ภท.พร้อมสู้ศึกลต.เมินยุบสภา
“โฆษกปชป.” ปัดข่าวล่าชื่อขับ“อภิชัย”พ้นพรรค ปมปันใจพรรคอื่น “อุตตม” ยอมรับทาบ “สมคิด”ร่วมพรรคแล้ว พร้อมชูเป็นแคนดิเดต“นายกฯ” ด้าน “หมอเรวัติ” เหน็บ “บิ๊กตู่” เหนื่อยก็พักเถอะ อย่าทนทู่ซี้ทำงาน ส่วน“อนุทิน” ลั่นหากนายกฯ ยุบสภา ภท.พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง ขณะที่ “สุดารัตน์”ติวเข้มว่าที่ผู้สมัคร “ส.ส.-ส.ก.” ลุยสนามกทม. ย้ำแนวทาง 5สร้าง 3ปลดปล่อย ดูแลคนเมืองหลวง
เมื่อวันที่ 3 ก.พ.65 นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกระแสข่าวมี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ส่วนหนึ่งกำลังรวบรวมรายชื่อเตรียมร้องผู้บริหารพรรคสอบ นายอภิชัย เตชะอุบล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ หลังมีข่าวว่าจะย้ายไปร่วมงานกับพรรคเศรษฐกิจไทย ว่า เรื่องนี้ยังไม่มีการยื่นมายังพรรคแต่อย่างใด ทุกอย่างมีกระบวนการที่ระบุไว้ในข้อบังคับพรรค หากมีการยื่นเข้ามา ก็จะผ่านกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหาร(กก.บห.) พรรคเพื่อพิจารณาวินิจฉัย โดยจะต้องมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนคณะกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
นายราเมศ กล่าวว่า หากมีกรณีความผิดจริงสมควรให้ลงโทษให้พ้นจากสมาชิกภาพความเป็นสมาชิกพรรคก็จะต้องมีการเสนอที่ประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการบริหารพรรค และส.ส.ของพรรคลงมติ โดยมติจะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของที่ประชุมร่วมดังกล่าว ที่กล่าวมาคือหลักการดำเนินการ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้มีบุคคลใดเข้ายื่นหนังสือมายังพรรคประชาธิปัตย์ แต่อย่างใด
ด้าน นายอุตตม สาวนายน แกนนำ และผู้ร่วมก่อตั้งพรรคสร้างอนาคตไทย กล่าวถึงการเดินหน้าการทำงานของพรรค ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่าง ดำเนินการสู่สนามเลือกตั้งครั้งหน้า ที่ต้องการส่งผู้สมัครครบทุกเขต รวมถึงอยู่ระหว่างรอการตัดสินใจของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ว่าจะเข้าร่วมทำงานทางการเมืองกับพรรคเมื่อใด หลังจากที่นายสมคิดได้ให้กำลังใจและสนับสนุนแนวทางของพรรคตั้งแต่ก่อนก่อตั้งพรรค ซึ่งขณะนี้ท่านยังไม่ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรค ต้องให้เวลาท่านตัดสินใจ แต่ถ้าถามส่วนตัว ตนต้องการให้ท่านเข้ามาช่วยทำงานเพราะเป็นเสียงสะท้อนการเรียกร้องจากประชาชน และคิดว่าจะชูเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค แต่ทั้งนี้ก็เป็นความคิดเห็นของตนคนเดียวต้องถามสมาชิกพรรคด้วย
“ในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า โครงสร้าง รวมถึงตำแหน่งสำคัญต่างๆ ในพรรค ก็จะชัดเจน เนื่องจากเตรียมแผนประชุมใหญ่สามัญประจำปีแล้ว ตอนนี้มีเวลาไม่มาก จะต้องเร่งจัดทำนโยบายให้ทันกับการเลือกตั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะมีเมื่อไหร่”
นายอุตตม กล่าวต่อว่า ส่วนสนามผู้ว่าฯ กทม. ทางพรรคก็กำลังดูอยู่ แต่เนื่องจากมีเวลากระชั้นชิด จึงเตรียมตัวไม่ทัน แต่ก็จะติดตาม และสนับสนุนการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น สำหรับความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐ ตนไม่ขอแสดงความคิดเห็น เวลาที่มีอยู่ก็จะเร่งทำงานเพื่อประชาชน การเมือง ก็ขอให้เป็นเรื่องการเมือง
ทั้งนี้ เรื่องของ SME จะเป็น 1 ในนโยบายหลักของพรรค เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และปากท้อง ทั้งการเติมทุน เพิ่มสภาพคล่อง ด้วยการจัดตั้งกองทุน SME ไทย ที่เบื้องต้นวางทุนไว้ 1 แสนล้านบาท และลดภาระหนี้สิน รวมถึงเพิ่มทักษะ ขีดความสามารถทางการแข่งขัน ตามการเปลี่ยนแปลงโลก
นพ.เรวัต วิศรุตเวช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “เหนื่อยนักก็พักเถอะ การที่ พลเอกประยุทธ์จันทร์โอชา บอกว่าเหนื่อยแต่ก็ต้องทำ เมื่อเข้าทำงานที่ทำเนียบฯวันแรก 2 กุมภาพันธ์หลังกักตัวครบ 7 วัน เนื่องจากเดินทางกลับจากต่างประเทศ ซึ่งถ้าเป็นการบ่นของผู้นำประเทศที่มีความรู้ความสามารถฉลาดปราดเปรื่อง แก้วิกฤติเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และโรคระบาด ได้โดนใจประชาชนจริงๆ ก็คงจะมีคนให้กำลังใจ แต่ในความเป็นจริง ประเทศชาติกำลังประสบกับปัญหาในทุกๆ ด้าน ที่มองไม่เห็นความหวัง ภายใต้การบริหารของพลเอกประยุทธ์จันทร์โอชาตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา
วันนี้ สิ่งที่ประชาชนคนไทยเรียกร้องก็คือให้คุณประยุทธลาออก ไม่มีใครเรียกร้องให้คุณประยุทธ์ ต้องทนทู่ซี้ทำงานจนเหนื่อย วันนี้คุณประยุทธ์ยังไม่รู้อีกหรือว่าเพราะคุณยังอยากอยู่ต่อ นี่แหละที่ทำให้ประชาชนเหนื่อย”
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) กล่าวถึงกรณีที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2 ฉบับ มีความสำคัญ ซึ่งต้องผ่านการพิจารณาในสภา ว่า พรรคภูมิใจไทยไม่มีปัญหา เพราะพรรคไม่เคยขาดประชุมสภา ตอนที่เราเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ตกลงที่ 51 เสียง ตอนนี้เรามีเกิน 51 เสียงแล้ว ไม่มีประชุมสภาครั้งไหนที่พรรคภูมิใจไทยลงมติไม่น้อยกว่า 51 เสียง
ผู้สื่อข่าวถามว่า สถานการณ์โควิด-19 จะทำให้กฏหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2 ฉบับสะดุดหรือไม่ เพราะอาจมีส.ส.ติดโควิด-19 มาร่วมประชุมไม่ได้ และอาจทำให้องค์ประชุมไม่ครบ นายอนุทิน กล่าวว่า เราก็ต้องระมัดระวัง เพราะขณะนี้ยังไม่มีการลงมติออนไลน์ เรื่องนี้คงต้องถามทางประธานสภา เพราะเป็นผู้ควบคุมการประชุม ตนไม่สามารถให้ความเห็นเรื่องนี้ได้ ตนให้ความเห็นได้เพียงว่าเราต้องปฏิบัติตามกติกาทุกอย่าง เมื่อมีประชุมเราก็ไปประชุม
เมื่อถามว่า ขณะนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการประกาศแบ่งเขตเลือกตั้ง 400 เขต แล้ว พรรคภูมิใจไทยมีความพร้อมหรือไม่ หากต้องเลือกตั้งเร็วๆ นี้ นายอนุทิน กล่าวว่า การเลือกตั้งสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ตั้งแต่ปีแรก หากมีอุบัติเหตุทางการเมืองใดๆ ก็ตาม และผู้ที่มีอำนาจในการยุบสภาคือนายกรัฐมนตรีคนเดียวดังนั้นเมื่อเรามาร่วมรัฐบาลเราก็ต้องพยายามอย่าให้มีอุบัติเหตุทางการเมือง แต่ถ้าไปไม่ได้เราก็ต้องพร้อม ก็มีเท่านี้
“มีใครที่มาทำการเมืองแล้วไม่เคยผ่านการเลือกตั้งบ้าง ไม่เคยผ่านการยุบสภาบ้าง ยกเว้นพรรคใหม่ๆ ส่วนใหญ่พรรคที่อยู่ในเวทีการเมืองมานานแล้วก็ผ่านการเลือกตั้งมาแล้วทั้งนั้น ครบเทอมก็ยุบสภา รัฐประหารก็มี สุดท้ายถึงเวลาก็เลือกตั้ง ขอย้ำว่าพรรคภูมิใจไทยไม่มีปัญหา”
ผู้สื่อข่าวถามว่า การเลือกตั้งต้องมีการทำไพรมารี่โหวต พรรคภูมิใจไทยพร้อมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ของใหม่ เพราะเคยมีมาแล้ว ซึ่งภูมิใจไทยก็ทำไพรมารี่โหวตมาเกือบครบแล้ว เมื่อถามว่า หากยุบสภาภูมิใจไทยสามารถส่งผู้สมัครได้ตามขั้นตอนของกฏหมายใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า สมมติมีการยุบสภา กลับมาเลือกตั้ง 2 ใบ ซึ่งพวกเราก็เคยผ่านการเลือกตั้งแบบ 2 ใบ มาแล้ว ปี 40 หรือ ปี 50 ก็เป็นการเลือกตั้งแบบ 2 ใบ เพิ่งมาเปลี่ยนเป็นใบเดียวเมื่อปี60 แล้วปี 64 ก็กลับมา 2 ใบ เหมือนเดิมอีก ดังนั้นไม่มีปัญหาอะไร
เมื่อถามว่า การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ให้นับคะแนนรวมที่จุดเดียว ภูมิใจไทยรับได้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ต้องห่วง ผู้สมัครแต่ละพรรคเขาดูแลยิ่งกว่าเจ้าหน้าที่อีก เพราะต้องดูว่าคะแนนเขาเป็นอย่างไร ตกหล่นไปไหน ต่อข้อถามที่ว่า กกต.แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ จะส่งผลดีให้ภูมิใจไทยได้ส.ส.เพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะในพื้นที่อีสานใต้ ที่เพิ่มจำนวนส.ส.มากขึ้น อย่างที่จ.นครราชสีมา และจ.บุรีรัมย์ นายอนุทิน กล่าวว่า ขอทำงานให้ดีที่สุด ทำงานให้หนัก ให้ชาวบ้านเห็นและเชื่อใจ สูตรมีอยู่แค่นี้เอง เราบอกว่าเราทำงานหนักแล้ว แต่ชาวบ้านไม่เลือกเรา ก็ต้องถือเป็นความผิดเรา ไม่ใช่ความผิดชาวบ้าน ชาวบ้านไม่มีวันผิด และเราต้องทำทุกอย่างให้เต็มที่ ทำให้ดีกว่าเต็มที่ได้ก็ต้องทำ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ไทม์ไลน์เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ออกมาแล้ว พรรคภูมิใจไทยไม่เปลี่ยนใจที่จะส่งผู้สมัครชิงผู้ว่าฯ กทม.ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถือเป็นความโชคดีของภูมิใจไทยที่ไม่ได้เกิดในกทม. แต่เราก็ดูแลคนกทม.ได้เยอะ ถือเป็นหน้าที่
“เอาเป็นว่าเราเจนจัดสนามไหนก็อยู่ตรงนั้นดีกว่า ตรงไหนที่เลี่ยงปะทะกับใครได้ เราก็จะเลี่ยง” นายอนุทิน กล่าว
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย จัดประชุมนัดสำคัญประจำเดือนในส่วนของผู้สมัครส.ส.และ ผู้สมัครรส.ก.กรุงเทพมหานคร เตรียมความพร้อมรับมือการเลือกตั้งกรุงเทพฯ โดยได้เน้นย้ำถึงนโยบายของพรรคไทยสร้างไทยเพื่อ “สร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นบ้านแห่งความสุขของคนกรุงทุกคน” ด้วย 5 “พลังสร้าง Empower ประชาชน” ไม่ว่าจะเป็น 1.การสร้างเศรษฐกิจ สร้างโอกาสทำมาหากิน 2.สร้างโรงเรียนคุณภาพใกล้บ้าน 3.สร้างสุขภาพดี 4. สร้างการเดินทางที่สะดวก 5.สร้างสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ทั้งการแก้ไขปัญหา PM 2.5 การแก้ไขปัญหาขยะ การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม และแสงไฟส่องสว่างสวนสาธารณะ
และ 3 “พลังปลดปล่อย (Liberate)ประชาชน” ได้แก่ 1.ขจัดอุปสรรคในการทำมาหากินของคนในทุกระดับ ทำให้ทุกคนได้รับโอกาสในการทำมาหากินอย่างทัดเทียม ด้วยการออกพ.ร.ก.เพื่อพักใช้กฎหมายและใบอนุญาตที่เกินความจำเป็นไว้ชั่วคราว ประมาณ กว่า1,000 ฉบับ ที่ทำให้คนทำมาหากินลำบาก และเป็นการเพิ่มต้นทุนเพิ่มภาระประชาชน 2.ปลดปล่อยการถูกกดทับจากรัฐราชการ เปลี่ยนรัฐราชการจากผู้"ควบคุม"มาเป็นผู้"ส่งเสริมสนับสนุน" ประชาชน 3.กระจายอำนาจให้ประชาชนโดยการเลือกตั้ง”ผู้บริหารเขต” โดยตรง
คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวต่อว่า ขอให้ว่าที่ผู้สมัครส.ส. ว่าที่ผู้สมัครส.ก.ทุกคน ให้ลงพื้นที่อย่างเข้มข้น จริงจัง ตามหลักการของพรรคคือประชาชนต้องเป็นศูนย์กลาง ประชาชนต้องสำคัญที่สุดสำหรับนักการเมืองของพรรคไทยสร้างไทย เราต้องให้หัวใจของเราในการทำงานรับใช้ประชาชน และจริงจังต่อการทำงาน เพื่อมุ่งทำงานร่วมกับประชาชนในการแก้ไขปัญหาและขจัดทุกอุปสรรคให้กับประชาชนคนกทม.
ด้าน นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีรัฐบาลเตรียมเปิดลงทะเบียนผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจนรอบใหม่ โดยตั้งเป้ามีคนจนผ่านการคัดกรองเข้าเกณฑ์ได้รับสิทธิ์เพิ่มขึ้นจากเดิม 14.6 ล้านคนในปี 2564 เป็น 17 ล้านคน ว่าแสดงให้เห็นว่าในปี 2565 จะมีคนจนเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2.4 ล้านคน ทั้งยังเพิ่มเงินช่วยเหลือในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกเดือนละ 200 บาท อีก 3 เดือน สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลยอมรับสภาพว่าภายใต้การบริหารงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ไม่ทำให้คนจนหมดประเทศตามที่รัฐบาลได้เคยกล่าวเอาไว้แล้วก่อนหน้านี้แล้ว โดยรัฐบาลนี้แสดงผลงานการบริหารเศรษฐกิจยอดแย่เป็นที่ประจักษ์ กู้เงินมาแจก กระตุ้นแต่ให้ประชาชนจับจ่าย แต่ไม่เคยเกิดการลงทุนใหม่ๆ สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ หรือพัฒนาเศรษฐกิจให้เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนเลย การแก้ปัญหาให้ประชาชนมีรายได้ เป็นเรื่องที่ดี แต่ด้วยวิธีการกู้เงิน ยิ่งทำให้ประเทศมีภาระหนี้ที่สูงขึ้น ตลอดระยะเวลาที่พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาบริหารประเทศ รัฐบาลกู้เงินมากว่า 10 ล้านล้านบาท แล้ว ท้ายที่สุด คนที่ต้องรับภาระหนี้คือประชาชน เรื่องนี้อยากให้คนไทยทุกคนช่วยกันคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปหรือไม่
นายชนินทร์ กล่าวต่อว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าการเพิ่มงบประมาณกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในช่วงเวลานี้ ดูเผินๆ อาจเป็นการประคองสถานการณ์ปัญหาความยากจนแบบไม่ต้องมียุทธศาสตร์ตามสไตล์ พล.อ.ประยุทธ์ แต่หากพิจารณาร่วมกับสัญญาณการยุบสภาฯและเลือกตั้งใหม่ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ตลอดจนไทม์ไลน์การเริ่มจ่ายเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐชุดที่อนุมัติใหม่ในช่วงประมาณไตรมาส 3 แล้ว การใช้งบประมาณราว 60,000 ล้านบาท ในครั้งนี้ อาจถูกครหาว่าเป็นโครงการประชานิยมครั้งใหญ่ หวังผลอะไรบางอย่างหรือไม่
โดยหลังจากนี้ไปต้องติดตามจำนวนประชาชนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นแบ่งความยากจนจะเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับจำนวนคนจนที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมากน้อยเพียงใด เพราะแค่ในปี 2563 เองตามข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประเทศไทยมีประชาชนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนเพิ่มขึ้นถึง 5 แสนคน จากปีก่อนในระยะเวลาเพียง 1 ปี