“เฉลิม อยู่วิทยา” หนุน 3 สถาบัน ร่วมวิจัย โครงการ ป้องกันโรคตาบอดใน เด็กคลอดก่อนกำหนด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 67 ที่ผ่านมา นีล เอ็ม. เบรสเลอร์ แพทยศาสตรบัณฑิต ศาสตราจารย์จักษุวิทยา มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์จอห์นฮอปกินส์ จุน คอง แพทยศาสตรบัณฑิต ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต นักวิชาการอาคันตุกะ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์จอห์นฮอปกินส์ พร้อมด้วย ผศ.พญ.อัจฉรียา วิวัฒน์วงศ์วนา หัวหน้าหน่วยจักษุวิทยาเด็กและตาเข ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รศ.พญ.วรพร ชัยกิจมงคล ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมแถลงงานวิจัยโครงการป้องกันการตาบอดในเด็กในประเทศไทย ที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่
นีล เอ็ม. เบรสเลอร์ เปิดเผยว่า จากงานวิจัยพบว่า เด็กจำนวนมากในประเทศไทยและทั่วโลก เมื่อคลอดก่อนกำหนดจะเสี่ยงต่อการตาบอด จากการเจริญเติบโตของหลอดเลือดใหม่บนผิวจอประสาทตา ซึ่งเรียกว่า โรคจอประสาทตาผิดปกติในทารก จึงเกิดโครงการวิจัย เพื่อให้เด็กแรกเกิดที่คลอดก่อนกำหนดได้เจริญเติบโตพร้อมกับการมีดวงตาที่สมบูรณ์เป็นไปอย่างปกติ
นีล เอ็ม. เบรสเลอร์ กล่าวว่า จากรายงานพบว่า มีเด็กเกิดใหม่ 4-5 หมื่นคนต่อปี แต่เด็กทารกที่เกิดก่อนกำหนด อย่างน้อย 1 ใน 1,000 ในประเทศไทยตาบอด และ 2 ใน 3 เกิดจากโรคจอประสาทตาผิดปกติในทารกเกิดก่อนกำหนด ซึ่งจะมีภาวะแทรกซ้อน หากได้รับการตรวจที่รวดเร็วจากผู้เชี่ยวชาญด้านตาเด็กโอกาสที่ทารกตาจะไม่บอดมีสูงมาก รวมถึงการเฝ้าสังเกตต่อเนื่อง 1-2 สัปดาห์ แต่หากล่าช้าไม่ได้รับการตรวจที่ถูกต้องผ่าน 4 สัปดาห์เด็กทารกอาจจะเสี่ยงตาบอดได้ 25-30 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนดและอยู่พื้นที่ห่างไกลโรงพยาบาลที่มีผู้เชียวชาญด้านดวงตาเด็ก
นีล เอ็ม. เบรสเลอร์ กล่าวว่า โดยตนนำเสนอโครงการฯ ดังกล่าวให้ นายเฉลิม อยู่วิทยา นักธุรกิจชาวไทย เจ้าของธุรกิจกระทิงแดง และผู้ร่วมก่อตั้งเรดบูล จึงได้รับการสนันสนุนเงินทุนสำหรับพัฒนางานวิจัยและจัดซื้ออุปกรณ์กล้องถ่ายภาพจอประสาทตาแบบมุมกว้างสำหรับเด็ก จึงเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์จอห์นฮอปกินส์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัย จากประเทศจีนที่มีประสบการณ์และมีความเชียวชาญด้านนี้ ปัจจุบันกล้องถ่ายภาพจอประสาทตา ถือเป็นเครื่องที่ล้ำสมัย และเชื่อว่าอนาคตจะมีการพัฒนา เพื่อให้ได้เครื่องที่สมบูรณ์ที่สุด รวมถึงนำข้อมูลมาประกอบการวิจัยด้วย ซึ่งจะมีการพัฒนาโปรแกรมระบบเอไอ เพื่อช่วยอ่านค่าตาเด็กได้อย่างเร็วและแม่นยำ ส่วนภาวะเสี่ยงโรคจอประสาทตาเสื่อมและตาบอดของเด็กไทย เชื่อว่ามีแนวโน้มลดลงขอย้ำว่า ถ้าป่วยโรคนี้รักษาเร็ว ป้องกันและหายได้
จุน คอง เปิดเผยว่า เนื่องจากประชากรจีนมีจำนวนมาก ทำให้ผู้ป่วยเด็กทารกเกิดก่อนกำหนดจำมีจำนวนมาก จึงเกิดด้วยความร่วมมือของทั้งสามสถาบันกับโครงการดังกล่าว โดยในส่วนของประเทศจีนมีการทำงานร่วมกันระหว่างแพทย์เด็กและแพทย์ทางตา เพื่อจะได้รักษาเด็กแรกคลอดได้ตรงกับโรค และปัจจุบันนี้ผู้ป่วยเด็กทารกเกี่ยวกับตาก็เริ่มลงน้องลงตามลำดับ
ผศ.พญ.อัจฉรียา เปิดเผยว่า ในส่วนของแม่เด็กหากมีการฝากครรภ์ที่ดีก็มีความสำคัญ การดูแลสุขภาพช่วงตั้งท้องให้ดีสมบูรณ์ ก็จะลดความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนดได้ ซึ่งหาเหตุหลังของโรคนี้คือการคลอดก่อนกำหนด และเมื่อมีเด็กทารกคลอดก่อนกำหนด แพทย์ พยาบาล จะถ่ายรูปดวงตาเด็กส่งมาให้ผู้เชี่ยวชาญได้วินิจฉัยก็รักษาได้ทันท่วงทีเด็กก็จะพ้นจากภาวะตาบอด ทั้งนี้ทางโครงการฯวิจัยกำลังเร่งพัฒนาระบบแพทย์ทางไกล เพื่อส่งข้อมูลผู้ป่วยเด็ก ซึ่งคาดว่าในอนาคตนี้จะสะดวกรวดเร็วช่วยเหลือเด็กแรกเกิดได้ทันก่อนตาเด็กจะบอด สำหรับกล้องถ่ายภาพจอประสาทตาแบบมุมกว้างสำหรับเด็กในประเทศไทยมีไม่ถึง 10 เครื่อง และ 1 เครื่องอยู่ที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่