“โกวิทย์ พวงงาม” สะท้อน “โอกาส-ความเป็นไปได้” สู่เส้นทาง  “ผู้ว่าฯซีอีโอ”

การเมือง29 ก.ย. 2566 • 16:15 น.
“โกวิทย์ พวงงาม” สะท้อน “โอกาส-ความเป็นไปได้” สู่เส้นทาง  “ผู้ว่าฯซีอีโอ”

หมายเหตุ : “ศ. ดร.โกวิทย์ พวงงาม”  อดีตคณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์พิเศษ รายการ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์”  ออกอากาศผ่านช่องยูทูบ Siamrathonline วันที่ 17 กันยายน 2566 ในประเด็นเรื่อง “ผู้ว่าฯซีอีโอ” กับความพร้อมของรัฐบาล ส่วนกลางและบริบทของสังคม จะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน และอะไรคืออุปสรรคสำคัญ

-สืบเนื่องจากวันที่ นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา โดยตอนหนึ่งนายกฯได้พูดถึงเรื่องผู้ว่าฯซีอีโอ อยากให้ช่วยขยายความ ประเด็นนี้ ว่าประเทศไทยมีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน

ท่านนายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อสภาเมื่อวันที่ 11 -12 ก.ย. ปรากฏนโยบายที่ผมสนใจเรื่องการกระจายอำนาจ แต่บังเอิญในคำแถลงนโยบายได้เขียนว่าจะบริหารราชการโดยจัดให้มีผู้ว่าฯ CEO เป็นรูปแบบการกระจายอำนาจ วิธีแบบนี้ทำให้ผมสะดุด คำอยู่ 2 คำก็คือผู้ว่า ฯ CEO กับรูปแบบการกระจายอำนาจ  แต่ทั้งนี้ผมอยากจะเรียนคำถามที่ว่าผู้ว่าฯ CEO เป็นอย่างไร แล้วเกี่ยวโยงกับผู้ว่าฯปัจจุบันอย่างไร

ผมขอแบ่งเป็น 3 ส่วน คือหนึ่งผู้ว่าฯปัจจุบันเป็นอย่างไร สองเราจะทำให้ผู้ว่าฯปัจจุบันเป็นผู้ว่าฯCEO ได้อย่างไร ส่วนที่สามถ้าจะทำให้เป็นผู้ว่า ฯCEO ได้ จะต้องไปแก้อะไรต่ออะไรในการบริหารราชการแผ่นดิน

ในส่วนแรก คือผู้ว่าฯปัจจุบัน ได้รับการแต่งตั้งจากกระทรวงมหาดไทย และเป็นผู้ว่าฯที่บริหารราชการแผ่นดินตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ. 2534 ที่แก้ไขเพิ่มเติมตลอดมา  แต่สาระสำคัญคือการให้จังหวัดหนึ่ง มีผู้ว่าฯที่บริหารราชการ กำหนดให้จังหวัดและอำเภอ นำเอาภารกิจของรัฐบาลไปขับเคลื่อนในพื้นที่จังหวัดและอำเภอเพื่อให้เกิดประสิทธิผล คือทำงานตามนโยบายคำสั่งนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ขณะที่ผู้ว่าฯมีกลไก คือ ข้าราชการ มาจากการแต่งตั้งจากส่วนกลาง

ส่วนงบประมาณมาจากไหน จริงๆแล้วผู้ว่าฯได้งบจังหวัด แต่อาจจะมีงบอื่นบ้างแต่งบที่ได้ มาจากกรมที่ส่งมาตามท่อของแต่ละกระทรวง เช่นสาธารณสุขก็ส่งมาให้สาธารณสุขจังหวัด ผู้ว่าฯจึงไม่มีงบของตนเองยกเว้นรัฐบาลให้เป็นงบจังหวัด หรืองบบูรณาการภายในจังหวัด เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนว่างบของกรมฯที่ผมพบว่ามีประมาณพันกว่าล้านถึง 5 พันล้าน ส่วนงบจังหวัดดูแล้วมีประมาณ 200-500 ล้าน จังหวัดขนาดใหญ่อย่างนครราชสีมา เชียงใหม่ ขอนแก่น นครศรีธรรมราช สงขลา จะได้งบประมาณ 300-500 ล้านบาท จังหวัดขนาดกลางก็ได้ประมาณ 200-300 ล้านบาท จังหวัดขนาดเล็กก็อาจจะได้ 150 ล้าน ถึง 200 ล้านบาทเป็นต้น จึงเทียบกันไม่ได้เลยระหว่างกรมแต่ละกรมที่มีภารกิจเฉพาะของของตัวเอง เช่นกรมผู้สูงอายุ กรมทางหลวงชนบท กรมบรรเทาสาธารณภัย หรือกรมอื่นๆ

ฉะนั้นอยากจะบอกว่างบประมาณระหว่างงบกรมกับงบจังหวัด เทียบกันไม่ได้ ดังนั้นแผนจังหวัดที่ผู้ว่าฯทำในจังหวัดซึ่งดูเหมือนว่าจะทำแผนจังหวัดคึกคัก ก็เรียกกันว่าเป็นแผน ความจริงก็คือเอางานโครงการของแต่ละหน่วยงานมาแยก แต่ถ้าจังหวัดใดทำดีก็ขอชมเชย แต่ไม่สามารถแก้ปัญหา ที่งบจังหวัดมีน้อย แก้ปัญหาตามแผนพัฒนาการจังหวัดได้  ซึ่งแผนพัฒนาจังหวัดคือตัวสะท้อนปัญหาของจังหวัดทิศทางจังหวัด ฉะนั้นการกำหนดทิศทางจังหวัดเหมือนบริษัทผู้ว่าฯCEO จึงทำไม่ได้

เพราะทุกส่วนมันแยกส่วน วิธีคิดแบบนี้คือปัญหาต่อผู้ว่าฯCEO ซึ่งคอนเซ็ป ของผู้ว่าฯCEO มาจากการคิดแบบการทำงานแบบบริหารแบบเบ็ดเสร็จ มีอำนาจเบ็ดเสร็จ แบบประธานบริษัท มาจากความคิดของภาคเอกชนที่ต้องการทำให้บริษัทบรรลุเป้าหมาย ที่มีเป้าหมายอย่างไร มีวิสัยทัศน์ มีพันธกิจ แล้วก็ทำกำไร ทำยอด แต่ภาคเอกชนมีคน มีเงินของตัวเอง ขณะที่ผู้ว่าฯในปัจจุบันมีคนของตัวเองหรือไม่ ซึ่งคนก็ถูกส่งมาจากส่วนกลาง

-หากดูในแง่โครงสร้างถือว่ามีความแตกต่างกันแล้ว

ถูกต้อง เมื่อความคิดแตกต่างกัน ผมมองว่ามีปัญหาซึ่งถ้ากลัวว่ากำหนดทิศทางจังหวัดร่วมกับประชาชนไม่สามารถผลักดันไปได้ เหมือนบริษัทที่ทำให้ไปสู่เป้าหมายได้ ก็เหมือนกรณีผู้มีอิทธิพลทั่วประเทศขณะนี้บางจังหวัดก็มีปัญหา ที่มีเรื่องเกิดขึ้น ถามว่าผู้ว่าฯแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง ซึ่งไม่ได้ ทุกอย่างสั่งมาจากส่วนกลางหมด ไม่ว่าจะเป็นการปราบ จับกุม หรืออะไรต่างๆ สั่งมาจากข้างบนมาทั้งหมด เพราะฉะนั้นผู้ว่าฯที่เป็นอยู่ เป็นผู้ว่าฯที่รวมศูนย์อำนาจจากส่วนกลาง สั่งการทำตามนโยบาย มันไม่ใช่กระจายอำนาจ

วิธีคิดแบบนี้ ถ้าจะปั้นผู้ว่าฯ CEO ต้องมีอำนาจเบ็ดเสร็จ ทั้งคน ทั้งงบประมาณ ทั้งพันธกิจที่จะต้องมอบหมายให้ชัดเจน เพราะสิ่งที่ผมคิดว่าจะกระทำได้ต้องแก้อะไรบ้าง จุดที่จะต้องแก้ และจุดท้าทายรัฐบาล แต่นี่คือข้อเสนอแนะที่หวังดีต่อรัฐบาล และผมก็อยากเห็นบ้านเมือง มีผู้ว่าฯ CEO ต้องเป็นตามหลักการ ไม่ใช่เป็นเพื่ออะไรบางสิ่งบางอย่าง เราไม่ต้องการอย่างนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่รัฐบาลต้องพูดให้ชัดในสภาฯ เพื่อให้มันชัดเจน คือการที่รัฐบาลบอกว่าจะใช้การบริหารในรูปแบบของการกระจายอำนาจ (CEO) เพื่อสร้างประสิทธิภาพในการบริหารงานในแต่ละจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ แล้วเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัดอันนี้ดี แต่คำถามคือสิ่งที่ผมพูดถึงปัญหาของผู้ว่าฯในปัจจุบันกับการบริหารราชการปัจจุบัน ไม่ตอบโจทย์จังหวัด ที่จะแก้ปัญหา เพราะฉะนั้นถ้าจะทำ รัฐบาลน่าจะเขียนต่อว่าจะต้องปฏิรูปอะไรบ้างเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ท่านเขียนไว้ ในนโยบาย

ทั้งนี้คิดว่าข้อที่ 1 สิ่งที่คาราคาซังในระบบราชการไทย ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ส่วนราชการต่างๆก็ดี เราไม่เคยคิดเรื่องการปฏิรูประบบราชการให้มีประสิทธิภาพเลย ดังนั้นนายกฯและครม.จะต้องมีธงเรื่องระบบราชการให้มีประสิทธิภาพ ข้อที่ 2 การไปแก้ไขพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 เพื่อให้อำนาจจังหวัด เพื่อกำหนดให้จังหวัดมีอำนาจโดยไปลดอำนาจของกรม และนี่คือโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลที่รัฐบาลไม่พูดในเชิงกลไกว่าจะแก้กฎหมายอะไรบ้าง เพื่อที่จะให้ผู้ว่าฯ มีเครื่องมืออะไรบ้าง ในการเป็นผู้ว่าฯ CEO และข้อที่ 3 ถือเป็นจุดท้าทาย โดยอยากจะให้ดูในเรื่องงบประมาณ  อยากให้สำนักงบประมาณและรัฐบาลต้องมาดูว่าแผนพัฒนาจังหวัดจะแก้ได้ก็ต้องมีงบประมาณมาสนับสนุนแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชน

ข้อที่4 เรื่องความซ้ำซ้อน ขอถามว่า นายกอบจ. ถือว่าเป็น CEO หรือไม่ แล้วอบจ.มาจากประชาชน ที่เลือกเข้ามามีงบประมาณของตัวเอง มีพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 และแก้ไขเพิ่มเติมมีอำนาจทุกอย่าง ถามว่าระหว่างผู้ว่าฯ CEO กับอบจ.จะอยู่อย่างไร  รัฐบาลต้องพูดให้ชัด นี่คือปัญหาคาราคาชัง ฉะนั้นสิ่งที่ผมหวังดีต่อรัฐบาล อยากให้รัฐบาลพูดให้ชัดว่ารูปแบบกระจายอำนาจให้ผู้ว่าฯแก้อะไรบ้างทำอะไรบ้างผู้ว่าฯมีเครื่องมืออะไรบ้าง มีกลไกอะไรบ้าง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ว่าฯกับนายกอบจ.จะอยู่อย่างไร ประการสุดท้ายก็คือเรื่องแผนพัฒนาจังหวัด ผมอยากให้ทุกจังหวัดทำแผนกันจริงๆ เรื่องนี้ขอเรียกร้องเลย และคิดว่าจุดแตกหักในการพัฒนาจังหวัดที่จะให้จังหวัดก้าวไปสู่การพัฒนาที่ตอบโจทย์พี่น้องประชาชนไม่ว่าตอบโจทย์ความยากจนตอบโจทย์บริบทพื้นที่ ความหลากหลายของพื้นที่ ตอบโจทย์อัตลักษณ์ของพื้นที่ ตอบโจทย์เอกลักษณ์อัตลักษณ์ที่สำคัญ เช่นจังหวัดที่เป็นความหลากหลายทางวัฒนธรรม แผนก็เป็นอีกแบบ  แต่การที่จะทำอย่างนี้ได้ มันต้องให้ระดมทรัพยากรผนึกกำลังภาคเอกชนเข้ามา ภาคประชาชน กลุ่มองค์กรประชาชนเข้ามา กลุ่มจังหวัดผนึกกำลังทำ สร้างจินตนาการวิสัยทัศน์จังหวัดของตัวเอง จนกลายเป็นวิสัยทัศน์จังหวัด แต่ทั้งนี้ผู้ว่าฯจะทำคนเดียวได้หรือ

 -มองมุมที่ต่างออกไป อาจารย์พูดถึงเรื่องโครงสร้าง รูปแบบระบบที่มีปัญหา แต่ว่าถ้ามองในมุมกลับกัน แน่นอนว่านายกฯเศรษฐา ทวีสิน มาจาก นักธุรกิจอาจจะต้องการความรวดเร็ว ซึ่งถูกมองว่ามีสไตล์คล้ายคุณทักษิณ ชินวัตร  แต่ขณะเดียวกันได้ประเมินแรงต้าน หรือไม่ จะมีขึ้นมากน้อยแค่ไหน

ดูจากกรณีที่คุณทักษิณ เคยทำ ตอนเป็นนายกฯ ปี 2544 ใช้รูปแบบทดลอง มีผู้ว่าฯ CEO ทดลองประมาณ 5 จังหวัด ซึ่งตัวเลขจำไม่ได้แน่นอน ไม่ได้ทำทั้งประเทศ ผมเองเห็นด้วยกับการทดลอง แต่ตอนที่คุณทักษิณทำผลปรากฏว่าทุกวันนี้ก็ยังเหมือนเดิม เพราะกลไกต่างๆยังเป็นเหมือนเดิม

แต่จากที่รัฐบาลแถลงนโยบาย ไม่ได้เขียนเรื่องทดลอง ไม่ได้ระบุว่าจะให้ทำเท่าใด ก็หมายความว่า ต้องทำทุกจังหวัด ซึ่งผมเองเสนอให้มีการปฏิรูป แต่มองในเชิงเศรษฐกิจฐานรากมีความสำคัญ แต่มองระบบเศรษฐกิจแตกต่างกัน ยอมรับว่าเศรษฐกิจมหภาค โดยภาพรวมของรัฐบาล ในภาคเศรษฐกิจ ในภาคอุตสาหกรรม ในภาคบริการ รัฐบาลสามารถทำเรื่องท่องเที่ยวทำเรื่องส่งเสริมการส่งออกทำเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมก้าวหน้าทุกอย่าง สามารถทำได้จากนโยบายรัฐบาลอยู่แล้ว แต่เราพูดในลักษณะกระตุ้นให้จังหวัดมีการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจด้วยแล้วให้ผู้ว่าฯCEO พัฒนาจังหวัดให้มีประสิทธิภาพในการบริการประชาชนและพัฒนาเศรษฐกิจสังคมสิ่งแวดล้อมให้เป็นที่คาดหวัง ผมถามว่าถ้าผู้ว่าฯพัฒนาดีในจังหวัดเกิดเศรษฐกิจดี เกิดอัตลักษณ์ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดีมีวัฒนธรรมการท่องเที่ยวมีท่องเที่ยวเชิงนิเวศมีท่องเที่ยวเรื่องแพทย์แผนไทยสมุนไพรอะไรต่างๆที่มีของดี ทำให้คึกคักอยู่แล้วในจังหวัดมันมาจากฐาน คือการนำทั้งมหาภาคและจุลภาคมาผสมกัน

ถามว่าแรงต้านมีไหม ผมยังคิดว่าถ้าทำในสิ่งที่ดีๆแรงต้านมันไม่มีหรอก ประชาชนก็อยากเห็น ฉะนั้นสิ่งที่ผมกำลังจะเสนอ คือต้องพัฒนาศักยภาพ ผมอยากเห็นผู้ว่าฯถูกพัฒนาศักยภาพแล้วก็ประเมินผู้ว่าฯ สิ้นปีก็ประเมินกันใน 76 จังหวัด มีการจัดอันดับจังหวัดกันเลย ในการพัฒนาที่เท่าไหร่ก็ขยับกัน แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ถ้ามีจุดอ่อนก็ปรับเปลี่ยนเพราะการติดตามและประเมินทำให้ดูแลเรื่องการมีจุดแข็งจุดอ่อนอย่างไรในจังหวัดนั้นๆแล้วก็แก้ไขทุกอย่างอย่างเป็นระบบ

ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วเราต้องคิดใหม่ แต่สิ่งที่มันน่ากลัว ถ้าไม่ทำตามที่ผมพูด แล้วอยู่แบบเดิมสิ่งที่น่ากลัวจะกลายเป็นจังหวัดไม่สามารถจัดการตนเองได้ ซึ่งหากเราทำได้ ให้ผู้ว่าฯที่สามารถมีอำนาจที่จะจัดการตนเอง มีอำนาจที่จะพัฒนาจังหวัดของตัวเอง สร้างกระบวนการผลิตกำลังคนในจังหวัด รักจังหวัดตัวเองไม่ใช่ทุกวันนี้คนเคลื่อนย้ายไปทำมาหากินกรุงเทพฯ จนแน่นไปด้วยผู้คน แต่เราต้องทำให้กรุงเทพฯเล็กลง แล้วคนกระจายกลับมาที่แต่ละจังหวัด สร้างอาชีพ สร้างเศรษฐกิจจังหวัด

“แต่สิ่งที่ผมกลัวว่ารัฐบาลจะใช้ผู้ว่าฯCEO เป็นเครื่องมือทางการเมือง ของพรรคการเมือง และนักการเมือง อาจจะมองว่าจังหวัดนั้นเป็นจังหวัดที่มีสส.มีจังหวัดที่อยู่ฝั่ง โน้นฝั่งนี้ ผู้ว่าฯ CEO เป็นคนของฉันก็พากันให้โครงการไป ผู้ว่าฯก็สบาย

ที่สุดแล้วก็กลายเป็นระบบพึ่งพิง ต้องตอบแทนพรรคการเมือง ตอบแทนนักการเมือง สิ่งเหล่านี้น่ากลัว เป็นการแย่งงบ แย่งชิงโครงการกัน จังหวัดก็กลายเป็นคนที่รับคำสั่งไม่สามารถ creative ตัวเองได้ผมจึงบอกว่าผู้ว่าฯ ต้องอิสระ ทำงานโดยอิสระร่วมกับพี่น้องประชาชน”