิไลย์, พรรคเพื่อนไทย, พรรคประชาชนปฏิรูป, พรรคพลังธรรมใหม่, พรรคประชาภิวัฒน์, พรรคทางเลือกใหม่, พรรคเพื่อชีวิตใหม่, พรรคพลังไทยรักชาติ, พรรคเสรีรวมไทย, พรรคถิ่นกาขาวชาววิไล, พรรคพลังท้องถิ่นไท, พรรคพลังสหกรณ์, พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย, พรรคภูมิใจไทย, พรรคชาติไทยพัฒนา และ พรรคชาติพัฒนา ทั้งนี้สำหรับเกณฑ์ชี้วัดความเสี่ยงต่อการทุจริตเชิงนโยบายที่น่าสนใจของพรรคฝ่ายรัฐบาล ที่อาจจะถูกผลักดันเป็นนโยบายของรัฐบาลในอนาคต ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา เป็นต้น (พรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่มีการเผยแพร่รายงานเกณฑ์ชี้วัดฯ โดยในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ มีการรายงานเกณฑ์ชี้วัดความเสี่ยงต่อการทุจริตเชิงนโยบาย รวม 3 นโยบาย คือ นโยบายมารดาประชารัฐ นโยบายเกษตรกร 4.0 และนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยนโยบายที่น่าสนใจคือ นโยบายมารดาประชารัฐ ซึ่งมีการอธิบายว่าเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ 5 ด้าน โดยแหล่งที่มางบประมาณในการทำนโยบายนั้น มีการระบุเพียงว่า ในการศึกษาได้มีการกำหนดแหล่งงบประมาณอย่างชัดเจน ส่วนการพัฒนานโยบายนั้น ระบุว่า เป็นการประยุกต์ใช้จากนโยบายรัฐสวัสดิการของต่างประเทศ ที่รัฐให้การดูแลชีวิตในทุกช่วงชีวิต ส่วนเรื่องผลกระทบ ความคุ้มค่าและความเสี่ยงของนโยบายนั้น มีการระบุว่า คณะทำงานนโยบายของพรรคได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาวในทุกด้านอย่างรอบคอบ รวมทั้งความสามารถทางการคลังซึ่งเห็นถึงความคุ้มค่าในการดำเนินนโยบาย รวมทั้งมีความเป็นไปได้ในการดำเนินนโยบายอย่างชัดเจน นอกจากนั้นอีกนโยบายที่น่าสนใจคือนโยบายเกษตรกร 4.0 ซึ่งมีการอธิบายว่าเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ 5 ด้าน โดยแหล่งที่มางบประมาณในการทำนโยบายนั้น มีการระบุว่า สามารถใช้งบประมาณประจำปีของรัฐบาลและไม่ขัดต่อวินัยการเงินการคลัง ส่วนการพัฒนานโยบาย ระบุว่า มีการศึกษาความสำเร็จของนโยบายพัฒนาเกษตรกรรมจากหลายประเทศทั้ง ญี่ปุ่น และจีน ที่เน้นเรื่องการเพิ่มมูลค่าและกระจายรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย ซึ่งประสบความสำเร็จมาแล้ว ส่วนเรื่องผลกระทบ ความคุ้มค่าและความเสี่ยงของนโยบายนั้น มีการระบุว่า มีการศึกษาผลกระทบทั้งระยะสั้นและระยะยาวทุกด้านอย่างเหมาะสม รวมถึงความคุ้มค่า และความเสี่ยงของนโยบายอย่างครบถ้วน ส่วนพรรคภูมิใจไทย มีการรายงานเกณฑ์ชี้วัดความเสี่ยงต่อการทุจริตเชิงนโยบาย รวม 5 นโยบาย คือ นโยบายกัญชาเสรี นโยบายตั้งกองทุนข้าว นโยบายทวงคืนกำไรให้ชาวสวนปาล์ม นโยบายแก้หนี้ กยศ. และนโยบายยกระดับ อสม. โดยนโยบายที่น่าสนใจคือนโยบายกัญชาเสรี ซึ่งมีการอธิบายว่าเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ 5 ด้าน โดยแหล่งที่มางบประมาณในการทำนโยบายนั้น มีการระบุว่า ใช้งบประมาณภาครัฐที่มีอยู่เดิมแต่นำมาจัดสรรใหม่ให้สอดคล้องกับนโยบาย ส่วนการพัฒนานโยบาย ระบุว่า ได้ศึกษาและมีการนำงานวิจัยมาใช้ในการพัฒนานโยบาย โดยศึกษาและถอดบทเรียนจากต่างประเทศ รวมทั้งได้จัดเสวนาทางวิชาการเพื่อฟังความเห็นจากนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิในด้านนี้แล้ว ส่วนเรื่องผลกระทบ ความคุ้มค่าและความเสี่ยงของนโยบายนั้น มีการระบุว่า นโยบายของพรรคยึดโยงกับงานวิจัยที่ได้มีการจัดทำอย่างเป็นระบบ ไม่ได้คิดขึ้นมาลอยๆ หรือเพ้อฝัน ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการจัดทำวิจัย และยังมีการเผยแพร่ไปยังประชาชนผ่านการรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง นอกจากนั้นอีกนโยบายที่น่าสนใจคือนโยบายแก้หนี้ กยศ. ซึ่งมีการอธิบายว่าเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ 5ด้าน โดยแหล่งที่มางบประมาณในการทำนโยบายนั้น มีการระบุว่า ใช้เงินงบประมาณปกติของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) แต่นำมาบริหารจัดการใหม่ให้คุ้มค่าและเหมาะสมกับแนวนโยบายของพรรค ส่วนการพัฒนานโยบาย ระบุว่า ได้มีการจัดให้มีการระดมความเห็นจากนักการศึกษา ครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา ผู้ค้ำประกัน และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา มาร่วมพิจารณาหาทางออก และศึกษาจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมากำหนดเป็นแนวคิดนโยบายขึ้นใหม่ ส่วนเรื่องผลกระทบ ความคุ้มค่าและความเสี่ยงของนโยบายนั้น มีการระบุว่า เป็นแนวคิดในการออกกฎหมายใหม่ โดยมองการศึกษาทั้งด้านมาตรฐานการศึกษา การบริหารเงินทุน และปรัชญาของการศึกษา ที่มุ่งสร้างอนาคตของนักเรียน นักศึกษา พร้อมระบุว่านโยบายของพรรคยึดโยงกับงานวิจัยที่ได้มีการจัดทำอย่างเป็นระบบ ไม่ได้คิดขึ้นมาลอยๆ หรือเพ้อฝัน ส่วนพรรคชาติไทยพัฒนา มีการรายงานเกณฑ์ชี้วัดความเสี่ยงต่อการทุจริตเชิงนโยบาย รวม 5 นโยบาย คือ นโยบายการเกษตรทันสมัยมีเงินใช้ทุกครัวเรือน นโยบายได้ในสิ่งที่ใช่ได้ใช้ในสิ่งที่เรียน นโยบายเพิ่มงบ อปท. เสรอมต่อท้องถิ่นเข้มแข็ง นโยบายสร้างสุขภาพเชิงป้องกันการหาหมอไม่รอนาน นโยบายทำเที่ยวไทยให้ยั่งยืนฟื้นคืนสมดุลให้ทุกส่วน โดยนโยบายที่น่าสนใจคือนโยบายการเกษตรทันสมัยมีเงินใช้ทุกครัวเรือน ซึ่งมีการอธิบายว่าเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ 3 ด้าน โดยแหล่งที่มางบประมาณในการทำนโยบายนั้น มีการระบุว่า หากเข้าไปดำเนินการช่วงที่ผ่านการจัดทำงบประมาณไปแล้วสามารถทำได้ 3 วิธี คือ 1.จะใช้งบกลาง รายการงบสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น 2.จัดทำมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ โดยนำงบประมาณที่ขาดความจำเป็นหรือใช้ไม่ทัน รวมถึงงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายไปดำเนินการ และจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมกลางปี และ 3.จัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมกลางปีหากสามารถจัดเก็บรายได้เกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ และหากเข้าไปดำเนินการในช่วงจัดทำงบประมาณ ก็สามารถตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีเพื่อดำเนินการตามนโยบายได้ ส่วนเรื่องผลกระทบ ความคุ้มค่าและความเสี่ยงของนโยบายนั้น มีการระบุว่า มีการกำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ของพรรคเป็นผู้รับผิดชอบการวิเคราะห์ผลกระทบ ความคุ้มค่าของนโยบาย โดยอิงแผนแม่บทตามยุทธศาสตร์ชาติ ส่วนผลกระทบความเสี่ยงในการดำเนินนโยบายนั้นยังอยู่ระหว่างการศึกษายังไม่ได้จัดทำรายงาน ผู้สื่อข่าวรายงานว่ารายงานเกณฑ์ชี้วัดความเสี่ยงทุจริตเชิงนโยบายดังกล่าวยังเป็นเพียงขั้นต้นที่ให้พรรคการเมืองต่างๆประเมินนโยบายของพรรคตามหลักเกณฑ์ และถือเป็นเกณฑ์ชี้วัดความเสี่ยงต่อการทุจริตเชิงนโยบาย ในขั้นตอนการพัฒนานโยบาย หากนโยบายของพรรคถูกนำไปปฏิบัติ ก็จะต้องมีการรายงานเกณฑ์ชี้วัดความเสี่ยงต่อการทุจริตเชิงนโยบายในขั้นตอนการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติอีกครั้งหนึ่ง โดยมีการกำหนดเป็นเกณฑ์ชี้วัดสำหรับการประเมินได้ 4 เกณฑ์ คือ 1.มีการเตรียมการประเมินความเสี่ยงต่อการทุจริตในขั้นตอนการดำเนินการตามนโยบาย 2.มีการเตรียมการบริหารจัดการความเสี่ยงต่อการทุจริต และการติดตามการดำเนินการตามนโยบาย 3.มีการเตรียมการประเมินผลการบริหารจัดการความเสี่ยงต่อการทุจริต 4.มีการเตรียมการสร้างความโปร่งใสในขั้นการนำนโยบายสู่การปฏิบัติด้วยการสื่อสารการบริหารจัดการความเสี่ยงต่อการทุจริต และการสร้างการเฝ้าระวัง