นายกฯ ห่วง พิษณุโลก น้ำประปาไม่พอ ไม่มั่นใจภาคกลางน้ำไม่ท่วม เผย นำร่องธนาคารน้ำใต้ดินที่ชัยนาท หวังป้องกันน้ำแล้ง
เมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 14 ต.ค. 2566 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯและรมว.คลังและคณะ ตรวจเยี่ยมและติดตามสถานการณ์น้ำ ที่องค์การบริหารส่วนตำบลหอกลอง ต.หอกลอง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก เพื่อพูดคุยปัญหาการระบายน้ำ และการวางแผนเพิ่มสถานีสูบน้ำ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ได้เดินทางมาร่วมด้วย โดยทันทีที่นายกฯ เดินทางมาถึงได้ทักทายและถ่ายรูปกับประชาชนที่มาต้อนรับ
โดยเมื่อนายกฯ เดินทางมาถึงได้เดินทักทายประชาชนอย่างอารมณ์ดีและรับฟังปัญหาการขาดแคลนน้ำและน้ำท่วมของประชาชน โดยเน้นย้ำว่า แนวทางการทำงานของรัฐบาลต่อไป ต้องไม่ท่วมไม่แล้ง และแนวทางหนึ่งที่จะป้องกันน้ำแล้งได้คือการทำธนาคารน้ำใต้ดิน หากประชาชนในพื้นที่สนใจจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ซึ่งแนวทางนี้จะใช้เวลาเพียงไม่นาน 3 เดือนก็ดำเนินการได้
ทั้งนี้ได้มีประชาชนถือป้ายเรียกร้อง เงินดิจิทัล 10,000 บาท โดยนายเศรษฐาได้ นำป้ายดังกล่าวมาถือ ที่มีข้อความระบุว่า อยากให้ถึงกุมภาพันธ์ อยากใช้เงิน Digital 10,000 บาท ทำให้เรียกเสียงเฮฮาจากประชาชน ที่มาให้การต้อนรับอย่างคึกคัก
จากนั้นนายกฯ รับฟังบรรยายสรุปก่อนกล่าวว่า วันนี้มีรัฐมนตรีมากันครบ ซึ่งปัญหาเรื่องน้ำท่วมเป็นปัญหาใหญ่ ก็เข้าใจว่าเป็นฤดูฝนทำให้มีน้ำเยอะและประตูระบายน้ำก็ไม่เพียงพอ ทั้งนี้ตนได้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดตรวจสอบพื้นที่ทำแก้มลิงเพิ่มเพื่อรองรับน้ำฝน และกักเก็บน้ำไว้ใช้ฤดูแล้ง ทั้งนี้นายกฯ ได้แจกถุงยังชีพให้กับประชาชนด้วย
จากนั้นนายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อเช้าที่มาก็ต้องขอโทษนายอนุทินด้วย นึกว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่อยากรบกวนช่วงวันเสาร์ แต่มาเจอปัญหาเรื่องของน้ำประปาที่เป็นท่อระบบเก่ามา 87 ปีก็เลยโทรไปปรึกษารองนายกฯ ซึ่งรองนายกฯ ก็บอกว่าเดี๋ยวมาเองดีกว่า เดี๋ยวตนกับรองนายกฯ ก็จะช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป ซึ่งน้ำประปาในการอุปโภคบริโภค ของจ.พิษณุโลกเป็นเรื่องใหญ่ แต่ไปถึงประชาชนแค่52% ก็น่าเห็นใจ ก็จะไปดูเรื่องการบริหารจัดการน้ำตรงนี้ให้ดี ส่วนพื้นที่บางระกำ เรื่องคลองส่งน้ำก็ยังไม่ดีพอ ซึ่งพื้นที่นี้ก็มีปัญหา พอฤดูฝนน้ำก็ท่วม ฤดูร้อนก็แล้ง หน้าที่เราต้องทำให้ไม่ท่วมไม่แล้ง ซึ่งตนได้มีการสอบถามกรมวิชาการเกษตร เรื่องการให้องค์ความรู้กับเกษตรกร เกี่ยวกับเรื่องความเป็นกรดเป็นด่างปุ๋ยในดินมีมากน้อยแค่ไหนอย่างไร ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่จะช่วยเหลือเกษตรกรถ้ามีผลิตภัณฑ์ทางด้านการเกษตรที่มากขึ้นและค่าใช้จ่ายที่น้อยลง
เมื่อถามว่า จะให้กำลังใจพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยในพื้นที่อย่างไรบ้าง นายเศรษฐากล่าวว่า ก็เห็นใจเพราะบางพื้นที่ท่วมแล้วท่วมอีก แล้งแล้วแล้งอีก ต้องมีการแก้ไขอย่างบูรณาการ เราก็เพิ่งเข้ามาบริหารจัดการได้เพียงเดือนเดียวก็ต้องทำงานต่อไป
เมื่อถามว่า การมาลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วมในครั้งนี้มั่นใจหรือไม่ว่าพื้นที่ภาคกลางจะไม่มีน้ำท่วมยาว นายเศรษฐา กล่าวว่า ไม่มั่นใจเพราะเพิ่งเข้ามาได้เดือนเดียว และเห็นถึงปัญหาว่าสะสมมานานแต่ก็จะช่วยบรรเทาพื้นที่ที่มีการท่วม ทั้งนี้ต้องคิดระยะกลาง ระยะยาว ว่าปีหน้าจะทำอย่างไรอีก 3 ปีจะทำอย่างไรก็คงต้องมีโครงการออกมาอีกพอสมควร
เมื่อถามถึง ธนาคารน้ำใต้ดินที่จะป้องกันน้ำแล้ง ที่จะทำได้ภายใน 3 เดือนเป็นอย่างไร นายเศรษฐา กล่าวว่า ทฤษฎีน้ำใต้ดินเป็นทฤษฎีที่หลายภาคส่วนเห็นด้วย แต่ก็ต้องถามพื้นที่ว่าต้องการธนาคารน้ำใต้ดินหรือไม่ โดยจะมีการนำร่องทำธนาคารน้ำใต้ดิน
ที่จ.ชัยนาททั้งจังหวัดแล้วจะดูว่าจะสามารถช่วยไม่ท่วมไม่แล้งได้จริงหรือไม่ ทั้งนี้หากจังหวัดอื่นๆ เห็นด้วยก็พร้อมที่จะไป
เมื่อถามว่า จะมีโอกาสเห็นระบบบูรณาการน้ำสำเร็จในรัฐบาลนี้หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ก็อยากเห็นเพราะระยะเวลา4 ปีก็เป็นระยะเวลาที่ยาวพอสมควร บางโครงการก็บอกว่าจะทำในปี 67 ถ้าเริ่มต้นได้เร็วผ่านงบประมาณแล้ว ก็อยากให้เร่งทำ เพราะเวลาคนเดือดร้อนก็คือเดือดร้อน
เมื่อถามว่า สำหรับการตอบรับดิจิทัลวอลเล็ตของประชาชน นายเศรษฐา กล่าวว่าทุกเสียงของประชาชนถือว่าเป็นเสียงที่เราต้องฟัง รวมถึงเสียงของผู้ที่คัดค้านด้วย เสียงแนะนำว่าควรจะปรับปรุงอย่างไร เพื่อให้เป็นโครงการที่ดีและมีประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ก็อยากจะฟังเสียงทุกๆเสียงไม่ใช่ว่าจะไม่ฟังใครหรือไม่น้อมรับคำเตือน
เมื่อถามว่า ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงานจนถึงวันนี้ มองภาพรวมการทำงานเป็นอย่างไรบ้าง นายเศรษฐากล่าวว่า หากให้มองตัวเอง แล้วบอกว่าตนเองทำงานเป็นอย่างไรบ้างคงไม่เหมาะสม ให้ประชาชนเป็นคนตัดสินดีกว่า ตนก็หวังว่าจะได้รับความเป็นธรรม เพราะเราทำงานหนักทำงานทุกวันเสาร์-อาทิตย์ รัฐมนตรีก็ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน และพยายามที่จะหาทางออกระยะสั้นให้กับประชาชน เรื่องค่าใช้จ่ายทั้งค่าไฟฟ้า น้ำมันดีเซล เกษตรกรที่เดือดร้อนเราก็มีการพักหนี้ และจะมีนโยบายเข็นออกมาอีกเรื่อยๆ