นายกฯ สั่งถอนรถไฟฟ้าสายสีส้ม หลังรมต. ค้านระนาวบอกเข้าใจทุกฝ่าย ประธานบอร์ดยัน สลากกินแบ่งไม่ผิดหลัก - ซ้ำรอย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้เรียกเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ขึ้นไปพบที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาลซึ่งคาดว่า เป็นการหารือเรื่องโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มที่นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม ในฐานะปฏิบัติราชการแทน รมว.คมนาคมจะเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ครม.
ขณะที่ในการประชุมครม. ครั้งนี้ใช้เวลายาวนานที่สุดประมาณ 6 ชั่วโมง โดยเริ่มประชุมตอนเวลา 10.00 น. และเลิกประชุมเวลา 16.00 น. ซึ่งมีการพิจารณาวาระมากถึง 88 เรื่อง ทั้งนี้มีรัฐมนตรีลาประชุมจำนวน4 คน ได้แก่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์
รายงานข่าวแจ้งว่า ตั้งแต่เริ่มการประชุม ครม. นายอธิรัฐมีสีหน้าเคร่งเครียด ลุกลี้ลุกลน และลุกออกจากเก้าอี้ออกไปพูดคุยโทรศัพท์บ่อยครั้ง แต่บรรยากาศเริ่มมาตึงเครียดในช่วงบ่าย หลังเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าจะมีการบรรจุวาระรถไฟฟ้าสายสีส้มเข้าสู่การพิจารณาในวาระจร โดยเฉพาะในช่วงเวลา 14.00 น. ที่มีการแจกเอกสารเพื่อเตรียมเข้าสู่วาระการพิจารณา ซึ่งระหว่างนี้มีรัฐมนตรีบางคนทยอยเดินทางกลับ
โดยเวลา 14.15 น. นายสินิตย์ เลิศไกร รมช.พาณิชย์ จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางออกทางด้านหลังตึกสันติไมตรี พร้อมบอกกับผู้สื่อข่าวว่า “ผมไปก่อนแล้ว”
ผู้สื่อข่าวจึงถามว่า ถือเป็นการวอล์คเอาต์ได้หรือไม่ นายสินิตย์ยอมรับว่าได้และใช่เลย แต่พรรคประชาธิปัตย์ยังมีรัฐมนตรีนั่งอยู่ในห้อง
ขณะที่เวลา 14.20 น.นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ได้ออกมาพักเบรก พร้อมกับยืนยันว่า ตนจะอยู่ในห้องประชุม เพราะนายกฯ อยู่ ต้องอยู่กับนายกฯ
จากนั้นเวลา 14.30 น.นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ได้เดินทางกลับ แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้หนี และระบุว่าจะให้ตนทำอย่างไร เพราะมีประชุมพรรคในเวลา 15.00 น.
กระทั่งเวลา 14.57 น. ที่ประชุม ครม.ได้เริ่มพิจารณารถไฟฟ้าสายสีส้ม โดยเลขาธิการ ครม.ได้เชิญผู้ว่ารฟม. ผู้บริหาร รฟม. และตัวแทนอัยการสูงสุด มาชี้แจงความเป็นมาของโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม
จากนั้นเลขาธิการ ครม. ได้อ่านความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าเรื่องอยู่ระหว่างการดำเนินคดี ควรรอให้มีความชัดเจน เช่นเดียวกับกระทรวงการคลังที่ระบุว่า เรื่องนี้มีประเด็นฟ้องร้องอยู่ จึงจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบ
ก่อนที่พล.อ.ประยุทธ์จะถามความเห็นของ ครม. ซึ่งนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทักท้วงว่า อัยการสูงสุดได้ให้ความเห็นว่าควรรอคำพิพากษา ต่อให้เข้ามาเป็นเรื่องเพื่อทราบก็ไม่รู้ว่าจะให้ทราบเรื่องอะไร
ขณะที่นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข กล่าวเสริมว่า ควรรอฟังคำพิพากษาของศาลปกครองก่อนและไม่เห็นด้วยที่นำเสนอเรื่องนี้เข้ามา นอกจากนี้ ยังมีรัฐมนตรีอีกหลายคนแสดงความไม่เห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าว อาทิ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯนายนริศ ขำนุรักษ์ รมช.มหาดไทย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี อธิบายว่า เรื่องนี้มีอยู่ 4 ประเด็นที่ต้องพิจารณา ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เรียก รฟม.มาชี้แจงให้ฟังแล้วได้แก่ 1. มีการล็อกสเปคหรือไม่ เรื่องนี้ศาลปกครองตัดสินแล้วว่าไม่มีการล็อกสเปค แต่บีทีเอสเป็นผู้ที่ไม่ยื่นประมูลเอง และศาลอาญาตัดสินแล้วไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้ใคร 2. เงินส่วนต่างของบีอีเอ็มกับบีทีเอส จะให้ รฟม.ชี้แจง 3. มีคดีค้างที่ศาลและคณะป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือไม่ ที่ค้างอยู่ในศาลปกครองสูงสุดคือ คดียกเลิกการประมูลปี 63 มิชอบ ส่วนที่ ป.ป.ช.ไม่มีคดีค้าง และ 4. ทำไมไม่รอผลการพิจารณาของศาลปกครองก่อน ซึ่งศาลปกครองกลางมีคำตัดสินมาแล้วว่าไม่คุ้มครอง และหากรอเวลาไปเรื่อยๆ ยิ่งเกิดความเสียหาย และถูกฟ้องเรื่อยๆ รวมถึงหากยุบสภาไปแล้วจะอนุมัติไม่ได้
ทั้งนี้นายวิษณุ ยังแสดงความเห็นส่วนตัวว่า “ครม.ควรเห็นชอบ แต่เนื่องมีคดีค้างอยู่ในศาล ควรให้มีคำพิพากษาของศาลก่อน แต่ยังไม่ควรมีการอนุมัติให้ลงนามในสัญญาจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา”
ซึ่งมีรัฐมนตรีหลายคนเห็นด้วยกับความเห็นของนายวิษณุ อาทิ นายอเนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา
หลังจากแสดงความเห็นอย่างกว้างขวางราวชั่วโมง ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์พูดตัดบทว่า “ผมตัดสินใจให้ถอนเรื่องไปก่อน รอให้ศาลพิจารณาได้ข้อยุติก่อน ส่วนเรื่องของอนาคตค่อยว่ากัน ขอโทษด้วยที่ต้องถอนเรื่องนี้ออกไป เข้าใจทุกฝ่าย ถ้าโครงการนี้ดีและไม่มีข้อครหา รัฐบาลหน้าก็มาดำเนินการต่อ ถ้าอยากอนุมัติเร็วๆ ก็ต้องมีรัฐบาลให้ได้เร็วๆ”
จากนั้นนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ได้แนะนำว่า หากจะถอน ต้องให้นายอธิรัฐเป็นผู้ขอถอนวาระดังกล่าวออกเพราะเป็นผู้เสนอ นายอธิรัฐจึงได้ขอถอนวาระออกจากที่ประชุมจากนั้นที่ประชุม ครม.ได้พิจารณาวาระต่อ
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้นายอธิรัฐแม้จะเป็นผู้เสนอเรื่องเข้ามา และนายอนุทิน เป็นคนเซ็นให้ผ่านเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ในฐานะรองนายกฯ กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม แต่ทั้งสองกลับไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไรเลย
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การประชุม ครม.วันที่ 14 มี.ค. ที่คาดว่า จะเป็นการประชุมนัดสุดท้ายก่อนการยุบสภา โดยเมื่อเป็นรัฐบาลรักษาการจะไม่สามารถอนุมัติงบประมาณ งบประมาณผูกพันและนโยบายสำคัญได้อีก กระทรวงต่างๆจึงส่งเรื่องเข้ามาพิจารณารวมทั้งวาระพิจารณา วาระเพื่อทราบและวาระพิจารณาจร รวมแล้วมากกว่า 100 วาระ ใช้เวลาในการประชุมร่วม 7 ชั่วโมง และมีการอนุมัติโครงการที่ต้องใช้เงินงบประมาณ การลดภาษี การให้สินเชื่อ และการชดเชยวงเงินให้กับสถาบันการเงิน รวมวงเงินกว่า 173,850 ล้านบาท
นอกจากนี้ ในระหว่างการพิจารณาวาระนำเสนอการกำหนดประเภทและรูปแบบสลากกินแบ่งรัฐบาลประจำปี 2565 โดยมีอยู่ช่วงหนึ่งนายวิษณุ ได้สอบถามประธานบอร์ดกองสลากกินแบ่งรัฐบาลที่มาชี้แจงว่า การกำหนดประเภทใหม่นี้ ยังเป็นสลากกินแบ่งรัฐบาลใช่หรือไม่ ยืนยันกับ ครม.ได้หรือไม่ เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยเมื่อสิบปีที่แล้ว
ประธานบอร์ดกองสลากฯ จึงยืนยันว่า ไม่ซ้ำรอยแน่นอน เพราะครั้งนี้เป็นสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่ผิดหลักไม่เหมือนกับครั้งก่อนที่เป็นสลากกินรวบ ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์กำชับว่า ช่วยดูแลอย่าให้มีการทุจริต และอย่าให้ขายเกินราคา