“บิ๊กแดง” ทะลวงฟัน เปิดศึกการเมือง เคียงข้าง “บิ๊กตู่” ป้อง กองทัพ เทิด สถาบัน
ไม่ใช่หัวหมู่ทะลวงฟัน เพราะเป็นถึงแม่ทัพ เป็น ผบ.ทบ. “บิ๊กแดง” พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ จึงตัองเป็นแม่ทัพบกทะลวงฟัน
ด้วยเพราะเล่นบทบู๊ ปกป้องกองทัพ และสถาบัน มาตั้งแต่เป็นนายทหารเด็กๆ
ตั้งแต่เป็น ผู้พัน ผู้การ ที่ตั้งโต๊ะแถลงข่าว ฉะ “เสธ.แดง” พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล นายทหารรุ่นพี่ ที่เลือกข้างเสื้อแดง โจมตี “บิ๊กป็อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ในเวลานั้นอย่างรุนแรง
ถึงขั้นที่ห้องทำงาน ผบ.ทบ. ถูกยิงด้วย เอ็ม 79 แม้จะไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใครก็ตาม
รวมถึงบทบาทการกระซิบข้างหู จักรภพ เพ็ญแข ที่พูดจาจาบจ้วงหมิ่นสถาบัน ด้วยวาทะที่ว่า “อย่ามายุ่งกับ ในหลวง ของผม”
รวมถึงบทบาทการเป็นขุมกำลังหลักในการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 เมื่อครั้งที่ เป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์(ผบ.พล.1รอ.) ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในเวลานั้น แต่งตั้งมากับมือ
ด้วยการเจรจากับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในเวลานั้นเพื่อยอมให้เปิดทางให้ พล.อ.อภิรัชต์ ขึ้นมาเป็น ผบ.พล.1 รอ.
ที่ยิ่งลักษณ์ ก็ยอมตามที่ขอ สะท้อนถึงความไว้วางใจที่ พล.อ.ประยุทธ์ มีต่อ พล.อ.อภิรัชต์ มายาวนาน
ตลอดเวลาของการเป็นผู้นำหน่วยทหาร พล.อ.อภิรัชต์ แสดงออกชัดเจนถึงการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ มาตลอด
และก็ถูกคาดหมายว่าใน 5 ปีของการเป็นรัฐบาลคสช. พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ก็ดัน พล.อ.อภิรัชต์ ให้ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.จนได้
จาก ผบ.พล.1 รอ. ขึ้นเป็น รองแม่ทัพภาค 1 แม่ทัพน้อยที่1 แม่ทัพภาค1 และ ผช.ผบ.ทบ. จนขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ในปีสุดท้ายของ รัฐบาล คสช.
พล.อ.อภิรัชต์ จึงได้ทำหน้าที่ของ เลขาธิการคสช. และผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยของคสช.
จนมาตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
โดยยังมี พล.อ.อภิรัชต์ เป็นผู้บัญชาการทหารบก คุมขุมกำลังหลักของกองทัพ ต่อเป็นปีที่ 2
ที่ทำให้เชื่อกันว่าเป็น การปิดประตูปฏิวัติ ล้มล้างรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์
เพราะรู้กันดีว่า สายสัมพันธ์ ของพล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.อภิรัชต์ นั้นแนบแน่น ลึกซึ้ง ขนาดไหน
มุมหนึ่ง ก็สามารถกล่าวได้ว่า พล.อ.อภิรัชต์ “มีวันนี้ เพราะพี่ให้”
ในอีกมุมหนึ่ง ก็ต้องบอกว่า พล.อ.อภิรัชต์ ที่เป็นนายทหาร ซึ่งมี “ต้นทุนทางสังคมสูง” ในฐานะลูกชาย “บิ๊กจ๊อด” พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดและหัวหน้าคณะปฏิวัติ รสช.
ก็มีส่วนช่วยสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ที่เป็นทหารเติบโตมาจากบ้านนอกเมื่อมาอยู่กรุง ฯ จาก ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.ร.2รอ.) ดูแลขายแดนตะวันออก ปราจีนบุรี -สระแก้ว มาเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 อยู่กรุงเทพฯ
การเป็นนายกฯ ในรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ทำให้ถูกจับตามองว่ารัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จะมั่นคงอยู่ครบเทอม 4 ปี หรือไม่
แต่การที่มี พล.อ.อภิรัชต์ และกองทัพสนับสนุน ก็เชื่อกันว่าจะทำให้รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ มั่นคง เพราะอย่างน้อย ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็จะไม่ถูกปฏิวัติรัฐประหารอย่างแน่นอน
ตรงกันข้าม กองทัพ โดยเฉพาะกองทัพบก ทำหน้าที่เป็นกองหนุนสำคัญ ของพล.อ.ประยุทธ์ อย่างเปิดเผยชัดเจน
ถึงขั้นที่พล.อ.อภิรัชต์ ยอมเอาตัวเข้าแลกในการถูกวิพากษ์วิจารณ์โจมตีทุกครั้ง หลังจากออกมาให้สัมภาษณ์ หรือแถลงข่าว ในทางการเมือง
ทั้งการไม่การันตีว่าจะไม่มีปฏิวัติรัฐประหาร หากการเมืองไม่เป็นสาเหตุของความวุ่นวายหรือการจลาจล
แต่ในที่นี้ย่อมหมายถึงการปฏิวัติรัฐประหารเพื่อดูแลความสงบไม่ใช่ปฏิวัติเพื่อล้มล้างรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์
รวมทั้งการเปิดเพลง “หนักแผ่นดิน” เพื่อส่งสัญญาณถึงนักการเมือง
ไม่แค่นั้น พล.อ.อภิรัชต์ ยังได้วางตัวนายทหารระดับ แม่ทัพนายกอง ที่จะเติบโตขึ้นมาดูแลกองทัพเคียงข้าง พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีเป้าหมายจะอยู่เป็นรัฐบาล 2 สมัยรวม 8 ปีไว้แล้ว
นำโดย “บิ๊กแก้ว” พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ เสนาธิการทหาร ที่เตรียมจ่อขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดในตุลาคม 2563 นี้
เช่นเดียวกับ “บิ๊กบี้” พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้ช่วยผบ.ทบ.ที่จ่อขึ้นเป็น ผบ.ทบ. แทน พล.อ.อภิรัชต์ ในตุลาคมปีหน้าเช่นกัน
โดยทั้งพล.อ.เฉลิมพล และพล.อ.ณรงค์พันธ์ มีอายุราชการถึงตุลาคม 2566
จากนั้นมีการวางตัว “บิ๊กต่อ” พล.ท.เจริญชัย หินเธาว์ แม่ทัพน้อยที่ 1 น้องรัก สายทหารเสือฯของพล.อ.ประยุทธ์ จ่อขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 และเข้าไลน์สู่การเป็น ผบ.ทบ.
และยังมี “รองอ๊อบ” พล.ต.ทรงวิทย์ หนุนภักดี รองแม่ทัพภาคที่ 1 จ่อคิวเติบโตตามขึ้นมา เช่นกัน
บทบาทของ พล.อ.อภิรัชต์ ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะ การตั้งโพเดี้ยมแถลงอัด พวกซ้ายจัดดัดจริต คิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง ที่ พล.1 รอ. มาแล้ว
ก่อนที่จะตามมาด้วย บทความเชิงวิทยานิพนธ์ ที่พล.อ.อภิรัชต์ เขียนขึ้นเอง จากประสบการณ์ทางการเมือง ตลอดชีวิตรับราชการทหารเป็นต้นมา
รวมทั้งมุมมองด้านงานความมั่นคง ปัญหาชายแดนภาคใต้ และความเคลื่อนไหวทางการเมือง จนถึงโซเชียลมีเดีย
ที่ พล.อ.อภิรัชต์ เปิดหอประชุมกิตติขจร ใน บก.ทบ. แถลงด้วยตนเองเมื่อ 11 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา
โดยมีการเชิญสื่อมวลชนทั้งในประเทศและสื่อต่างประเทศมาร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก
จุดยืนของพล.อ.อภิรัชต์ ไม่เคยเปลี่ยนการดูแลปกป้องกองทัพและสถาบันพระมหากษัตริย์
เพราะต้องไม่ลืมว่ายังสวมหมวกของการเป็น ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ 904 (ผบ.ฉก.ทม.รอ.904) และเป็นนายทหารพิเศษประจำกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ (ทม.รอ.)
ทั้งนี้เพราะได้รับการการันตีแล้วว่าเป็นนายทหารผู้จงรักภักดีต่อสถาบันและผ่านการฝึกหลักสูตร ทม.รอ. เป็นเวลา 3 เดือนคนแรกของกองทัพบก
และเป็น “นายทหารคอแดง” คนแรกของกองทัพบกอีกด้วย
จึงไม่แปลกที่จะเกิดเสียงฮือฮา เมื่อพล.อ.อภิรัชต์ ตั้งชื่อ อาคาร พิพิธภัณฑ์กองทัพบกที่ปรับปรุงใหม่ว่า “อาคารศรีสิทธิสงคราม และ ห้องบวรเดช” จนเป็นที่วิจารณ์ โยงประวัติศาสตร์ กบฎบวรเดช ที่ พระยาศรีสิทธิสงคราม( ดิ่น ท่าราบ) เป็นแกนนำในการยึดอำนาจการปกครองของรัฐบาลคณะราษฎรในปี 2476
ทั้งนี้เพราะสำหรับทหารแล้วมองว่าพระยาศรีสิทธิสงครามเป็นนายทหารที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์และยึดมั่นในคำถวายสัตย์ปฏิญาณตน
คาดกันว่า นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้พล.อ.อภิรัชต์ นำมาตั้งชื่อ อาคารและห้อง ของพิพิธภัณฑ์กองทัพบก ส่วนที่ปรับปรุงใหม่ ตามแนวคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่คิดไว้ตั้งแต่เป็นผบ.ทบ. แต่ไม่ได้ทำ เพราะสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นวุ่นวายและนำไปสู่การรัฐประหาร
ตอนนี้พล.อ.ประยุทธ์จึงให้ ฝาก พล.อ.อภิรัชต์ มาสานต่อในการใช้ประโยชน์พิพิธภัณฑ์กองทัพบกดีกว่าการปิดทิ้งไว้เฉยๆ
โดยทำเป็นห้องรับรองแขกต่างประเทศ ห้องจัดเลี้ยง และห้องประชุมรวมทั้งมีลิฟท์แก้วด้วย
นั่นจึงเป็นเหตุผล ที่พล.อ.อภิรัชต์ เชิญ พล.อ.ประยุทธ์ มาเปิดอาคารศรีสิทธิสงคราม แห่งนี้ เมื่อ 9 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ในโอกาสที่มาเยือนกองทัพบกเป็นเหล่าทัพแรก หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯของรัฐบาลจากการเลือกตั้งและรับตำแหน่ง รมว.กลาโหม
แต่ก็มีการบิดเบือนข่าวว่าพล.อ.ประยุทธ์เป็นคนตั้งชื่ออาคารศรีสิทธิสงครามและห้องบวรเดช
จนทำให้ พล.อ. อภิรัชต์ ตัองชี้แจงว่า การตั้งชื่ออาคาร หรือห้องต่างๆ ในบก.ทบ. ถือเป็นเรื่องภายในทบ. ที่เราตั้งกันเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับ นายกฯเลย เพราะ ปกติแล้ว การตั้งชื่อ ห้อง อาคาร ต่างๆ ในหน่วยทหาร มักจะตั้งชื่อ ด้วยการนำชื่อ อดีตนายทหาร หรือบ้างก็ใช้ชื่อ บ้าง หรือ นามสกุล บ้างเช่นเดียวกันกับ สถานศึกษา หลายๆสถาบัน ไม่ได้มีนัย ใดๆทางการเมือง
แต่ก็สะท้อนถึงการที่ พล.อ. อภิรัชต์ ให้เกียรติและรำลึกถึงพระยาศรีสิทธิสงครามนายทหารผู้จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์และยังเป็นคุณตา ของ “บิ๊กแอ้ด” พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีต ผบทบ. อดีตนายกฯ อีกด้วย
รวมทั้งสะท้อน จุดยืนของพล.อ.อภิรัชต์ ที่ไม่เปลี่ยนแปลงและกล้าที่จะแสดงออกชัดเจนมากขึ้น
ทั้งการพูดถึงเครือข่ายขบวนการหมิ่นสถาบัน ล้มล้างสถาบัน พูดถึงแนวคิดซ้ายตกขอบ มีการใช้โซเชียลฯและการโฆษณาชวนเชื่อในยุคใหม่ ชักจูงใจเยาวชนและคนรุ่นใหม่ให้มีแนวคิดไปในอีกทางหนึ่ง
โดยเปรียบเทียบกับ คอมมิวนิสต์ ในอดีต ที่แปลงร่างมาสู่ยุคปัจจุบัน
แม้ ที่ผ่านมา พล.อ.อภิรัชต์ จะไม่ได้เอ่ยชื่อนักการเมือง ตรงๆ แต่คำพูดของพล.อ.อภิรัชต์ ก็สะท้อนว่าหมายถึงนักการเมืองคนใดและพรรคการเมืองพรรคใด
จึงถือเป็นการเปิดหน้า ประกาศตัวของ พล.อ.อภิรัชต์ ผู้นำทัพบก ในการเป็น แม่ทัพทะลวงฟัน
พร้อมต่อสู้กับฝ่ายการเมือง และขบวนการล้มล้างสถาบัน เคียงข้าง พล.อ.ประยุทธ์ แบบไม่กลัวใคร แต่การณ์ แห่งอนาคต จะเป็นอย่างไร ไม่มีใครอาจหยั่งรู้ ได้
ทั้งบทบาทหน้าที่ของ พล.อ.อภิรัชต์ หลังเกษียณราชการ 30 กันยายน 2563 .... และหลังจากนั้น...?