- โฆษณา -

“ปณิธาน วัฒนายากร” เจาะลึก “มิติด้านความมั่นคง” กลางสถานการณ์ “สงครามโควิด”

การเมือง9 พ.ค. 2563 • 00:10 น.
“ปณิธาน วัฒนายากร” เจาะลึก “มิติด้านความมั่นคง” กลางสถานการณ์ “สงครามโควิด”
หมายเหตุ : รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” เพื่อวิเคราะห์ถึง “มิติด้านความมั่นคง” มีความสำคัญ และจำเป็นอย่างไร ในท่ามกลางสถานการณ์การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยทั้งประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ ทั้งก่อนและหลังจากนี้ไป - ในมุมมองของนักรัฐศาสตร์ กับการรับมือของรัฐบาลในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด -19 การควบคุมสถานการณ์โควิด -19 ได้มีการประเมินและแบ่งออกเป็น 3 ช่วงคือ 1. ช่วงควบคุมการระบาด 2. การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ การฟื้นฟูผสมกับการควบคุม และ 3.การเข้าสู่โครงสร้างใหม่ ของสังคมไทยและสังคมโลก โดยช่วงแรก ภาพรวมดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ มีตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงจากที่ความกังวลว่าระบบสาธารณสุขของไทยจะรองรับไม่ไหว และไม่สามารถควบคุมได้ และคนไทยไม่ให้ความร่วมมือ มีความรุนแรงแบบสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็ไม่ได้เกิดขึ้น ในส่วนรัฐบาลก็จะเห็นว่ามีปัญหาในช่วงแรก จึงมีการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เพื่อให้มีการจัดระบบ ระเบียบและจัดโครงสร้างตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่อยู่บนพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 ทำให้สถานการณ์ควบคุมได้ดีขึ้น และรัฐบาลเองก็ประเมินแล้วว่าต้องเอากฎหมายมาช่วยควบคุมในช่วงแรก ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้ว่าสุขภาพต้องมาก่อนเสรีภาพ และกว่าจะมีการใช้กฎหมายพิเศษและเข้าสู่ระบบได้ ก็ต้องใช้เวลา มีความขลุกขลักพอสมควร แต่เมื่อมีกฎหมายพิเศษ ทุกอย่างก็เข้าสู่ระบบ มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการในเรื่องต่างๆ ทั้งการเยียวยา ฟื้นฟู เรื่องสาธารณสุข และการประเมินสถานการณ์ในแต่ละวัน สำหรับช่วงที่ 2 เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ มีความยากในเรื่องการสื่อสารการทำความเข้าใจ ในความจำเป็นที่ประชาชนต้องอยู่บ้าน ซึ่งในช่วงแรกก็ให้ความร่วมมือสูง ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลง และเมื่อวัดจากผลโพลที่ต่าง ๆ ก็พบว่าประชาชนมีความพึงพอใจสูงในทุกเรื่องตั้งแต่ 60-90 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่ต่ำกว่า 60 เปอร์เซ็นต์จะเป็นเรื่องของเงิน 5,000 บาท เรื่องการเยียวยาเนื่องจากประชาชนบางส่วนเข้าไม่ถึง รวมถึงการฟื้นฟูจะต้องระมัดระวังในหลายเรื่อง ทั้งการตรวจสอบทางการเงิน ซึ่งในช่วงนี้การเมือง 2 ทั้งจากรัฐบาลและฝ่ายค้าน จะกลับมามีความเข้มข้นมากขึ้น จะมีการตรวจสอบกระบวนการเยียวยา การฟื้นฟูต่าง ๆ เป็นช่วงที่สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น ผกผันมากขึ้น ถ้าเกิดการรั่วไหล การเยียวยาที่ไม่ครอบคลุม หรือการฟื้นฟูในเรื่องที่หลายฝ่ายเห็นต่าง ก็จะเกิดถกเถียงหรือคัดค้าน หรือว่าการประท้วง ก็จะต้องดูแลในส่วนนี้ให้ดี ช่วงที่ 3 เมื่อวัคซีนมาถึงแล้ว สถานการณ์ควบคุมได้แน่นอนแล้ว การรักษาระยะห่างไม่จำเป็นเท่าเดิม ก็ต้องมีการจัดระบบกันใหม่ ว่าหลังวิกฤตินี้สังคมไทยจะเป็นอย่างไร โครงสร้างเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร คนที่ตกงานในระบบมีมากน้อยแค่ไหนอย่างไรก็จะเห็นตัวเลขชัดขึ้น คนที่ได้รับความเดือดร้อนจริงๆ มีเท่าไหร่ก็จะเห็นชัดขึ้น และต้องดูในเรื่องโครงสร้างใหม่ การผลิต อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะเป็นอย่างไร ก็ต้องคิดโดยอาศัยจากช่วงที่ 1 และช่วงที่ 2 ผนวกกับประสบการณ์ในหลายๆ ประเทศนำมาประมวลและทำโครงสร้างใหม่ ทั้งนี้โรคอุบัติใหม่ก็ยังมีโอกาสเกิดขึ้นอยู่และจะรุนแรง - ช่วงที่ 3 เริ่มขึ้นตอนไหน เริ่มขึ้น ตั้งแต่การเก็บข้อมูลในช่วงที่ 1 ต้องวิเคราะห์ข้อมูลแต่ละช่วง ใช้กลไกที่มีตามโครงสร้างใหม่ นั่นก็คือยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งมีผลผูกพันกับทุกกองค์กร มีบทลงโทษ แต่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนฐานการคำนวณใหม่ มีการโยกงานบางอย่าง การปรับเปลี่ยนหน่วยงานความมั่นคงมารองรับกับภัยพิบัติใหม่ เพราะมีความสำคัญจะต้องพูดคุยกัน เพื่อให้เดินหน้า ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งเพราะเห็นต่าง ก็ต้องมีพื้นที่ตรงกลางในการพูดคุย เพื่อให้เห็นพ้องในการเดินหน้าประเทศไทย ตรงนี้ก็จะเป็นเครื่องมือใหม่และเป็นโอกาสที่จะให้ส.ว.และส.ส.รัฐบาลและฝ่ายค้าน ทำงานร่วมกัน นำเอาบทเรียนต่างมาหารือ หากทั้ง ส.ว.และ ส.ส.มาร่วมกันตรงนี้ก็จะทำคนสนใจ และมีพลังเชื่อมโยงไปยังประชาชนในแต่ละพื้นที่ ก็จะได้ยุทธศาสตร์ชาติที่มีความชัดเจนมากขึ้น ตรงกับความต้องการของคนในพื้นที่และเป็นโอกาสดีที่จะให้ทุกฝ่ายในรัฐสภาทำงานในระยะยาว ซึ่งจะต้องทำให้ประชาชนเห็นว่าสุดท้ายแล้ว แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์คืออะไร เราจะเดินไปสู่จุดไหน ไม่ใช่มารอดูสถานการณ์รายวัน ไม่ใช่มารอรับเรื่องการเยียวยาอย่างเดียว แต่จะเดินไปในระบบใหม่ที่ซับซ้อนขึ้นกว่าเดิมอย่างไร ในระบบที่ประเทศมหาอำนาจมีความขัดแย้งกันมากขึ้น มีการควบคุมการเข้า-ออกมากขึ้น มีความต้องการสินค้าบางประเภทสูงขึ้น ความต้องการเรื่องอาหาร ยารักษาโรคและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ฉะนั้นต้องเร่งผลิตคนรุ่นใหม่ออกมารองรับระบบใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร ซึ่งผลกระทบของมันไม่มีใครบอกได้ แต่หลายคนคิดว่าจะมีผลกระทบค่อนข้างสูง จึงจะต้องรีบออกแบบโครงสร้างใหม่ของสังคม และจะต้องรีบทำ - ฝ่ายความมั่นคงจะต้องเตรียมการรองรับโรคอุบัติใหม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่อยู่ในการประเมินของยุทธศาสตร์ชาติ ด้านความมั่นคง อยู่แล้ว มีแผนแม่บทและมีแผนปฏิบัติการออกมาแล้ว ซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทและแผนปฏิบัติการ โดยจะให้น้ำหนักของโรคอุบัติใหม่มากขึ้น รวมถึงเรื่องความขัดแย้งของประเทศมหาอำนาจ เพราะอาจจะมีความขัดแย้งกันรุนแรงระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนหลังจากวิกฤตินี้ ส่วนน้ำหนักอื่น ๆ เรื่องภัยคุกคาม เรื่องแผนแม่บทที่มีอยู่หลายสิบแผน อาจจะต้องปรับ กำหนดงบประมาณให้เหมาะสมขึ้นประเมินว่าฝ่ายความมั่นคงขาดศักยภาพอะไร ขาดบุคลากรประเภทไหน จะต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ ต้องปรับงบประมาณส่วนอื่นมาลงส่วนนี้ ดึงเงินจากงบประมาณที่ไม่จำเป็นมาลงทุนในระยะยาวมากขึ้น ซึ่งได้มีการชะลอการจัดซื้อยุทโธปกรณ์บางส่วน ชะลอเรื่องการฝึก ซึ่งเป็นมาตรการชั่วคราวที่ทำในช่วงนี้ ทั้งนี้เมื่อเข้าสู่การปรับโครงสร้างใหม่ ฝ่ายความมั่นคงก็ต้องมีการปรับโครงสร้างเรื่องโรคอุบัติใหม่มากขึ้น ทั้งในเรื่องการเตรียมบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของแพทย์ทหาร การฝึกคนให้มีศักยภาพในการทำงานกับประชาชน มีเครื่องมือทางการแพทย์ ซึ่งจะต้องปรับน้ำหนักและลงทุนในเรื่องเหล่านี้ และจะต้องพูดคุยกับทางตำรวจ และหน่วยงานพลเรือน ว่าจะลงทุนเรื่องพวกนี้อย่างไร ปรับศักยภาพอย่างไร - ในส่วนของกองทัพจะเป็นอย่างไร กองทัพมีนโยบายความมั่นคงอยู่แล้ว มีการประเมินภัยคุกคาม ซึ่งกองทัพต้องเอาบทเรียนและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปปรับในส่วนของยุทธศาสตร์ความมั่นคงของกองทัพ ในเรื่องของแผนพัฒนากองทัพ พัฒนาบุคลากรกองทัพว่า ว่าจะป้องกันและสกัดยับยั้งบรรเทาและช่วยเหลือในเรื่องโรคอุบัติใหม่อย่างไร กองทัพจะต้องให้น้ำหนักกับภัยอุบัติใหม่มากขึ้น พร้อมปรับวิธีการจัดกำลังพลในการจัดยุทโธปกรณ์ ก็เร็วเกินไปที่จะบอกให้ตัดตรงนู้น ตัดตรงนี้ ถ้ายังไม่ได้คำนวณหรือยังไม่ได้ให้น้ำหนักที่ชัดเจน และยังไม่ได้เอาปัญหาอุปสรรค บทเรียนในช่วงแรกและช่วงที่สองมาประเมิน เพราะเราต้องเตรียมพร้อมหากประเทศมหาอำนาจขัดแย้งรุนแรง และเกิดสงครามตัวแทน มีการกีดกันทางการค้าการ กีดกันในเรื่องชาติพันธุ์ ซึ่งจะต้องมีการรองรับในเรื่องของนโยบายความมั่นคงอีกรูปแบบหนึ่ง ในเรื่องของยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ขนาดใหญ่ บางส่วนอาจจะมีความจำเป็น แต่บางส่วนอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยน คงทำแบบเดิมทั้งหมดไม่ได้ ซึ่งบางส่วนในแง่ของการร่วมมือกับต่างประเทศที่กองทัพอาจจะมีส่วนในการควบคุมชายแดน ควบคุมคนที่จะเดินทางเข้า-ออก ตรงนี้ฝ่ายความมั่นคงก็จะร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อดำเนินการเรื่องนี้ การสร้างโรงพยาบาลสนาม การใช้สถานที่ของหน่วยงานความมั่นคงในการคัดกรอง การใช้เป็นสถานที่กักกันตัวของรัฐ อย่างสัตหีบโมเดล ที่จะต้องทำให้ถาวรและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีการลงทุนในเรื่องพวกนี้มากขึ้น จะต้องไปศึกษาและรีบทำ เพราะหากไม่ทำ ก็จะกลับไปเหมือนเดิม ที่มีความฉุกละหุก ในช่วงแรกถ้าโชคไม่ดีและไม่สามารถควบคุมไม่ได้ก็จะยุ่งกันไปใหญ่ ทั้งนี้กองทัพได้รับผิดชอบในหลายส่วนทั้งการควบคุมการหลบหนี การลดการฆ่าตัวตายจากความเครียด เรื่องของการติดเชื้อในเรือนจำหลายแห่ง ก็มีการบริหารจัดการและเข้าไปดูแลเพราะกระทบกับความมั่นคง แม้แต่เรื่องอาชญากรรมทั่วไปที่ดูเหมือนจะลดลง แต่อาชญากรรมไซเบอร์กลับเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกมาก - ก่อนหน้านี้ มีการโจมตีกองทัพ ในเรื่องอนุมัติงบประมาณจัดซื้อยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ตรงนี้จะมีการสร้างความมั่นใจอย่างไร ไม่ใช่แต่กองทัพอย่างเดียว หน่วยงานราชการภาครัฐ อาจจะต้องถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างจริงจัง และเปลี่ยนแนวทางการทำงาน ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องยาก แต่ด้วยยุทธศาสตร์ชาติจะบีบให้ทำ ยกเว้น เป็นเรื่องของตัวบุคคล เช่น ผู้ว่าราชการบางจังหวัด หัวหน้าหน่วยงานบางหน่วย ปลัดกระทรวงบางกระทรวง ผู้นำเหล่าทัพบางท่าน ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานจากเชิงรับมาเป็นเชิงรุกให้ทันเวลา ทันสถานการณ์ ที่เรากำลังเข้าสู่สังคมโลกใหม่ ที่จะผกผันขึ้น เท่าที่ผ่านมาปัญหาใหญ่สุดคือ ราชการทำงานในเชิงรับได้ดี หมายความว่ารอให้เกิดปัญหา แล้วจึงมีกลไกกระบวนการเข้าไปแก้ปัญหาก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม เหมือนกับทุกประเทศที่ระบบราชการทำงานในเชิงตั้งรับ ทำตามกฎเกณฑ์ ตามระเบียบ ตามข้อปฏิบัติ ที่สร้างกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน ถ้าเราทำระบบราชการให้เป็นเชิงรุกมากขึ้น ประชาชนมีบทบาทในการผลักดันข้าราชการมากขึ้น เราก็จะเห็นการตอบสนองของระบบราชการดีขึ้น ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะให้ส่วนราชการตอบสนองต่องบประมาณ โครงการต่าง ๆ เพราะถ้าไม่มีแรงกดดัน ถ้าไม่มีคำสั่งจากผู้บริหาร เจ้าหน้าที่หรือผู้บังคับบัญชาหน่วย ก็ไม่มีช่องทางในการทำเรื่องพวกนี้มากนัก ฉะนั้นกฎเกณฑ์กติกาใหม่ การปฏิรูประบบราชการจะต้องเปิดช่องให้ผู้นำหน่วยเหล่านี้ สามารถใช้ดุลยพินิจและวิจารณญาณในการทำ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นกับประชาชนว่า ในยามวิกฤติแบบนี้หน่วยงานราชการได้ทำอะไรตามระบบใหม่ ที่ทำให้เขาเชื่อมั่นมากขึ้นหรือไม่ และมีเงินพอในการดูแลเยียวยาหรือไม่ ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้ ก็ต้องขึ้นอยู่กับหลักในการบริหารประเทศ ที่จะต้องเดินไปทุกส่วน และพื้นฐานการป้องกันประเทศที่เดินไปตามระบบ ซึ่งจะต้องมีกรอบว่าไม่ให้กระทบในระยะสั้น ระยะยาว บางเรื่องไม่ง่าย เพราะการยกเลิกโครงการโน้น โครงการนี้ อาจจะไปกระทบสัญญาที่ผูกพันได้ ซึ่งก็ต้องไปพิจารณากัน แต่ว่าโดยหลักต้องมีการปรับเปลี่ยนตอบสนองมากขึ้นและประชาชนก็มีส่วนร่วมมากขึ้น - การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ มีดำเนินการอะไร การแก้ปัญหาเรื่องไซเบอร์ เป็นการลงทุนที่แพงหลายเท่า มากกว่าการลงทุนปกติ เพราะต้องจัดทำระบบทางไซเบอร์ ซึ่งมีกฎหมายใหม่และมีการตั้งคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) ซึ่งเป็นความปลอดภัยไซเบอร์ของระบบโครงสร้างใหญ่ แต่ปัญหาเกิดขึ้นคือเกิดการฉ้อโกงในระบบ เชิงพาณิชย์ซึ่งกฎหมายปกติปัจจุบันก็มีอยู่ ก็จะต้องไปดูว่าจะมีการลงทุนอย่างไร เพื่อป้องกันตรงนี้ เพราะกระทบกับประชาชนโดยตรง ทั้งนี้ได้มีการตั้งสำนักงานคณะกรรมการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ที่เป็นหน่วยงานกลางของประเทศและแผนการดำเนินงานในการ จัดทำกฎหมายลำดับรองลงไปถึงนโยบายและแผนระดับชาติ ซึ่งเป็นภารกิจเร่งด่วน