“บิ๊กอ้วน” เปิดเกมยื้อ เรือดำน้ำ ภาค 2 เซฟ “อิ๊งค์” ต่อรอง ทัพเรือ วัดพลัง ขั้วบ้านป่าฯ
ในกองทัพเรือ กำลังจับตามองกันว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทย โดย “บิ๊กอ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย คีย์แมนพรรค มือขวา “ทักษิณ ชินวัตร” ที่มาเป็นรองนายกฯ ควบ รมว.กลาโหม พลเรือน จะมีแนวทางต่อ การแก้ปัญหาเรือดำน้ำจีน S26 T ที่ค้างคามานานแรมปีอย่างไร
โดยเฉพาะเมื่อ ภูมิธรรม ส่งสัญญาณดึงเกมยื้ออนุมัติเรือดำน้ำออกไป อีกระยะด้วยการยังไม่นำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี แม้ว่าก่อนหน้าในยุคที่ สุทิน คลังแสง เป็น รมว.กลาโหม และก่อนที่จะพ้นหน้าที่ไป ได้ระบุว่าได้พิจารณาเรียบร้อยแล้ว ชงไว้ให้แล้ว ภูมิธรรม มาชงกินได้เลย
แต่เมื่อ ภูมิธรรม ซึ่งอยู่พรรคเดียวกันมานั่งเป็นสนามไชย 1 ก็ยังไม่อนุมัติ โครงการให้นำเข้าครม.ได้ง่ายๆโดยขอตรวจสอบข้อมูลต่างๆให้ชัดเจนเสียก่อน ภูมิธรรม ได้เรียก “บิ๊กแมว” พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ มาพบเพื่อชี้แจงแล้วถึง 2 ครั้งโดยนำคณะกรรมการเรือดำน้ำ ของกองทัพเรือที่มี “บิ๊กโอ๋” พล.ร.อ.ชลธิศ นาวานุเคราะห์ รองผู้บัญชาการทหารเรือ ที่ดูแลเรือดำน้ำมาตั้งแต่ต้น มาร่วมชี้แจงด้วย
ท่ามกลางการจับตามองว่า เป็นผลพวงจากการแต่งตั้งโยกย้ายที่ผ่านมาด้วยหรือไม่ เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า พล.ร.อ.จิรพล ไม่ใช่ ผบ.ทร. ที่ ภูมิธรรม สนับสนุนแต่ ผลักดันโดย “บิ๊กดุง” พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผบ.ทร. ในเวลานั้น พร้อม องคาพยพในขั้วอำนาจเดิม ของทัพเรือ
เพราะแม้ว่า ภูมิธรรม จะมาจากพรรคเพื่อไทย เช่นเดียวกับ สุทิน แถมเป็นสายตรงของ ทักษิณ แต่กลับยังไม่ไฟเขียว เรือดำน้ำจีน ง่ายๆ
ในขณะเดียวกัน ก็ถูกมองว่า เป็นเทคนิคการบริหารของ พรรคเพื่อไทย เพราะตั้งแต่ สุทิน มาเป็น รมว.กลาโหม ก็มี “ธง” ในการล้ม เรือดำน้ำจีน เริ่มด้วย แผนการเปลี่ยน เรือดำน้ำ เป็น เรือผิวน้ำ เช่น เรือฟริเกต หรือเรือคอร์เวต ถึงขั้นที่ สุทิน เดินทางไปจีน เพื่อเจรจาด้วยตนเอง ด้วยการให้ ทางฝ่ายจีน เจรจากันเอง
แต่ บริษัท CSOC ผู้ต่อเรือ ไม่ยอมที่จะให้เปลี่ยน เพราะหากจะเปลี่ยนเป็นเรือฟริเกต ทางบริษัท ก็ต้อง ออกงบประมาณ เรือฟริเกต ทั้งๆที่ ได้ลงทุนต่อเรือดำน้ำ มาแล้ว ครึ่งลำ
ไม่แค่นั้น กองทัพเรือเอง ในยุค พล.ร.อ.อะดุง ก็ดูจะจับมือกับ CSOC แน่น ในการเดินหน้าเรือดำน้ำจีน พร้อมท่องคาถา ไม่คืนเงินงวด ที่ ทร.ผ่อนจ่ายไป ราว 8 พันล้านบาท ส่วน ทร. ก็ยืนยัน ความต้องการเรือดำน้ำ ไม่ต้องการเรือฟริเกตจีน เพราะกองทัพเรือมีโครงการต่อเรือฟริเกต ของตนเองอยู่แล้ว ที่เล็ง เรือฟริเกต ของยุโรป หรือ เกาหลี ใต้ ไว้แล้ว จนทำให้ ทร. กับ ผู้ต่อเรือ จับมือกันแน่น ยืนกรานกับ สุทิน ในการยืนยันโครงการ เรือดำน้ำจีนตามเดิม สุทิน จึงหันไป ใช้เกมในการตรวจสอบเรื่องข้อกฎหมายโดยส่งให้ทหารรัฐธรรมนูญและกฤษฎีกาตีความการแก้ไขข้อตกลงการเปลี่ยนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขาร์จ แบตเตอรี่ ของเรือ ดำน้ำจากของเยอรมัน และ ของจีนและการขยายเวลาในการต่อเรือออกไปอีก 1, 217 วัน
ในขณะที่กองทัพเรือส่งให้หน่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมากกว่า 7 หน่วยงานได้ตรวจสอบแล้ว พร้อมยืนยันว่าสามารถปฏิบัติได้โดยให้นำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี จนที่สุดสุทิน ก็ยินยอมและรอส่งเรื่องเข้าที่ประชุม ครม. แต่ที่สุดก็หลุดเก้าอี้ รมว.กลาโหม ไปเสียก่อน
เมื่อ ภูมิธรรม มาเป็น รมว.กลาโหมคนใหม่ ก็เริ่มนับ 1 ใหม่ด้วยการขอตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง แต่เชื่อกันว่าครั้งนี้เป็นเพราะห่วงว่า หากคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นรัฐบาลของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกฯ ต้องรอบคอบมากขึ้น เพราะหากเกิดปัญหาก็จะกระทบต่อเก้าอี้นายกรัฐมนตรี และครม. ได้
ดังนั้น ภูมิธรรม จึงต้องสั่งให้มีการตรวจสอบในข้อกฎหมายอีกครั้งหนึ่งรวมถึงการเรียกทางกองทัพเรือ มาชี้แจงถึง 2 ครั้งแม้จะออกตัวว่าสนับสนุนให้เดินหน้าต่อ แต่เพื่อความรอบคอบจึงขอคุยกับเอกอัครราชทูต จีนประจำประเทศไทย ผู้ช่วยทูตทหารจีนและผู้ช่วยทูตทหารเยอรมันอีกครั้ง เพื่ออัพเดทข้อมูลล่าสุดให้ชัดเจน
แต่ฝ่ายทหารเรือ มองว่านี่เป็นเกมในการยื้อเวลาประวิงเวลาในการตัดสินใจเรื่องเรือดำน้ำออกไป เพราะปกติแล้วรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ก็ไม่สนับสนุนให้ซื้อเรือดำน้ำจีนอยู่แล้วเป็นจุดยืนตั้งแต่ยังมาเป็นรัฐบาล
และยิ่งพบว่ามีช่องโหว่ในเรื่องข้อกฎหมายที่อาจจะทำให้เกิดปัญหาในอนาคตและอาจกระทบต่อเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร แค่นั้นยังถูกมองว่าโครงการเรือดำน้ำจีนนี้เป็นโครงการที่ถือกำเนิดในยุค “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เมื่อครั้งเป็นรองนายกและรมว.กลาโหมตั้งแต่ในยุค คสช.
ยิ่งมาในยุคนี้ เป็นช่วงของ การศึก ระหว่างบ้านจันทร์ส่องหล้า และบ้านป่ารอยต่อฯ จึงทำให้เรื่องนี้ถูกจับโยงกัน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ประกอบกับการที่อำนาจในกองทัพเรือถูกมองว่า เป็นขั้วสายบ้านป่ารอยต่อฯ ตั้งแต่ พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกลาโหม น้องรัก “บิ๊กป้อม” สนับสนุน และเดินเกมให้ “บิ๊กเฒ่า” พล.ร.อ.สมประสงค์ นิลสมัย ข้ามจากรองปลัดกลาโหม ไปเป็นผู้บัญชาการทหารเรือ
จากนั้น ทร. ก็ ยึดพรบ.กลาโหม ในการยืนยันการตั้ง ผู้บัญชาการทหารเรือต่อเนื่อง มาถึง 3 คน ต่อเนื่องทั้ง “บิ๊กจ๊อด” พล.ร.อ.เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ และมา พล.ร.อ.อะดุง สืบทอดอำนาจ ต่อด้วย พล.อ.จิรพล ด้วยเพราะรู้ว่าฝ่ายการเมือง ไม่อาจแทรกแซงใดๆ ได้ โดยยึดตามบอร์ด 7 เสือกลาโหม ไม่ว่าการเมือง หรือผบ. เหล่าทัพ จะแย้งอย่างไร หากผู้บัญชาการทหารเรือ ยืนยันก็ต้องเสนอตามนั้น ส่งผลให้เรื่องนี้ยังคงเป็นที่จับตาว่า ภูมิธรรม รัฐบาลพรรคเพื่อไทย จะยื้อเรื่องนี้ไปได้นานเพียงใด และต้องการต่อรองใดกับกองทัพเรือในยุค พล.อ.จิรพล หรือไม่