จับสัญญาณ “บิ๊กตู่” ลุยการเมืองเต็มตัว นั่ง หัวหน้า พปชร. “เสธ.มิตต์-ผู้กองธรรมนัส” แท็คทีม สู้ระบอบทักษิณ-อนค.

การเมือง21 มิ.ย. 2562 • 22:00 น.
จับสัญญาณ “บิ๊กตู่” ลุยการเมืองเต็มตัว นั่ง หัวหน้า พปชร. “เสธ.มิตต์-ผู้กองธรรมนัส” แท็คทีม สู้ระบอบทักษิณ-อนค.
สัญญาณหนึ่งที่เชื่อกันว่า “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตัดสินใจลงสู่สนามการเมืองแบบเต็มตัวในอนาคต คือการเตรียมรับตำแหน่ง หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เอง ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ปฏิเสธว่าจะไม่รับตำแหน่ง หัวหน้าพรรค ตรงกันข้าม กลับ แบะท่า บอกว่าให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณา และตรวจสอบว่าได้หรือไม่ หรือเหมาะสมหรือไม่อย่างไร เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเกินคาด แต่เสมือนว่าเป็นแผนในทางการเมืองอีกขั้นหนึ่งของ พล.อ.ประยุทธ์ หลังจากที่ได้อยู่เบื้องหลังการก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐขึ้นมา พร้อมปฎิบัติการดูดอดีตส.ส. จากพรรคต่างๆ กลุ่มต่างๆ มาร่วมและสู้ศึกการเลือกตั้ง จนได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยที่รู้กันดีว่าพรรคพลังประชารัฐตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี จนเป็นเหตุให้ถูกโจมตีว่าเป็นพรรคคสช. พรรคทหารพรรคที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสืบทอดอำนาจของคสช. เพราะแกนนำในการจัดตั้งพรรคก็คือเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 12 ของ พล.อ.ประยุทธ์ เช่น พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล และ พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ โดย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่รัฐบาลคสช. ที่ช่วยอยู่เบื้องหลัง ก่อนที่จะดัน “4 รัฐมนตรี” ในรัฐบาล ไปอยู่เบื้องหน้า เป็นที่รู้กันดีว่าเดิม ต้องการให้สมคิด เป็นหัวหน้าพรรค แต่สมคิด ขออยู่เบื้องหลัง จึงต้องชู อุตตม สาวนายน ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคแทน โดยที่รู้กันภายในว่าในไม่ช้าหัวหน้าพรรคตัวจริงก็จะปรากฏตัว ! ขั้นแรก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแค่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรคพลังประชารัฐเท่านั้น ขั้นที่สอง เมื่อชนะการเลือกตั้งและได้เป็น นายกรัฐมนตรีเพื่อให้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในการคุมพรรค ด้วย จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ ก็จะมาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลด้วยตนเอง อีกทั้งปัญหาภายในพรรคพลังประชารัฐที่มีหลายก๊กหลายกลุ่ม เพราะเป็นพรรคที่ดูดอดีต ส.ส. มาจาก หลายพรรคหลายกลุ่ม จนทำให้เกิดความวุ่นวาย โดยเฉพาะช่วงที่มีการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีในการจัดตั้งรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี จนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องหย่าศึกด้วยตนเอง และท่องคาถา “บ้านเมือง ต้องมาก่อน” เพื่อให้นักการเมืองยอมรับในการตัดสินใจแจกเก้าอี้พรรคร่วมรัฐบาล ขั้นที่สาม คือการเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐเอง เพื่อคุมพรรค ไม่ให้เกิดปัญหาภายในรวมถึงการให้ “ผู้กองธรรมนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา และประธานยุทธศาสตร์พรรคเหนือ ของพรรคพลังประชารัฐ ที่เป็นผู้กว้างขวางมาเป็นทีมเคลียร์ปัญหาทั้งในพรรคพลังประชารัฐ และพรรคร่วมรัฐบาล
ร.อ.ธรรมนัส
ร.อ.ธรรมนัส
ทั้งด้วยความที่มีคอนเน็คชั่น กับทุกฝ่ายทุกขั้ว รวมทั้งความเป็นผู้กว้างขวางทำให้ ผู้อื่นเกรงใจ มีส่วนสำคัญที่ทำให้ ร.อ.ธรรมนัส ช่วย พล.อ.ประยุทธ์ เคลียร์ปัญหาได้สำเร็จจนกลายเป็น “มือประสานสิบทิศ” ที่พี่น้อง 3ป. “ป้อม-ป๊อก-ประยุทธ์” ไว้วางใจ และ ใช้งานให้เหมาะกับคน แต่ก็สะท้อนว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้ตัดสินใจเดินบนถนนสายการเมืองนี้ต่อไปหลังเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัย 2 นี้ไม่ว่าอายุรัฐบาลจะยาวนานถึง 4 ปีหรือไม่ก็ตาม เพื่อที่จะต่อสู้แย่งชิงอำนาจรัฐตามระบอบประชาธิปไตยโดยใช้พรรคพลังประชารัฐเป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับระบอบทักษิณ และพรรคอนาคตใหม่ พรรคพลังประชารัฐจึงจะไม่ได้เป็นแค่พรรคเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับการสืบทอดอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ หรือแค่สู้ศึกการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมาเท่านั้น แต่จะเป็นพรรคถาวรที่หวังจะได้รับความนิยมจากประชาชนต่อไปและหวังที่จะชนะการเลือกตั้งในอนาคต โดยเฉพาะการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนนี้ที่จะเป็นเครื่องมือในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งต่อไปให้ได้ชัยชนะ นี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา พี่รองต้องมานั่งเป็น รมว.มหาดไทยอีกสมัย เพื่อรับมือการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะเป็นตัวชี้วัด ชัยชนะการเลือกตั้งทั่วไป หลังรัฐบาลอยู่ครบเทอมอีก 4 ปี หรือหากต้องยุบสภาก่อนหน้านั้น รวมถึงกระแสข่าวที่ พล.อ.ประวิตร จะมานั่งเป็นที่ปรึกษาของพรรคพลังประชารัฐด้วย ไม่แค่นั้น การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะให้ พล.อ.ประวิตร เป็นรองนายกฯฝ่ายความมั่นคงตำแหน่งเดียว โดยให้เหตุผลเรื่องสุขภาพที่ไม่แข็งแรง เพื่อที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะได้ควบตำแหน่ง รมว. กลาโหมด้วยตนเอง ก็มองได้ว่าเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้เก้าอี้นายกฯ ในยามที่ไม่มี “มาตรา 44” ในมือแต่มีกองทัพหนุนหลังแบบเต็มตัว ขณะที่ พล.อ.ประวิตร เองงานก็จะเบาลงเพื่อที่จะมาช่วยงานการเมืองอยู่เบื้องหลังได้อีกแรง รวมทั้งการที่ “เสธ.มิตต์” พล.ต.นิมิตต์ สุวรรณรัฐ นายทหารฝ่ายเสนาธิการ หรือ ทีมตึกไทยคู่ฟ้า น้องรักนายกฯ ลาออกจากการเป็นทหาร เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กำลังถูกจับตามอง ว่าเป็นสัญญาณทางการเมือง ของ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งเพื่อมาช่วยงาน พล.อ.ประยุทธ์ เต็มตัว ทั้งในฐานะ ทีมงานบนตึกไทยคู่ฟ้า และยิ่งหาก นายกฯควบ รมว.กลาโหม ก็ต้องไป ช่วยงานที่กลาโหม เพิ่มอีก รวมถึงการช่วยงานทางการเมืองเต็มที่เต็มตัว เพราะก่อนหน้านี้ พล.ต.นิมิตต์ ก็ช่วยงานการเมือง นายกฯ โดยเป็น “มือประสาน” ด้านการเมืองให้ พล.อ.ประยุทธ์ มาตลอด ทั้งการโทรหา ไปพบ พูดคุย แทน พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งแต่ ช่วงจัดตั้งพรรคพลังประชารัฐ และ การเลือกตั้งจนมาถึงการตั้ง ครม. ตั้งรัฐบาล ทั้งนี้การลาออกจากกองทัพก็เพื่อจะสามารถทำงานด้านการเมืองได้อย่างเต็มตัว โดยไม่ต้องห่วงตำแหน่งหน้าที่ในกองทัพ โดยเฉพาะสถานภาพของการเป็นทหารที่อาจจะไม่เหมาะสมนัก ที่มาช่วยงานการเมืองในกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นนักการเมืองเต็มตัวแล้ว ไม่ใช่เป็นหัวหน้าคสช. อีกแล้ว โดยพล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม ได้ลงนามในคำสั่ง แทน รมว. กลาโหม อนุมัติ ให้ พล.ต.นิมิตต์ นายทหารฝ่ายเสธ. ประจำ รมว.กลาโหม ลาออกจากการเป็นข้าราชการทหารแล้ว เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พล.ต.นิมิตต์ ถือเป็นนายทหารทีมงานพล.อ.ประยุทธ์ ที่ได้รับความไว้วางใจอย่างมาก และถูกเรียกว่าเป็น “นายกฯน้อย” เพราะจะทำหน้าที่กลั่นกรองงานและประสานงานต่างๆให้ พล.อ.ประยุทธ์มาตลอด 5 ปี หากใครไม่สามารถเข้าถึงตัว พล.อ.ประยุทธ์ได้ หรือพล.อ.ประยุทธ์ยังไม่ว่าง ก็จะให้ พล.ต.นิมิตต์ ไปคุยด้วยแทนก่อน การที่ พล.ต.นิมิตต์ สละอนาคตทางทหารของตนเอง ที่เหลืออีกกว่า 10 ปี สะท้อนได้ว่าคงไม่ได้ลาออกเพื่อจะมาช่วยงานพล.อ.ประยุทธ์แค่ในช่วง 4 ปีนี้เท่านั้น แต่มีเป้าหมายที่การลงสู่การเมืองเคียงข้างพล.อ.ประยุทธ์อย่างเต็มตัว โดยไม่ต้องห่วงเรื่องสถานภาพการเป็นนายทหาร ที่อาจมีข้อจำกัดในการมาช่วยงานการเมือง อีกทั้งหาก พล.อ.ประยุทธ์ ควบกลาโหม ก็จะต้องมีนายทหารที่ไว้วางใจได้มากที่สุด อย่าง พล.ต.นิมิตต์ มาช่วยงานด้วย เพราะ “เสธ.เก๋” พล.ต.ณัฐวุฒิ ภาสุวณิชยพงษ์ เจ้าของฉายา “นายกฯน้อย” อีกคน ช่วยงานที่ ทำเนียบฯ อยู่แล้ว แต่หมายรวมถึงการลงสู่สนามการเมืองแบบเต็มตัวที่อาจพร้อมลงสู่การเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อเพื่อที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ในอนาคตหากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นเราอาจจะได้เห็นนายทหารที่เป็นอดีตผู้บัญชาการทหารบก อดีตหัวหน้าคณะปฏิวัติ อดีตหัวหน้าคสช. ลงเลือกตั้งในฐานะส.ส.บัญชีรายชื่อด้วยก็เป็นได้ เพราะหากพล.อ.ประยุทธ์ ยอมถอย โอกาสที่ระบอบทักษิณ และพรรคอนาคตใหม่จะเข้ามาแทนที่ เข้าสู่การยึดอำนาจรัฐ กลับมาเป็นรัฐบาลจะยิ่งมีมากขึ้น และนั่นจะหมายถึงสิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ ทำมาทั้งหมด จะกลายเป็นเรื่อง “เสียของ” ดังนั้นเวลานี้มีเพียงพล.อ.ประยุทธ์ เท่านั้นที่แกร่งพอจะเป็น แม่ทัพในการสู้ศึกกับความคงอยู่ของระบอบทักษิณและความแรงของพรรคอนาคตใหม่ เพราะพล.อ.ประยุทธ์ บอกแล้วว่า สำหรับทหาร ถ้าภารกิจไม่สำเร็จ ก็กลับบ้านไม่ได้ ! เมื่อมองปัจจุบัน และ ไปอนาคตแล้ว ยิ่งทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ถอยไม่ได้ต้องเดินหน้าสู้ ตามระบอบประชาธิปไตย เท่านั้น ใครจะไปคิดว่าจาก ผบ.ทบ. พล.อ.ประยุทธ์จะต้องมาเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ ต้องมาเป็นนายกรัฐมนตรีและที่สุดก็ต้องเข้าสู่ระบบสู้ศึกเลือกตั้งจนมาเป็นนายกฯสมัยที่สอง แต่เมื่อมีภาระที่ต้องสานต่อในการป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้าม ได้กลับมามีอำนาจอีก แม้จะต้องสละตัวเองทั้งชีวิต เพื่อลงมาสู่สนามการเมืองก็ตาม !