อดีตหัวหน้า ศรภ. ยกบทเรียนไต้หวัน เตือนนักการเมืองที่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน
วันที่ 4 ส.ค.65 พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ศรภ. โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว พลโท นันทเดช เมฆสวัสดิ์ ระบุว่า...
จีนจะทำอย่างไรต่อไป เพื่อให้อยู่ในสภาพที่ได้เปรียบ ทั้งต่อสหรัฐฯ และ
ไต้หวัน ในสายตาของสังคมโลก ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะพันธมิตรของจีน
หรือประเทศท่ีวางตัวเป็นกลาง จะนำข้ออ้างของจีนในกรณีนี้
มาใช้อ้างอิงต่อสหรัฐฯ และชาติตะวันตก ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ
ถ้าถูกบังคับให้เข้าร่วมในการต่อต้านจีน ซึ่งจะมีขึ้นอย่างแน่นอน
ในอนาคตอันใกล้นี้
ถ้าจีนเข้าสกัดเครื่องบินของนางเพโลซี่ คุณป้ามหาภัย
ไม่ให้ลงจอดท่ีไต้หวันเมื่อวานนั้น ซึ่งจีนมีขีดความสามารถทำได้สบายๆ
แต่อาจเกิดข้อโต้เถียงทางกฏหมายระหว่างประเทศขึ้นมาได้มากมายหลายเรื่อง เพราะเครื่องบิน ของ นาง เพโลซี่ ได้พยายามหลีกเลี่ยง
ทะเลจีนใต้อย่างชัดเจนแล้ว
การท่ีจีนปล่อยให้เครื่องบินของนางเพโลซี่ ลงจอด
มีการต้อนรับจากตัวแทนรัฐบาลไต้หวัน เห็นกันไปทั่วโลกนั้น
จะทำให้จีนได้เปรียบขึ้นมามาก จากกติกาเรื่อง “จีนเดียว”
ท่ีเกิดขึ้นในสมัย ลินดอน บี จอห์นสัน ซึ่งขณะนั้น สหรัฐฯกำลังเผชิญ สงครามหลายจุด โดยเฉพาะ”สงครามเย็นที่เวียนนาม” จึงยอมให้
เกิดเรื่อง “จีนเดียว”ขึ้น โดยระบุว่า สหรัฐฯ ยอมรับว่าชาวจีนทุกคนที่ช่องแคบไต้หวันทั้งสองฝั่งมีจีนเพียงหนึ่งเดียว และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน รัฐบาลสหรัฐไม่ท้าทายสถานะนั้น และยืนยันว่าปัญหาไต้หวันจะยุติอย่างสันติโดยชาวจีนเอง
จากรณีการมาไต้หวันของนางเพโลซี่ อย่างเปิดเผย ทั้งที่จีนได้คัดค้านมาล่วงหน้าแล้ว จึงทำให้จีนมีความชอบธรรมในการดำเนินการ
สั่งสอนไต้หวัน (ฉวยโอกาสทอง) ได้อย่างเต็มที่ โดยท่ีชาวไต้หวันส่วนหนึ่ง ภายใต้การจัดตั้งของจีน และมีผลประโยชน์ทางการค้ากับจีนอยู่
จะต้องเห็นชอบด้วยกับจีน
ทางสหรัฐฯรู้ไหม ว่าเรื่องจะบานปลายย้อนกลับมากระทบตัวเองได้
ผมเชื่อว่ารู้ แต่ความมั่นใจในตัวเอง ว่าตนยังเป็นมหาอำนาจอยู่
ทีมทำงานของไบเดน ทำให้เรื่องมาถึงจุดนี้จนได้ แม้ทางทำเนียบขาว
จะแทงกั๊กหาทางออกมาล่วงหน้า โดยยืนยันว่า
“ ทริปนี้เป็นการตัดสินใจของนางเพโลซีเอง ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลสหรัฐ “
ความจำเป็นของทั้ง 2 ฝ่าย ท่ีจะยอมกันไม่ได้ คือ
(ฝ่ายจีน) สี จิ้น ผิง มีเก้าอี้ ประธานพรรคสมัยที่สาม และสมัยต่อไป
ซึ่งอาจจะเป็นตลอดชีพ เป็นเดิมพันท่ีสูงมาก ดังนั้น แม้จีนจะมีมีอาวุธนิวเคลียร์แค่ 300 กว่าลูก น้อยกว่าสหรัฐฯถึง 10 เท่าตัว (4000 กว่าลูก) แต่เพื่อนซี้ของจีน คือ รัสเซีย ก็มีอาวุธนิวเคลียร์พอๆกับสหรัฐฯ จุดนี้พอที่จะทำให้จีน ได้เปรียบอยู่บ้าง และจะทำให้กล้ารุกกลับ สหรัฐฯอย่างแน่นอน
ทางออกที่เหมาะสม ในกรณีนี้ น่าจะอยู่ที่การเจรจาต่อรองกันให้
“ จีนได้หน้ากลับมาบ้าง “ กล่าวคือ ต่างฝ่ายต่างไม่เสียหน้ากันมากนัก
ผู้เฒ่าโจ ซึ่งกำลังคะแนนติดดิน ก็หวังว่า จะได้เรื่องนี้มากู้หน้า ควบคู่ไปกับการสังหารหัวหน้ากลุ่มอัลกออิดะห์ (ไม่รู้จริงหรือเปล่า) แต่จะเอาหน้าทั้ง 2 เรื่องเลยก็มากเกินไป ควรจะต้องมาเป็นฝ่ายถอยบ้าง
เรื่องนี้ สหรัฐฯอาจจะต้องยอมกลืนเลือดบ้าง ซึ่งก็เคยทำมาแล้ว
เมื่อตอนที่อิหร่านถล่มฐานทัพสหรัฐฯด้วยมิสไซล์ 13 ลูก เพื่อแก้แค้นที่ สหรัฐฯ ลอบฆ่านายพลโซเลมานี ทั้งๆท่ีตอนนั้น สหรัฐฯขู่อิหร่านฟ่อๆ ว่าถ้าอิหร่านแก้แค้น สหรัฐฯจะถล่มจุดยุทธศาสตร์อิหร่าน 50 จุด แต่อิหร่าน ตอนนั้นเลือดเข้าตาเสียแล้ว จึงถล่มมิสไซส์ถึง 13 ลูกสาดใส่ฐานทัพสหรัฐฯ จนพังไปพอสมควร ซึ่งสหรัฐฯก็ไม่ได้โจมตีกลับ อย่างที่
ขู่ไว้ แต่เลือกไปใช้วิธีคว่ำบาตรแทน กรณีก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกัน
“สงสารแต่ประชาชนไต้หวันเท่านั้น ท่ีจะมารับเคราะห์แทน
ความดื้อรั้น ...ของผู้หญิงอเมริกันสูงอายุ คนหนึ่ง”
“ America First “ ยังคงเป็นนโยบายสุดท้ายของสหรัฐฯที่ใช้กัน
ตลอดมา เมื่อถึงคราวท่ีจะต้องตัดสินใจเลือกข้างว่า จะช่วยพันธมิตร หรือเอาตัวเองรอดก่อน จึงขอเตือนเรื่องนี้ ไปท่ีนักการเมืองไทย
ส่วนน้อยท่ีชอบไปยุ่งเรื่องของชาวบ้านไว้ด้วยครับ