"โฆษกประชาชาติ" ซัดระบบกฎหมายพังหลัง "บิ๊กตู่"รอดคดีบ้านพักหลวง เตรียมร้องสภาตรวจสอบการใช้อำนาจศาลรธน.
วันที่ 4 ธ.ค.63 นาย สุพจน์ อาวาส โฆษกพรรคประชาชาติ กล่าวว่า คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ กรณี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อยู่บ้านพักทหาร เป็นอะไรที่ขัดความรู้สึกสาธารณะของ วิญญูชนและปรากฏเป็นเชิงประจักษ์ว่า กฎและระเบียบทหารอยู่เหนือกฎหมาย แม่บทของชาติ แต่ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐสภา ต้องไม่อยู่เฉยและต้องรวมหัวกันตรวจสอบการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญว่าใช้อำนาจโดยชอบหรือไม่อย่างไร เพราะเป็นศาลที่มีชั้นเดียวตัดสินแล้วมีผลผูกพัน ไม่มีอุทธรณ์ ฎีกา และขอตั้งข้อสังเกตไว้ ดังนี้
1. ศาล รธน. ต้องตระหนักถึงอำนาจหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญได้มอบให้
2. วินิจฉัยคดีด้วยหลักกฎหมาย มีเหตุผลที่ถูกที่ควรบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
3. มีการไต่สวนข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบรอบด้าน ทั้งฝ่ายผู้ร้องและผู้ถูกร้อง
4. ยึดถือหลักอินทภาษ (ผู้พิพากษาตุลาการต้องพิจารณาตัดสินอรรถคดีด้วยความเที่ยงธรรม ปราศจากความลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใด) หรือ หลักอคติ 4 คือ ลำเอียงเพราะ (ก) รักชอบเห็นแก่อามิสสินบน (ข) โกรธ (ค) กลัว และ (ง) หลง ในการวินิจฉัยคดี
5. ต้องให้ความสำคัญกับการคัดกรองบุคคลมาเป็นตุลาการ ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตและต้องมีความยึดโยงกับอำนาจของประชาชน
6. คำวินิจฉัย ศาล รธน.ที่จะมีผลผูกพันต้องเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่เบี่ยบเบนไปจากข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย และต้องวิพากษ์วิจารณ์เหตุผลของคำวินิจฉัยได้
6. ต้องมีการตรวจสอบการวินิจฉัยคดีของ ศาล รธน.ได้ และต้องมีบทลงโทษตุลาการเช่นเดียวกับองค์กรอื่นๆ
7.บุคคลผู้ถูกกระทบสิทธิ หรือได้รับความเสียหายจากคำวินิจฉัยที่ผิดพลาดไม่ตั้งมั่นในข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง สามารถเป็นผู้เสียหายดำเนินคดีกับตุลาการได้
8. ศาล รธน. เป็นศาลมหาชน จึงไม่สมควรมีกฎหมายละเมิดอำนาจศาล เพราะตุลาการ ศาล รธน.มีองค์คณะเดียว จึงเป็นทั้งผู้เสียหายและเป็นทั้งผู้ตัดสิน จะขาดความเป็นกลาง และตุลาการสามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้ตามกฎหมายอาญาและกฎหมายแพ่งได้อยู่แล้ว
"ผลของคำวินิจฉัยในครั้งนี้ พาทัวร์ รวมถึงได้สร้างความกังขาให้กับวิญญูชน และนักวิชาการเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจาก ระเบียบกองทัพบก ว่าด้วยการเข้าพักอาศัยในบ้านพักรับรองกองทัพบก พ.ศ. 2548 เป็น เพียงระเบียบภายในของหน่วยงานกองทัพบก ที่เขียนขึ้นและใช้กันภายใน ไม่ปรากฎฐานอำนาจของกฎหมายรองรับ ซึ่งโดยหลักการไม่ควรอยู่ในข่ายได้รับยกเว้นโดยรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย
ดังนั้น เมื่อมีผู้วิพากษ์วิจารณ์เหตุผลของคำวินิจฉัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรรับฟัง และย้อนกลับมาพิจารณาว่า มีความผิดพลาดบกพร่องประการใดบ้าง การออกมาสำแดงฤทธิ์หลังจากที่มีคนวิพากษ์วิจารณ์จะไม่เกิดประโยชน์ หรือไม่สามารถดึงความศรัทธากลับคืนมาได้อีก ซ้ำยิ่งจะเกิดวิกฤติศรัทธาให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ประการสำคัญต้องไม่ทำให้เกิดเหตุในลักษณะเช่นนี้ขึ้นอีก เพราะอาจทำให้ระบบกฎหมายพัง หรือ อาจกลายเป็นอัตนิวิบาตกรรมหมู่ทางกฎหมายและถูกมองได้ว่าผู้พิพากษาตุลาการไม่ยึดถือหลักอินทภาษ ในการตัดสินอรรถคดีและจะกลายเป็น ผู้มีบาปกรรมซึ่งมิอาจลบล้างได้" นายสุพจน์ กล่าว