“พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ” ผ่าศึกสีกากี ชี้ “สงคราม” ยังไม่จบ !

การเมือง5 เม.ย. 2567 • 16:00 น.
“พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ” ผ่าศึกสีกากี ชี้ “สงคราม” ยังไม่จบ !

หมายเหตุ: “พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ” อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล  ให้สัมภาษณ์พิเศษรายการ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ออกอากาศทางช่องยูทูบ Siamrathonline เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2567 โดยระบุถึงปัญหาความขัดแย้งภายในวงการสีกากี ระดับ “บิ๊กตำรวจ” จนเกิดเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน จนถึงวันนี้ยังพบว่าปัญหายังไม่จบ

-ในอดีตที่ผ่านมาเคยมีความขัดแย้งรุนแรงเช่นนี้หรือไม่ ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)

ไม่เคยมี สมัยก่อนมีเอกภาพมาก ผมยกตัวอย่าง สมัยก่อนใครที่เป็นผบ.ตร. คนที่จะขึ้นผบ.ตร.คนต่อไป ผู้ที่เป็นรองผบ.ตร.คุมแต่ละส่วน เราจึงได้ยินคำว่า ผบ.ตร.น้อย หรืออธิบดีกรมตำรวจน้อย  ซึ่งตำรวจด้วยกันจะรู้เลยว่าคนนี้จะต้องได้เป็นผบ.ตร.คนต่อไป

ดังนั้นตำรวจจึงไม่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ทำงานให้กับรองผบ.ตร.คนนี้ เพราะเขามองแล้วว่าจะต้องได้เป็นผบ.ตร.คนต่อไป จึงไม่แตกความสามัคคี และเมื่อรองผบ.ตร.คนนี้ ขึ้นไปเป็นผบ.ตร. จึงแต่งตั้งรองผบ.ตร.คนใหม่มาทำงาน ก็เป็นลักษณะผบ.ตร.น้อยเหมือนกัน ดังนั้นอำนาจเด็ดขาดจึงอยู่ที่ผบ.ตร.ในการสั่งการ

แต่สมัยนี้รองผบ.ตร.ทุกคนกลับทำงานในลักษณะแย่งกันหมด  การแถลงข่าวก็แถลงกันเองหมด ซึ่งสมัยก่อนคนที่จะแถลงข่าวคือผบ.ตร. คนเดียวเท่านั้น และในส่วนสารนิเทศ เหมือนกองทัพบก ซึ่งคนที่จะแถลงข่าวได้ มีผบ.ทบ. , ผบ.ทร. หรือโฆษกกองทัพบกเท่านั้น แต่ของเรากลับแย่งงานกัน สะเปะสะปะ แล้วผบ.ตร.ก็ไม่จัดการอะไรให้เด็ดขาด จึงเกิดปัญหาอย่างที่เห็นขึ้นมา

มีมายุคนี้ ที่รองผบ.ตร.กล้างัดกับผบ.ตร.มีที่ไหน ผมเองยังชมพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีตผบ.ตร. ที่เคยมีอดีตรองผบ.ตร.เอาเทปการพูดสนทนากันไปให้ผู้สื่อข่าว ท่านสั่งย้ายเลย ส่งไปสำรองราชการที่สำนักนายกฯเลย เมื่อท่านทำอย่างนั้น รองผบ.ตร.คนอื่นๆก็ไม่กล้า แต่สิ่งที่เป็นอยู่วันนี้ การทำงานมันจึงไม่มีเอกภาพ

-ปรากฎการณ์ในลักษณะนี้สังคมจะได้อะไร และการที่ต่างฝ่ายต่างออกมาให้ข้อมูลกันเช่นนี้แล้วเรื่องจะไปหยุดที่ตรงไหน

คดีนี้ลูกน้องก็ประหัตประหารกัน ส่วนนายก็มาแนวหวานเจี๊ยบ ตบจูบกัน แต่เรื่องก็ไม่จบ พอหลังจากแยกกันไปก็สั่งให้ลูกน้องซัดกันเต็มที่เหมือนเดิม แล้วถามว่าจะจบได้ไหม ซึ่งก็ไม่จบ  แล้วถามว่าดีไหมการที่ตำรวจมาทะเลาะกันเอง ประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร ซึ่งก็อาจจะดี เพราะประชาชนจะได้รู้พฤติกรรมของคุณ แต่การที่มาทำแบบนี้ ประชาชนจะเสื่อมศรัทธา ไม่เชื่อมั่นองค์กรตำรวจ กระบวนการยุติธรรมจะเสียหาย เพราะตำรวจเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม

เมื่อผู้นำ ผู้บริหารองค์กร ทะเลาะกันเองเสียแล้ว และบางครั้งยังไปเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดแล้วพี่น้องประชาชนจะศรัทธาได้อย่างไร ดังนั้นภาพของตำรวจ และองค์กรจึงเสียหาย อย่างที่สังคมมอง

- เราจะสามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้หรือไม่ จะต้องทำอย่างไรบ้าง

ผมต้องบอกว่านี่ไม่ใช่วิกฤติ  แต่เป็นโอกาส เพราะวิกฤติจะต้องไม่ใช่การทะเลาะวิวาทกัน วิกฤตต้องทำให้องค์กรเสียหายหรือล่มสลายไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นโอกาสที่เราได้รู้ได้เห็น แล้วเอาโอกาสนั้นมาปรับปรุง มาปฏิรูปองค์กร บุคคลและปฏิรูปงาน ผมมองว่านี่คือโอกาสที่ดี ที่จะหยิบยกเรื่องนี้ มาเป็นตัวตั้ง ในการแก้ปัญหาตรงนี้

-เท่าที่มองแล้ว คิดว่า “ใคร” จะทำได้

ตอนนี้ ทั้งสองท่าน คือพล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร.และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. ไปช่วยราชการที่สำนักนายกฯ จะกลับมาหรือไม่ ก็ยังไม่รู้ แต่ก็จะต้องมีการสรรหารองผบ.ตร. มาดูแลเรื่องนี้  ซึ่งพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผบ.ตร. ก็เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ เพราะคนที่ขึ้นมาเป็นรองผบ.ตร.ได้ต้องมีความสามารถ มีประสบการณ์ และต้องมีความดีความชอบ ถามว่าเขาสามารถแก้ปัญหาได้ไหม ก็ต้องตอบว่าแก้ได้ ขอให้เขาตั้งใจทำงาน

ประชาชนกับตำรวจ มีความใกล้ชิดกันมาก หากตำรวจทำไม่ดี ประชาชนต้องต่อว่าแน่นอน แต่หากตำรวจทำดี ประชาชนก็กลับมารัก เหมือนเดิม ดังนั้นเป็นที่พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ จะทำอย่างไร ให้ตำรวจเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ และกลับมารักตำรวจได้  และถือเป็นความสามารถของผู้ที่เป็นรักษาการผบ.ตร.

หัวใจของตำรวจคือการบริการประชาชน ดูแล รับใช้ประชาชน บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้ประชาชน ตำรวจเป็นผู้ใช้กฎหมาย เป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย ตำรวจเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น ถ้าสิ่งต่างๆที่บอกไปนั้น ถ้าตำรวจมีจรรยาบรรณ  มีศีลธรรม มีคุณธรรม มีความยุติธรรม ประชาชนก็จะรักและศรัทธาเอง

ตำรวจเป็นข้าราชการของรัฐ  เป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กินเงินภาษีของประชาชน ถ้าคุณยึดหลัก มีจรรยาบรรณ มีศีลธรรม คุณธรรม จะไม่เกิดเรื่องแบบนี้ และสิ่งสำคัญที่สุด คือภาคประชาชนต้องเข้มแข็ง ต้องตรวจสอบได้ ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน คนที่จะทำความผิดก็จะไม่กล้า เพราะสมัยนี้หลักฐานเป็นวิทยาศาสตร์ทั้งหมด การทุจริตคอร์รัปชั่นก็จะน้อยลง

-พลังโซเชียล ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจะกลายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งหรือไม่ที่จะช่วยในการกำกับดูแล

ช่วยได้  โซเชียลถือว่ามีอิทธิพลมาก ทั้งในด้านการเมือง สังคมและ เศรษฐกิจ และขณะเดียวกันโซเชียลก็สามารถทำลายธุรกิจได้ หากเอาหลักฐานที่ไม่จริงมาพูด รวมทั้งโซเชียลยังมีอิทธิพลต่อกระบวนการยุติธรรม  และการที่เวลานี้ตำรวจสู้กันเอง ก็ยังเห็นได้ว่าต่างฝ่ายต่างเอาโซเชียลมาหาพวกให้ตัวเอง  นอกจากนี้ยังพบว่า มีทนายมาต่อสู้กันผ่านโซเชียล กลายเป็นการต่อสู้กันนอกศาล ทั้งสิ้น เรื่องยังไปไม่ถึงศาลเลย ดังนั้นคนที่เข้าถึงโซเชียล ก็ต้องยึดหลักเลย

ซึ่งประเทศเรานั้นโซเชียลเข้าถึงได้ง่าย แต่มันไร้เหตุผล  บางคนฟังอย่างเดียว เชื่ออย่างเดียว ใครจะพูดอย่างไร เขาก็ไม่เชื่อ เพราะคนเชื่อโซเชียลไปแล้ว ดังนั้นเราจึงเห็นได้ว่าต่างฝ่ายก็สู้กันผ่านโซเชียลเพื่อแย่งมวลชน แย่งกองเชียร์ สู้กันนอกศาล ฉะนั้นโซเชียลจึงเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ต้องขับเคลื่อน

-ดังนั้นหากมองอีกมุมหนึ่ง หมายความว่าพลังของโซเชียลน่าจะเป็นอีกเครื่องมือหนึ่ง ที่จะเข้ามาแก้ไขและกู้ภาพลักษณ์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

แน่นอน เพราะโซเชียล ก็เป็นอีกด้านหนึ่งที่สามารถกู้ภาพลักษณ์ได้ และโซเชียล ก็ยังเป็นอีกด้านหนึ่งที่ทำลายภาพลักษณ์ขององค์กรได้เช่นกัน แล้วแต่ว่าใครจะมีหลักฐานและข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากกว่ากัน

-ในฐานะที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานก.ตร.จะช่วยอะไร และสามารถเข้ามาขับเคลื่อนอะไรได้บ้าง

เมื่อตำรวจขึ้นตรงกับสำนักนายกฯ นายกฯเป็นผู้กำกับดูแลข้าราชการทั้งหมด นายกฯเป็นผู้กำหนดนโยบายของตร. และเป็นประธานก.ตร.ในการแต่งตั้ง ดังนั้นนายกฯจะปฏิเสธความรับผิดชอบหรือไม่แก้ปัญหาครั้งนี้ไม่ได้ ซึ่งการที่นายกฯได้มีคำสั่ง ให้ทั้งผบ.ตร.และรองผบ.ตร.ไปช่วยราชการที่สำนักนายกฯ ที่ผ่านมานั้นถือว่าถูกต้อง  อย่างน้อยหนักก็เป็นเบาได้ แต่สิ่งที่จะทำต่อไป ก็ต้องแก้ปัญหาให้เด็ดขาด ไม่ใช่แก้เพื่อให้หยุดเท่านั้น แต่ต้องทำให้เด็ดขาด องค์กรตำรวจจึงจะอยู่ได้