อดีตรองผอ.ข่าวกรองชี้สถาบันปฏิรูปมาตลอด ตั้งแต่รัชกาลที่4

การเมือง8 พ.ย. 2563 • 18:50 น.
อดีตรองผอ.ข่าวกรองชี้สถาบันปฏิรูปมาตลอด ตั้งแต่รัชกาลที่4
นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Nantiwat Samart ระบุว่า... ปฏิรูปสถาบันฯ บรรพบุรุษของคนไทย​ พระมหากษัตริย์คือผู้นำ​ ประชาชนคือผู้ตาม​ บุรพกษัตริย์ได้ค้นพบดินแดนแห่งนี้​ ดินแดนที่ฝนดี​ ดินดำ​ น้ำชุ่ม​ ไม่มีพายุ​ พระมหากษัตริย์มิใช่หรือที่นำคนไทยเราออกทัพ​ สู้รบขยายและรักษาแผ่นดินแห่งนี้​ ไว้ให้ลูกหลาน​ พระมหากษัตริย์ไทยไม่ได้รังเกียจคนต่างชาติ​ ไม่ว่าจะเป็นมอญ​ แขก​ และจีน​ ขอแต่เพียงให้จงรักภักดีต่อแผ่นดินไทย​ ไม่ขายชาติ​ ไม่ทุรยศต่อแผ่นดิน สถาบันพระมหากษัตริย์ได้เรียนรู้ความล้มเหลวจากการเสียกรุงและการล่มสลายของอาณาจักรศรีอยุธยา​ พระมหากษัตริย์ได้ปรับปรุง​ สมัยนี้ต้องใช้คำเท่ห์ๆ​ ว่า​ ปฏิรูป​วิธีการป้องกันประเทศ​ ในรัชสมัยรัชกาลที่​สาม​ พระองค์ได้ทรงเตือนแล้วว่า​ ศึกหน้าจะมาจากฝรั่งมังค่า​ ไม่ใช่ประเทศเพื่อนบ้าน​ พระองค์ทรงสะสมเงินถุงแดงที่ได้จากการค้าขายกับต่างประเทศ​ เพื่อใช้ในอนาคต​ รัชกาลที่สี่ทรงเน้นการศึกษาหาความรู้จากต่างประเทศ​ ทรงเตรียมพระราชโอรสให้เรียนรู้ภาษาต่างชาติ​ รัชกาลที่สี่ทรงเป็นกษัตริย์นักวิทยาศาสตร์คนแรกของไทยที่สามารถคำนวณการเกิดสุริยุปราคาอย่างแม่นยำ สมเด็จพระปิยมหาราชทรงปฏิรูปประเทศไทยให้ทันสมัยทัดเทียมตะวันตก​ ปฏิรูประบบราชการ​ ปฏิรูประบบการศึกษา​ ปฏิรูประบบการป้องกันประเทศ​ ปฏิรูปการขนส่งโทรคมนาคม​ รวมทั้งทรงเลิกทาส​ พระองค์ทรงมีวิสัยทัศน์ไกล​ ทรงปฏิรูปประเทศ​ ในขณะที่คนในประเทศยัง​ถามกันว่า ทรงทำไปทำไม ในหลวงรัชกาลที่​ 9 ทรงเป็นผู้นำในการปฏิรูปชนบท​ เปลี่ยนแนวทางการเพาะปลูก​ เลิกการปลูกฝิ่น​ ทรงเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง​ ทรงเสนอปรัชญา​ เข้าใจ​ เข้าถึง​ พัฒนา​ และ​ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง​ ที่ยูเอ็นนำไปเป็นปรัชญาในการพัฒนาประเทศต่างๆ​ สถาบันกษัตริย์มีการปฏิรูปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอดนับตั้งแต่รัชกาลที่​ 4 เป็นต้นมา​ แม้แต่รัชกาลที่​ 7 ก็ทรงเตรียมการในการมอบประชาธิปไตยให้คนไทย​ แต่ถูกยึดอำนาจเสียก่อน​ แต่ถึงกระนั้น​ หากรัชกาลที่​ 7 ไม่ทรงเต็มใจที่จะให้ประชาธิปไตยและยอมเป็นพระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญแล้ว​ การนองเลือดต้องเกิดขึ้นแน่นอน สถาบันฯมีการปรับตัวมาโดยตลอด​ เป็นผู้นำในการปฏิรูป​ ทำในสิ่งที่นักการเมืองไม่สนใจทำ​ เพราะสถาบันฯไม่ได้เลือกข้าง​ ไม่ได้สนใจแต่ประชาชนที่โหวตเสียงเลือกเหมือนนักการเมืองที่ทำให้กับพื้นที่ที่เลือกตนเอง​ แต่สถาบันฯกลับสนใจพัฒนาพื้นที่ชนบท​ แก้ไขความทุกข์ยากของประชาชน​ นับตั้งแต่​ 2475​ สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย​ไม่ใช่ระบอบสมบูรณญาสิทธิราช​ ไม่ทรงมีอำนาจในการบริหารราชการ​ ไม่มีอำนาจสั่งราชการ​ การลงพระปรมาภิไธยต่างๆล้วนเสนอโดยผู้นำรัฐบาลและประธานรัฐสภาเท่านั้น​ คนที่เกิดมาก่อนไม่ใช่คนโง่​ มิเช่นนั้น​ คงไม่สามารถรักษาเอกราช​ พัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ามาได้จนถึงทุกวันนี้ ขอบคุณข้อมูลและภาพ เฟซบุ๊ก-Nantiwat Samart