“สาทิตย์ วงศ์หนองเตย” ปชป.ถอดบทเรียนปี 62 ขอโอกาสสู้ใหม่ รู้ทัน “ทักษิณ” นักการตลาดการเมือง
หมายเหตุ : “สาทิตย์ วงศ์หนองเตย” ส.ส.ตรัง และแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษ “รายการสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” วิเคราะห์ถึงการต่อสู้ทางการเมืองในสนามเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ “ภาคใต้” ได้กลายเป็นสมรภูมิที่ทำให้หลายพรรคการเมืองหวังเข้ามาปักธงกันอย่างดุเดือด
นอกจากนี้ สาทิตย์ ยังวิเคราะห์ถึง “พรรคเพื่อไทย” กับโอกาสชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ ซึ่งเชื่อมโยงกับความหวัง ของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี จะได้กลับบ้านหรือไม่ ? เผยแพร่ผ่านช่องยูทูบ Siamrathonline เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2566 ที่ผ่านมา
-วิเคราะห์สถานการณ์สมรภูมิเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้ ที่แต่ละพรรคมุ่งลงไปช่วงชิงที่นั่ง เนื่องจากที่นั่งส.ส. เพิ่มมากจากการเลือกตั้งปี 2562 พรรคประชาธิปัตย์ต้องปรับหรือต้องรุกอย่างไร
ต้องยอมรับว่า ภาคใต้ตอนนี้หลายพรรคหวังที่จะไปช่วงชิงที่นั่งในภาคใต้ ความจริงหากเทียบ 500 ที่นั่งในประเทศไทยในภาคใต้มีน้อยสุดคือ 58 ที่นั่ง เมื่อเทียบกับปี 2562 ก็เพิ่มไม่มาก 58 ที่นั่งส.ส. ถ้าเทียบกับ 500 ที่นั่งเทียบกับภาคเหนือ เทียบกับภาคอีสาน แม้กระทั่งเทียบกับภาคกลางก็ยังถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก แต่ด้วยหลายเหตุผล ทำให้หลายพรรคมีความพยายามเจาะที่นั่งของพรรคประชาธิปัตย์ หรือว่าที่นั่งของการเลือกตั้งส.ส.ในภาคใต้ ซึ่งก็เป็นสิทธิ์และแสดงให้เห็นว่า ภาคใต้เป็นการเมืองที่เปิดกว้าง และคนปักษ์ใต้สนใจการเมือง
ครั้งนี้ที่มีหลายพรรคลงไปก็จะมีความหลากหลายของข้อมูลข่าวสารในการตัดสินใจ ถือเป็นข้อที่ดี ซึ่งทำให้พรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นเจ้าถิ่นเดิมและแชมป์เดิมต้องทำงานหนักมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีกับประชาชนที่เขาจะเลือกตั้งว่า เขาจะได้รับข้อเสนอที่ดีและผู้ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งที่มีความพยายาม
มีข้อเท็จจริงในสนามเลือกตั้งภาคใต้นับตั้งแต่ปี 2518 จนถึงปี 2562 การเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแชมป์ทุกสมัย อย่างการเลือกตั้งปี 2551 และการเลือกตั้งปี 2554 เคยได้ถึง 80 ถึง 90% ของที่นั่งในภาคใต้
แต่ก็แปรเปลี่ยนไปในการเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เหลือ 22 ที่นั่ง เสียให้พรรคพลังประชารัฐไป 13 ที่นั่ง เสียให้พรรคภูมิใจไทยไป 9 ที่นั่ง
อาจจะพูดได้ว่า ในซีกของฝั่งที่ต่อต้านระบอบทักษิณในการเลือกตั้งปี 2562 หรือถอยกลับไปก่อนหน้านั้น แตกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ถูกเสนอชื่อในนามพรรคพลังประชารัฐ และฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเงื่อนไขสำคัญคือบัตรใบเดียว ทำให้คนต้องตัดสินใจว่า จะเลือกโดยยึดส.ส.เขต หรือเพราะหัวหน้าพรรค แคนดิเดตนายกฯ หรือเลือกจากพรรค คนที่ตัดสินใจโดยใช้เหตุผลทางการเมือง คือต้องการคนที่ไปต่อต้านระบอบทักษิณในขณะนั้นก็ตัดสินใจเลือกพล.อ.ประยุทธ์หรือพรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ก็สูญเสียที่นั่งไป
แต่ในสนามการเลือกตั้งครั้งหน้า มันยากที่จะเอาการเลือกตั้งครั้งที่แล้วมาคิด ด้วยเหตุผลที่ว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าใช้บัตรสองใบ ก็จะทำให้เกิดลักษณะที่เรียกว่าเลือกคนที่เรารัก เลือกพรรคที่เราชอบ ซึ่งปัจจัยในการตัดสินใจ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวของพรรค หรือแคนดิเดตนายกฯ อย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าแคนดิเดตนายกฯ หรือตัวผู้รับสมัครเลือกตั้งของพรรคนั้นๆ ในแต่ละเขตเลือกตั้ง มีความแข็งแกร่ง ผูกพันใกล้ชิด ถูกใจ และได้รับความนิยมจากคนในเขตเลือกตั้งมากน้อยเพียงใด
ผมทำนายว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าทั้งในภาคใต้ และที่อื่นอาจจะมีลักษณะการเลือกที่แยกกันคือ เลือกส.ส.ที่เขารักหรือผูกพันจากพรรคหนึ่ง แต่เวลาเลือกพรรคการเมืองอาจจะเลือกอีกพรรคหนึ่งก็ได้ ซึ่งแนวโน้มค่อนข้างสูง แต่ว่าสนามการเลือกตั้งปักษ์ใต้ครั้งหน้า ก็ยังยากที่จะสรุปฟันธงในเวลานี้เพราะยังเหลือเวลา หากยุบตามที่พล.อ.ประยุทธ์พูดคือต้นเดือนมีนาคม
- กว่าจะสมัครรับเลือกตั้ง กว่าจะรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งก็เกือบ 60 วัน
ก็ขึ้นอยู่กับแผนการหาเสียงเลือกตั้งของแต่ละพรรคทั้งการออนแอร์ คือการออกทีวี ออนไลน์ในโซเชียล หรือออนกราวน์ เช่นการจัดปราศรัย จัดเครือข่ายลงพบปะพี่น้องประชาชน ตัวผู้สมัครเดินไปพบปะพี่น้องประชาชน ตัวข้อความที่แต่ละพรรคสื่อสารถึงประชาชนจะมีผลที่จะทำให้เป็นปัจจัยสำคัญในการติดตัดสินใจของพี่น้องประชาชน
จะเห็นได้ว่าเวลานี้ซีกของพรรคพลังประชารัฐก็แตกเป็น 2 ส่วนกลายเป็นพรรครวมไทยสร้างชาติและพรรคพลังประชารัฐ และยังมีพรรคภูมิใจไทยที่พยายามไปเจาะพื้นที่ขยายไปจากเดิมที่มีจังหวัดสตูล กระบี่ ก็พยายามไปเจาะที่พังงาและภูเก็ต พยายามจะขยายเพิ่มแม้กระทั่งที่จังหวัดตรัง
ผมว่าหลักๆ หากสู้กันจริงๆ ในภาคใต้รอบหน้า จะมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นหลัก รองลงมาพรรครวมไทยสร้างชาติในหลายจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช เป็นต้น และถัดมาพรรคพลังประชารัฐ แต่ส.ส.เดิมของพรรคพลังประชารัฐที่ย้ายไปอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติก็เยอะ
ส่วนพรรคประชาชาติ ยังมีอดีตส.ส.ที่เป็นเสียงข้างมากในพื้นที่อยู่ แต่ครั้งนี้เมื่อยุบสภาฯ เงื่อนไขการย้ายพรรค กลับไปเหลือ 30 วัน โอกาสที่จะย้ายกันอีก ก็อาจจะเป็นตัวแปรได้ ฉะนั้นสนามเลือกตั้งในภาคใต้รอบหน้าเข้มข้น คิดว่าทุกพรรคคงจะต้องวางแผนรณรงค์หาเสียงกันอย่างเข้มข้น
- คุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ออกมาเปิดไพ่ เชิญอดีตหัวหน้าพรรค 3 ท่านมาลงปาร์ตี้ลิสต์ และมาช่วยในการหาเสียง ตรงนี้มีนัยสำคัญอะไรที่ต้องติดตาม
พรรคประชาธิปัตย์มีข่าวลบมาตลอด ตั้งแต่เรื่องส.ส.ย้ายพรรคทั้ง นายกรณ์ จาติกวณิช นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาคที่ออกไป และส.ส.ที่ย้ายออกไปอีก เมื่อเทียบแล้วยุคนี้ในสภาฯ ส.ส.ย้ายออก หรือลาออกก่อนยุบสภาฯเป็น 100 คน ส่วนของพรรคประชาธิปัตย์มีส.ส.ลาออก 7-8 คน
แต่เราเจอข่าวลบ ก็เลยทำให้พรรคดูถดถอยในสายตาของคนทั่วไป แต่พอนายจุรินทร์ ประกาศ ซึ่งในพรรคเองพวกเราเรียกร้องมาตลอดว่า ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า จำเป็นที่จะต้องระดมทุกสรรพกำลังที่พรรคมีอยู่ แสดงให้เห็นว่าคนของพรรคที่พร้อมจะช่วยพรรคประชาธิปัตย์และขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การแก้ไขปัญหาประชาชน
เรามีคนที่มากประสบการณ์อย่างท่านชวน หลีกภัย ท่านบัญญัติ บรรทัดฐาน ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่ด้วยความที่ข่าวที่วุ่นวายที่คุณอภิสิทธิ์อาจจะมีปัญหานู่นนี่นั่น เมื่อนายจุรินทร์ ประกาศไป ผู้สนับสนุนพรรค หรือแม้กระทั่งสมาชิกพรรคก็ถอนหายใจโล่งอกว่า ตกลงคุณอภิสิทธิ์ยังอยู่กับพรรค คุณชวนก็ยังช่วย คุณบัญญัติก็ยังอยู่
เพราะลำพังคุณจุรินทร์ก็ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า ในแง่ของผลโพลเสียเปรียบคนอื่น ก็ต้องเพิ่ม เสริมกำลังขึ้นมา มันเหมือนเป็นการแท็กทีม พอแท็กทีมแบบนี้ ก็ทำให้พรรคดูสตรองขึ้น แข็งแกร่งขึ้น ทำให้กลบข่าวไม่ดี ซึ่งก็เป็นผลดี อย่างน้อยในไลน์ผมที่มาจากเขตเลือกตั้ง เสียงขานรับการเอาคุณอภิสิทธิ์ คุณชวน คุณบัญญัติ กลับมาช่วยพรรคเป็นไปในทางบวก
แต่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่อไปด้วยว่า เมื่อทั้ง 3 ท่านตอบตกลง ที่จะมาลงสมัครรับเลือกตั้งในบัญชีรายชื่อแล้ว บทบาทของท่านจะเป็นอย่างไร ในการออกไปรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง แนวคิดของพรรค นโยบายของพรรค ยุทธศาสตร์การหาเสียงของพรรคจะเป็นอย่างไรก็ต้องดูกันต่อไป
- กระแสที่บอกมา จะเป็นการพลิกวิกฤติที่พรรคเผชิญกับข่าวลือต่างๆ กระแสนี้พอจะสู้กับพล.อ.ประยุทธ์ได้หรือไม่
ต้องยอมรับในภาคใต้ กระแสพล.อ.ประยุทธ์ดีมาตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งเป็นผลมาจากการชุมนุมปี 2556-2557 ของ กปปส.ในการลุกขึ้นสู้ต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรม สู้กับระบอบทักษิณ พอเกิดเหตุร้าย มีกลุ่มผู้ติดอาวุธมาทำร้ายประชาชน บทบาทของพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะปกป้องประชาชนไม่ให้เกิดเหตุร้าย จนกระทั่งเหตุร้ายยกระดับมาถึงจุดหนึ่ง เกินกว่าการชุมนุมที่สงบของกปปส.จะต้านรับได้ ก็มีการใช้เหตุผลทางด้านความมั่นคงขึ้นมา คือการรัฐประหาร
ซึ่งการรัฐประหารครั้งนั้น ก็ต้องยอมรับว่าคนภาคใต้ส่วนใหญ่เข้าร่วมชุมนุมกับ กปปส. ก็มีความรู้สึกที่ดีกับพล.อ.ประยุทธ์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บทบาทของพล.อ.ประยุทธ์ตอนเป็นหัวหน้าคสช. ก็เป็นบทบาทที่คนภาคใต้รู้สึกชื่นชอบในบุคลิกความเด็ดขาด ฉะนั้นที่สำคัญที่สุดคือบทบาทพล.อ.ประยุทธ์ที่แข็งกร้าวต่อท่าทีของอดีตนายกฯ ทักษิณ ซึ่งตอนนั้นอยู่ต่างประเทศ และท่าทีของพล.อ.ประยุทธ์ที่มีความชัดเจนว่า ต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย ซึ่งก็เป็นที่ชื่นชอบเป็นบุคลิกที่คนปักษ์ใต้รู้สึกว่าโดนใจมันจึงส่งผล 2 เรื่องคือ
1.ตอนที่คสช.ให้มีการตั้งกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญก็ผ่านความเห็นชอบในภาคใต้ แต่ละเขต แต่ละจังหวัดผ่าน 70 ถึง 80% ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามันโยงกันอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อมาถึงตอนเลือกตั้งพล.อ.ประยุทธ์ ถูกเสนอชื่อโดยพรรคพลังประชารัฐก็ได้ส.ส.ไป 13 ที่นั่ง จากเดิมที่พรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคใหม่อยู่ๆได้ส.ส. 13 ที่นั่ง แล้วหลายๆ ที่นั่งที่ได้ คือชนะคนของพรรคประชาธิปัตย์ด้วย
ต้องยอมรับว่าการที่พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ มา 4 ปีหลายเรื่องที่มีปัญหาก็ยังมีข้อผิดพลาด เพียงแต่ว่ากระแส หากดูจากโพลปีนี้ถือว่ายังนำอยู่ แต่เปอร์เซ็นต์ตกลงจากปัญหาที่ทำงานมาตลอด 4 ปีมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจและเรื่องต่างๆ ก็ทำให้กระแสพล.อ.ประยุทธ์ถึงนำ ก็นำอยู่ไม่ห่าง หรือไม่ทิ้งขาดมากนัก
ฉะนั้นในการแข่งขันการเลือกตั้ง แผนการหรือยุทธศาสตร์ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งจึงมีผลมากว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะชูพล.อ.ประยุทธ์มีนโยบายโดนใจ คนใต้อย่างไร ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์จะมีนโยบายเฉพาะภูมิภาคในภาคใต้อย่างไรบ้าง
2.ตัวผู้สมัครส.ส.จากพรรครวมไทยสร้างชาติ หรือจากพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วในแต่ละพื้นที่ คนไหนโดนใจหรือมีความผูกพันกับพี่น้องประชาชนมากน้อยกว่ากัน ก็ต้องมีการแข่งขันกันสูงมาก
ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เอง ผลจากการเลือกตั้งปี 2562 ที่ส.ส.ได้ลดลง มันทำให้เรารู้เลยว่า คนปักษ์ใต้กำลังให้บทเรียน พูดง่ายๆ คือสั่งสอนพรรคประชาธิปัตย์ในหลายเขต เช่น เมื่อก่อนส.ส.อาศัยกระแสพรรคไม่ค่อยลงพื้นที่ ไม่ค่อยใกล้ชิดประชาชน ก็ถูกประชาชนสั่งสอน เราก็เก็บบทเรียนนั้น ทบทวนบทเรียน ฉะนั้น 4 ปีที่ผ่านมา ตัวผู้สมัครของพรรคที่ยังอยู่กับพรรค หรือเป็นส.ส.ปัจจุบันต้องทำงานหนักมาก
ยกตัวอย่างผมที่เมื่อปี 2562 ผมชนะการเลือกตั้งจริง แต่คะแนนลดลงไป เพราะถูกแชร์ไปพรรคพลังประชารัฐ ไปพรรคอนาคตใหม่ ผมก็เก็บเกี่ยวบทเรียนนั้น มาทำงาน มาดูแลประชาชนในช่วงโควิด-19 มากขึ้น ด้วยความที่เราเก็บเกี่ยวบทเรียนและทบทวนบทเรียน แก้ไขเข้าถึงประชาชนพูดคุยเสนอแนวทางต่างๆ ผมก็คิดว่าคนก็น่ายอมรับหรือเห็นว่าเราทำงานหนักมากขึ้นจริงๆ
- ความชัดเจนของพล.อ.ประยุทธ์ ที่ประกาศว่าจะยุบสภาฯในเดือนมีนาคม จะเป็นการสร้างแรงกดดันทางการเมืองให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลหรือไม่
สำหรับแต่ละพรรคไม่มีแรงกดดันอะไรเพราะทุกคนคาดหมายอยู่แล้ว เนื่องจากว่าถึงไม่ประกาศว่าจะมีการยุบสภาฯเดือนมีนาคม แต่ก็ต้องครบวาระ 4 ปี ตามรัฐธรรมนูญในวันที่ 23 มีนาคม และทุกคนดูเหมือนว่าจะอ่านเกมออกตั้งแต่ต้นอยู่แล้วว่าจะอย่างไร เพราะงานนี้พล.อ.ประยุทธ์เลือกยุบสภาฯแน่นอน เช่น เรื่องคนที่จะย้ายพรรคเหลือเวลาอีก 30 วัน การที่พล.อ.ประยุทธ์ประกาศไปอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติ และดูเหมือนว่าพรรครวมไทยสร้างชาติยังแต่งองค์ทรงเครื่องไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์นัก คงจะยืดเวลาไปถึงเดือนมีนาคมและก็จะมีการยุบสภาฯฉะนั้นเมื่อเป็นที่คาดหมาย ก็ไม่ได้เป็นแรงกดดันอะไร เพียงแต่ว่าทำให้เกิดความชัดเจนตรงกับที่คาดหมายไว้
ผมคิดว่าทุกพรรคการเมืองตอนนี้มีแผนการรณรงค์หาเสียง เห็นได้ว่าทุกพรรคมีการเปิดตัวกันไปหมดแล้ว อย่างพรรคประชาธิปัตย์เราแสดงความพร้อม ในภาคใต้ เราประกาศตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง 58 เขต เป็นพรรคการเมืองแรกที่แสดงความพร้อมในภาคใต้ พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่มีความผูกพันและพร้อมที่จะทำงานให้กับพี่น้องภาคใต้
- ในส่วนของพรรคเพื่อไทย ที่หลายคนต้องจับตามอง เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์มาโดยตลอด ล่าสุดคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ออกมาประกาศว่า เมื่อสมัยเป็นพรรคไทยรักไทย เราเคยทำมาแล้ว 377 ที่นั่ง มารอบนี้เรียกร้องให้พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยทำให้ได้ 320 ที่นั่ง มีความเป็นได้มากน้อยแค่ไหน
นายทักษิณเป็นนักโฆษณาชวนเชื่อ และพูดมาตลอดว่าจะต้องได้มาก เท่านั้น เท่านี้ ซึ่งเป็นกลยุทธ์เก่าๆ ที่ใช้กันมาตั้งแต่ยุคที่นายทักษิณยังเรืองอำนาจอยู่ ตอนที่พรรคไทยรักไทยได้ 377 ที่นั่ง ใครๆ ก็คิดว่าแข็งแกร่งที่สุดแล้ว แต่ปรากฏว่าอยู่ได้ปีเดียวก็เจ๊ง เพราะมีเรื่องการขายหุ้นของชินคอร์ป โดยไม่จ่ายภาษีกลายเป็นประเด็นทั้งในสภาฯและนอกสภาฯจนในที่สุดนายทักษิณก็ต้องยุบสภาฯ เมื่อยุบสภาฯแล้วก็มีการบอยคอตเลือกตั้ง เกิดการจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็มีปัญหากติกาเลือกตั้งการยกเลิกผลการเลือกตั้งในขณะนั้น และเป็นชนวนในการรัฐประหาร
ฉะนั้นการโฆษณาชวนเชื่อแบบนั้น ผมคิดว่าคนตามทัน คุณทักษิณครั้งนี้ทุ่มเทมาก ถึงขนาดส่งลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนออกมาเป็นผู้นำ แต่คนก็อ่านออกเหมือนกันว่า พรรคเพื่อไทยเอาเข้าจริง ไม่ใช่พรรคการเมืองในความหมายของรัฐศาสตร์ แต่ยังเป็นพรรคของครอบครัวชินวัตร อย่างนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยก็โดนกดทับโดยครอบครัวเพื่อไทยอีกที ซึ่งคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัวก็ไม่ใช่ใคร ก็คือลูกสาวของนายทักษิณ ซึ่งโครงสร้างของครอบครัวใหญ่กว่าพรรคเพื่อไทย
แปลว่าปัจจุบันคนปักษ์ใต้อ่านการเมืองออกว่า พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้ก้าวข้ามทักษิณ ยังมีเรื่องของทักษิณ และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊ง พูดเรื่องนโยบายคนก็ ตามทันว่า จริงๆที่อุ๊งอิ๊ง พูดไม่ใช่นโยบายแต่ต้องการเอาพ่อกลับบ้าน ซึ่งพูดชัดมาก ในหลายที่สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของนายทักษิณ ฉะนั้นสิ่งที่นายทักษิณโฆษณามาเป็นเรื่องเก่าคนตามทัน การดำเนินการของอุ๊งอิ๊งพูดเรื่องเอาพ่อกลับ เป็นการเปิดให้เห็นตั้งแต่ต้นว่าจริงๆ แล้ว พรรคเพื่อไทยมี agenda อะไรผมว่าคนปักษ์ใต้ตามทัน
ฉะนั้นแรงกดดันของพรรคเพื่อไทยในภาคใต้ อาจจะฟังดูหวือหวา เพราะพรรคเพื่อไทยเป็นนักโฆษณา ประชาสัมพันธ์ทางการตลาด แต่เอาเข้าจริงในทางการเมือง ถ้ามีการพูดจาชัดเจน เปิดให้เห็นข้อเท็จจริงของพรรคเพื่อไทยมากขึ้น คนปักษ์ใต้ซึ่งสะสมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของนายทักษิณ และพรรคเพื่อไทยตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา มองออกได้ชัด
สิ่งที่นายทักษิณบอกว่า พรรคฝ่ายประชาธิปไตย ผมว่าพรรคฝ่ายประชาธิปไตยตอนนี้ก็รวนเหมือนกัน อย่างพรรคก้าวไกล ที่อดีตผู้สมัครอย่างคริส โปตระนันทน์ ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า แท้ที่จริงแล้วโครงสร้างของพรรคก้าวไกลก็ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย เหมือนกับโปลิตบูโร ที่มีตัวเจ้าของพรรคคอยตัดสิน แล้วต่างอะไรกับพรรคเพื่อไทยที่มีครอบครัวชินวัตรเป็นตัวครอบพรรคอยู่ เมื่อขึ้นเวทีนพ.ชลน่านต้องโค้งให้อุ๊งอิ๊ง ไม่ใช่อุ๊งอิ๊งโค้งให้หัวหน้าพรรคตามกฎหมาย มันเป็นเรื่องแปลกประหลาดทางการเมือง
ในยุคปี 2566 ยุคปี 2523 การเจริญเติบโตของระบอบประชาธิปไตยที่เปลี่ยนจากประชาธิปไตยโดยตรง มาเป็นประชาธิปไตยโดยอ้อม ผ่านระบบตัวแทน มีระบบพรรคการเมืองตามหลักคิดแนวทางรัฐศาสตร์ สุดท้ายก็หนีไม่พ้นความเป็นเจ้าของพรรคที่แท้จริงที่มาครอบพรรคการเมือง ในความหมายตามรัฐศาสตร์อีกที
ซึ่งในส่วนนี้คนปักษ์ใต้เขามองเห็นว่า ถ้านับโครงสร้างความเป็นประชาธิปไตย ผมว่าพรรคประชาธิปัตย์พูดได้เต็มปากเต็มคำว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ได้มีเจ้าของที่แท้จริงและมีโครงสร้างความเป็นประชาธิปไตยที่ชัดเจน เมื่อเทียบกับพรรคภูมิใจไทย คนก็ยังมีความรู้สึกมีการกดปุ่มสั่งการมาจากคนบุรีรัมย์หรือเปล่า อย่างพรรคพลังประชารัฐก็มีความผูกพันกับตัวพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐมากกว่าที่จะเป็นโครงสร้างที่เป็นประชาธิปไตยในพรรค ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคใหม่ซึ่งก็ยังไม่ชัด
แต่เมื่อเทียบกับพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ในแง่ของความเป็นประชาธิปไตยอย่างที่นายทักษิณพยายามที่จะโฆษณาชวนเชื่อ ผมว่าเนื้อแท้มันไม่ใช่และคนปักษ์ใต้ตามทัน
- อยากจะฝากอะไรไปถึงประชาชนในการเก็บข้อมูลก่อนที่ตัดสินใจเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคม
ขอพูดกับพี่น้องชาวปักษ์ใต้บ้านเรา เป็นเรื่องดีที่สนามปักษ์ใต้เปิดกว้าง พอสนามปักษ์ใต้เปิดกว้างคนหลายพรรคเข้ามา เราก็มีโอกาส จริงๆ แล้วภูมิศาสตร์ภาคใต้เป็นแหลมที่ยื่นไปในทะเล ซีกหนึ่งเป็นอันดามัน อีกซีกหนึ่งก็ติดกับอ่าวไทย โดยปกติก็มีคนหลายชาติหลายภาษาเข้ามา และคนปักษ์ใต้ก็รับมือกับความหลากหลาย ทั้งทางด้านความคิด ความอ่านมายาวนาน จนกระทั่งมีความหนักแน่นเพียงพอที่จะตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลที่ตัวเองกลั่นกรองมาแล้วได้ดีที่สุด
ตลอดหลาย 10 ปีที่ผ่านมา คนปักษ์ใต้กลั่นกรองมาตลอดว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวแทนของประชาชน และประชาชนก็ไว้เนื้อเชื่อใจ และเราเองก็ทำงานให้พี่น้องชาวปักษ์ใต้มาตลอดปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม ในหลายเรื่อง แม้ในยุคหลังจะถูกบิดเบือนอย่างไรก็ตาม ที่สุดแล้วเมื่อมีการชี้แจงกัน เอาข้อมูล ข้อเท็จจริงมาแบให้เห็น ประชาชนก็ยังให้ความเชื่อถือไว้วางใจ
การเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ประชาชนให้บทเรียนกับเรา ซึ่งเราก็กราบขอบพระคุณพี่น้องที่ให้บทเรียนกับเรา ทำให้เรารู้สึกตัวและเราก็ปรับปรุงตัวเองในการเลือกตั้งในปี 2566 ฉะนั้นเราเองก็อยากจะฝากถึงพี่น้องว่า เที่ยวนี้เรามีนโยบายที่ชัดเจน ในการซึมซับเอาปัญหาของพี่น้อง แนวทางการพัฒนาภาคใต้ทั้งหลาย การคัดเลือกตัวผู้สมัครของพรรคทั้งหลาย รวมถึงการที่ออกรณรงค์พบปะกับพี่น้องทำความเข้าใจ ไปเยี่ยมพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด เราก็ขอความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนอีกครั้งว่า ให้โอกาสกับพวกเรา เป็นโอกาสของพรรคประชาธิปัตย์และเป็นโอกาสของภาคใต้