"ดร.โกร่ง" ซัด รัฐบาลโง่เขลา ขาดความรู้ศก. ชี้ ต้นปีเผาจริง ปลายปีเก็บกระดูกลอยอังคาร

การเมือง3 มี.ค. 2563 • 14:47 น.
"ดร.โกร่ง" ซัด รัฐบาลโง่เขลา ขาดความรู้ศก. ชี้ ต้นปีเผาจริง ปลายปีเก็บกระดูกลอยอังคาร
วงเสวนาฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ 2020 "วีรพงษ์" จัดหนัก ฉะรัฐบาล โง่เขลาไม่รู้เรื่องส่งออกสำคัญ เย้ยหลอกได้แต่ทหาร จี้คืนปชต.โดยเร็ว วันที่ 3 มี.ค. 63 ที่พรรคเพื่อไทย จัดสัมมนาเปิดตัวโครงการระดมความคิดเพื่อพัฒนาชุดนโยบายสาธารณะ หัวข้อ "ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ 2020" โดยนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวเปิดเสวนาตอนหนึ่งว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกลับบ้านเมืองขณะนี้เป็นปัญหาใหญ่หลวง 3 ข้อที่จะทำให้บ้านเมืองเกิดวิกฤตคือ ปัญหาทางการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาความไม่เป็นธรรมของสังคม ปัญหาเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วพอที่จะสรุปได้ว่าจะนำไปสู่วิกฤตของบ้านเมืองในวันข้างหน้า จากนั้นนายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรมว.คลัง วิเคราะห์ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยตอนหนึ่งว่า เราอยู่ในวิกฤติการณ์การเมือง กฎหมาย และเศรษฐกิจแล้ว ทำลายโครางสร้างต่างๆพังทลายทั้งสิ้น เป็นวิกฤติการณ์ที่ประเทศไทยไม่เคยพบมาก่อน และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่กระบวนการยุติธรรมที่เคยเป็นที่พึ่งของประชาชนต้องพบกับวิกฤติจนกระทบความเชื่อมั่นและความศรัทธา จึงถือว่าเป็นมหาวิกฤติการณ์ นายวีรพงษ์ กล่าวว่า สำหรับปัญหาทางเศรษฐกิจนั้นเป็นที่ทราบดีว่าประเทศไทยต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักคิดเป็น 70%ของรายได้ประชาชาติ เมื่อตนได้ยินรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจของรัฐบาลพูดว่าการส่งออกไม่มีความสำคัญและสามารถมีมาตราการรองรับภายในได้นั้นเป็นคำพูดที่โง่เขลาและเป็นคำพูดที่ไม่รู้เรื่อง คงจะหลอกทหารได้แต่หลอกพวกเราในกระบวนการเศรษฐกิจและการเงินและการผลิตไม่ได้ หากประเทศไทยไม่ส่งออกและไม่มีนักท่องเที่ยวแล้วประเทศไทยจะเหลือรายได้แค่ 30%และเจอกับปัญหาแน่นอน "ประเทศไทยเป็นประเทศที่เน้นการส่งออกและการบริการ เศรษฐกิจโลกดีประเทศไทยจะดีไปด้วย เราไม่สามารถเป็นผู้กำหนดราคาได้ทั้งข้าว น้ำตาล ยางพาราและมันสำปะหลัง เว้นแต่ราคาสินค้าเกษตรที่เป็นเงินบาทเรายังพอกำหนดราคาได้ผ่านการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน แต่ปรากฎว่าธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้มีความรู้เรื่องเหล่านี้เลย หลังจากผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยบอกว่าอัตราแลกเปลี่ยนไม่มีผลต่อการส่งออก ถ้าผมเป็นนายกฯคงต้องหาทางปลดผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง แต่ด้วยความโง่เขลาของรัฐบาลทหารไม่ทำเพราะไม่มีความรู้เหมือนกัน เหมือนกับเอาคนตาบอดมาทำงานร่วมกัน ต่างคนต่างตาบอดและไม่รู้ด้วยกัน" นายวีรพงษ์ กล่าว อดีตรมว.คลัง กล่าวอีกว่า สถานการณ์เช่นว่านี้เริ่มมาจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวที่เริ่มมาจากสหรัฐอเมริกา การชะลอตัวดังกล่าวของอเมริกาได้กระทบต่อความส่งออกของประเทศจีน จีนเป็นหัวรถจักรของเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ที้ขนานนามว่าจีนเป็นโรงงานของโลก สหรัฐอเมริกาและยุโรปกลายเป็นผู้บริโภค เมื่อจีนกลายเป็นผู้ผลิตทำให้ไทยได้รับประโยชน์อย่างมากจากการส่งสินค้าวัตถุดิบให้กับจีนและญี่ปุ่น ประเทศไทยจึงเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาขึ้นสูงและอีกไม่นานคงกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วแบบมาเลเซีย แต่โชคร้ายที่เราเกิดการรัฐประหารก่อนทำให้การถีบตัวทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก เพราะโลกปัจจุบันนี้เป็นโลกาภิวัฒน์และไร้พรมแดน มีการเกาะกลุ่มกันในทางการค้าเพื่อเป็นเขตเศรษฐกิจเสรี แต่ในสายตาโลกเรายังมีระบบการปกครองที่ล้าหลังแบบเผด็จการทหาร "ในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ผู้นำของเรายังทำไม่ได้ เพราะยังมียศทหารนำหน้า สวนทางกลับรัฐบาลพม่าที่เป็นพลเรือนแล้ว ตรงนี้เป็นปัจจัยถ่วงไม่ให้ไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เดิมเราคิดว่าจะเป็นเสือตัวที่ 5 ต่อจากฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน และเกาหลีใต้ แต่เมื่อเกิดการรัฐประหารทำให้ทุกอย่างล้าหลังไปหมด การที่ผู้นำของเราไม่สามารถเดินทางไปเจรจาแบบทวิภาคีกับประเทศต่างๆได้เป็นเหตุให้ภาวะเศรษฐกิจของเราถดถอยลง การส่งออกประสบปัญหา ขณะเดียวกันรัฐบาลไม่เข้าใจอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ จนเงินบาทกลายเป็นสกุลที่แข็งที่สุดในโลก ซึ่งเป็นความผิดพลาดใหญ่หลวงที่ไม่ได้ดูแลผู้ส่งออก การขยายตัวของการส่งออกจึงถดถอยลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นล้าหลังที่สุดและกำลังติดลบ" อดีตรมว.คลัง อธิบายอีกว่า เราเคยหวังพึ่งการท่องเที่ยวว่าจะอุ้มเศรษฐกิจของเราเพื่อชดเชยกับการส่งออก แต่ปรากฎว่าเราได้ทำหลายอย่างที่เป็นลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดอุบัติเหตุที่ภูเก็ตแล้วไปพูดกระทบจิตใจคนจีนหรือมีโรคระบาดก็ทำบางประการกระทบจิตใจคนจีน โดยไม่เข้าใจว่าการท่องเที่ยวนั้นคนจีนเป็นตลาดที่สำคัญที่สุดของไทย มีหลายคนถามว่าเมื่อไหรเศรษฐกิจไทยจะฟื้น แต่ก่อนจะหาคำตอบนี้ต้องไปหาว่าเศรษฐกิจโลกเมื่อไหรจะฟื้น ตลาดหุ้นในสหรัฐดิ่งตัวลง ของเราเองก็ดิ่งลงเช่นกันเพราะมาเจอกับสถานการณ์โรคระบาด ซึ่งอาจจะดิ่งลงไปอีก เพราะยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แม้เราจะทำอะไรกับเศรษฐกิจโลกไม่ได้ แต่ความเข้าใจเศรษฐกิจของโลกและเศรษฐกิจไทยมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากรัฐบาลไม่เข้าใจเรื่องนี้และมีทัศนคติแปลก เช่นนี้จะวางยาแก้ไขปัญหาได้อย่างไร การเป็นผู้นำประเทศที่ดีต้องหาคนดีมีฝีมือมาใช้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็ไม่รู้เรื่องเศรษฐกิจในทุกเรื่อง แต่ท่านมีที่ปรึกษาหลายคนและมีความเห็นต่างๆออกมามากมาย พล.อ.เปรม ไม่ได้เข้าใจทุกเรื่อง แต่จะดูว่าความเห็นของใครที่ไม่มีผลประโยชน์เบื้องหลัง ความเห็นของคนนั้นจะเป็นประโยชน์และเชื่อถือได้มากที่สุด ไม่รู้เหมือนว่าเวลานี้รัฐบาลมีคนที่พอจะเชื่อถือได้อยู่หรือไม่ "เศรษฐกิจเป็นอย่างนี้ ค่าเงินบาทแข็งขึ้นจะทำให้การส่งออกขยายตัวช้าลง และเงินบาทอ่อนครั้งนี้เป็นเพราะการคาดการณ์ผิดเกี่ยวกับการแพร่ของโคโรน่าไวรัสที่ไม่อยู่ในโมเดลที่อยู่ดีๆนักท่องเที่ยวหายไปหมดเลย การส่งออกตกลงจากที่เคยขยายตัวบ้างและการพยายามจะอาศัยการท่องเที่ยวเป็นตัวช่วยนั้นทุกอย่างผิดพลาดหมด ดังนั้น ต้นปีนี้จะเป็นการเผาจริง และปลายปีจะเก็บกระดูกไปลอยอังคาร ขอให้เตรียมการไว้ ที่พูดแบบนี้ไม่ได้พูดเพราะไม่ได้ชอบรัฐบาล แต่ผมพูดจากตัวเลขและข้อมูลที่เกิดขึ้น ถามว่าจะเป็นอย่างนี้อีกนานหรือไม่ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาคิดว่าจะอยู่อีกประมาณ 10 ปี แต่เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้เข้ามาตอนเศรษฐกิจเริ่มลงแล้วมา 5 ปี จึงคิดว่าน่าจะเหลืออีก 5 ปีเราถึงจะฟื้น ซึ่งจะต้องมีสัญญาณมาจากเศรษฐกิจโลก" นายวีรพงษ์ กล่าว อดีตรมว.คลัง วิเคราะห์ต่อไปว่า สำหรับเรื่องความเหลื่อมล้ำนั้นแม้จะมีการพูดกันมากก็จริงแต่แก้ไขอะไรไม่ได้เพราะเราต้องแข่งขันกับต่างประเทศและมาตรการลดความเหลื่อมล้ำในเรื่องรายได้และทรัพย์สินเป็นมาตรการลบที่ลงโทษผู้ลงทุน ซึ่งทำให้ฐานะการแข่งขันกับต่างประเทศลดลง ทั่วโลกจึงไปดูเรื่องความเหลื่อมล้ำในคุณภาพชีวิตมากกว่าทรัพย์สินและรายได้ ถ้าจะพูดความเหลื่อมล้ำให้ถูกต้อง คือ การลดความเหลื่อมล้ำในเรื่องคุณภาพชีวิต คนมีรายได้สูงแสดงว่าเขาเก่ง คนที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้า คือ คนเก่ง แล้วจะไปลงโทษเขาทำไม ทั่วโลกจึงหันมาเก็บภาษีด้านการบริโภคมากขึ้นและลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างโครงการชิม ช้อป ใช้ ก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะเป็นปาหี่หลอกคนในเมืองเท่านั้น "ต้องรีบเรียกร้องให้ประชาธิปไตยกลับคืนมาโดยไว เพราะการปกครองเผด็จการทหารเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเจรจาการค้าและการลงทุนกับต่างประเทศ การขอเรียกร้องให้ประชาธิปไตยกลับคืนมาโดยไว ต้องเปลี่ยนมาเป็นประชาธิปไตย เพราะนักการเมืองในระบบประชาธิปไตยจะอยู่ไม่ได้ถ้าเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ แต่รัฐบาลทหารอยู่ได้สบายใจ เพราะเขาใช้ปืน สมมติเวลานี้มีรัฐบาลจากการเลือกตั้งจะนั่งก้นไม่ติดแล้ว อยู่เฉยๆไม่ได้ ต้องทำทุกทางเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจเลวร้ายไปกว่านี้" นายวีรพงษ์ กล่าว จากนั้น เป็นการเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยช่วงผู้ดำเนินรายการถามว่าหากได้เป็นนายกฯหรือรองนายกฯด้านเศรษฐกิจ จะดำเนินการแก้ไขเศรษฐกิจอย่างไร นายวีรพงษ์ กล่าวว่า 1.จัดการกับคนที่ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นอาชญากรรมที่รุนแรงที่สุด การพัฒนาเศรษฐกิจให้ไปข้างหน้าต้องเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตย และ 2.ไม่รับตำแหน่งดังกล่าว