เด็กปชป.ยกคำพุทธทาสสวนกลับ "ชุวิทย์"
เด็กปชป.สวนกลับ"ชูวิทย์"ตั้งพรรคเพื่อเอาชีวิตรอด ไร้ซึ่งอุดมการณ์ ยกคำพุทธทาสสอน ลั่นปชป.มีอนาคตการเมืองรออยู่ ต่างจาก 3 พรรคล้มหายตายจากหมดแล้ว ส่วนคนตั้งพรรคเข้าออกคุกสองรอบ หมดสิทธิหวลคืนการเมืองถึงปี 2571
เมื่อวันที่ 16 เม.ย.นายเชาว์ มีขวด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์โพสต์ Facebook ส่วนตัวหัวข้อ "ชูวิทย์" ตัวอย่าง กูรู้หมดทุกอย่างยกเว้นตัวกู มีเนื้อหาตอบโต้นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ออกมาวิจารณ์พรรคประชาธิปัตย์ โดยระบุว่า ตนไม่แปลกใจ ที่นายชูวิทย์ วิจารณ์พรรคประชาธิปัตย์ ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงและเนื้อหาที่ไม่เป็นธรรมกับพรรค เพราะเป็นคนที่ไร้ซึ่งจริยธรรม มีพฤติกรรมพร้อมทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง ดังจะเห็นได้จากพฤติกรรมส่วนตัวกรณีที่ศาลฎีกาตัดสินแล้ว 2 คดี คดีแรกนายชูวิทย์ต้องโทษตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีรื้อบาร์เบียร์ 2 ปีได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 59 พ้นคุกมาได้ไม่ถึง 2 ปี ก็ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก 1 เดือน จากกรณีจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบกับป.ป.ช. ทั้ง 2 คดีนี้ สะท้อนให้เห็นว่าตลอดการใช้ชีวิต ทั้งนอกวงการการเมืองและในเส้นทางการเมืองนายชูวิทย์ ไม่เคยดำรงอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรม มีแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวล้วน ๆ ต้องตั้งพรรคการเมืองเพื่อรักษาชีวิตให้รอด จึงเป็นที่มาของการตั้งพรรคต้นตระกูลไทย ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยใช้สิทธิ์เลือกตั้ง สะท้อนให้เห็นว่าไม่เคยมีอุดมการณ์ทางการเมืองใด ๆ แต่ใช้เส้นทางการเมืองฟอกตัวจากเสียอ่างอบนวดมาเป็นนักการเมือง ซึ่งในขณะนี้กลายเป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญปี 60 ไม่สามารถเข้าสู่แวดวงการเมืองได้จนกว่าจะถึงปี 2571
นายเชาว์ ยังกล่าวถึง 5 ประเด็นที่นายชูวิทย์โจมตีพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่ข้อ 1. พรรคไม่มีใครเป็นเจ้าของสั่งได้ ทำให้ยุ่งเละเทะ ว่า เป็นเพราะนายชูวิทย์ บริหารพรรครักประเทศไทยของตัวเองแบบเผด็จการ จึงไม่เข้าใจถึงความเป็นประชาธิปไตยภายในพรรค ซึ่งเรื่องนี้คนที่ออกมาแฉ คือ นายชัยวัฒน์อดีตเพื่อนสนิทคนเดิม ที่เปิดโปงว่า นายชูวิทย์ บริหารพรรครักประเทศไทยแบบธุรกิจ ประชุมกรรมการบริหารพรรคเหมือนกับการประชุมบอร์ดโรงแรม เพราะคนในพรรคล้วนแต่เป็นลูกน้องนายชูวิทย์ทั้งสิ้น ไม่มีความเป็นประชาธิปไตยต้องฟังแต่นายชูวิทย์คนเดียวเพราะคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของพรรค 2. ประชาธิปัตย์เป็นพรรคสถาบันทางการเมืองโดยตั้งข้อสังเกตว่าพรรคยึดติดตัวบุคคล จากการมีข้อเสนอให้นายชวน หลีกภัยกลับมาเป็นหัวหน้าพรรค สะท้อนให้เห็นว่านายชูวิทย์ไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ 73 ปีประชาธิปัตย์มีหัวหน้าพรรคการเมืองมาแล้ว 7 คน สะท้อนว่าเราไม่ได้ยึดติดตัวบุคคล แต่บุคลากรของพรรค เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ที่พร้อมทำงานให้กับประเทศชาติได้อยู่ตลอดเวลา และจะยังมีอนาคตทางการเมืองต่อไปแตกต่างจาก นายชูวิทย์ที่ตั้งพรรค มาแล้ว 3 พรรคการเมืองคือต้นตระกูลไทย สู้เพื่อไทย และ รักประเทศไทย โดยทั้งสามพรรคหมดอนาคตการเมืองไปพร้อมกับเจ้าของพรรคที่ชื่อชูวิทย์
3.มักอ้างมติพรรคพร้อมปรามาส ด้วยการพนัน 100 บาทเอาขี้หมากองเดียว ถ้ามติพรรคไม่ถูกใจไม่ร่วมรัฐบาลได้รังแตกแน่นอนนั้น เป็นความพยายามสู่รู้ ซึ่งหากนายชูวิทย์แน่จริงให้พนันเลยว่าถ้าผลไม่เป็นไปตามที่นายชูวิทย์ออกมาระบุ จะเลิกหาประโยชน์ในคราบสื่อมวลชน เลิกวิจารณ์การเมืองแบบไร้ความรับผิดชอบ ประเทศไทยจะได้เขี่ยเศษสวะที่ลอยน้ำขวางหู ขวางตา เข้าไปอยู่ในที่ในทางของตัวเองเสียที 4. ทะเลาะกันในพรรค วิจารณ์ถึงการบริหารจัดการภายในพรรคประชาธิปัตย์ แบบไม่รู้จริง หาว่าหน้าเนื้อใจเสือ โดยนายชูวิทย์ไม่ย้อนมองตัวเองว่าเคยหักหลังลูกพรรค ที่เป็นเพื่อนสนิทตัวเอง ด้วยการตั้งกล้องแอบถ่าย เอาคลิปมาแฉเพื่อให้ตัวเองดูดี เขี่ยคนเป็นเพื่อนให้พ้นเส้นทางการเมือง แบบนี้ต่างหากที่เรียกว่าหน้าเนื้อใจเสือของจริง และ 5. บอกว่ามีอุดมการณ์ทางการเมืองมั่นคงแต่กลับเป็นพรรคที่ทะเลาะเรื่องการจะไปร่วมรัฐบาลมากที่สุด เป็นข้อกล่าวหาที่สะท้อนว่านายชูวิทย์ไม่เข้าใจคำว่า"อุดมการณ์" เพราะสิ่งที่มีความเห็นแตกต่างกันในพรรคประชาธิปัตย์ มีการถกเถียงหรือปะทะกันทางความคิด เพื่อหาบทสรุปที่ดีที่สุดสำหรับประเทศชาติโดยไม่ละทิ้งอุดมการณ์ นั้นเป็นเรื่องปกติ แต่ที่นายชูวิทย์ไม่เข้าใจเพราะพรรคการเมืองของนายชูวิทย์ไม่เคยทำเนื่องจากไร้ซึ่งอุดมการณ์ และมีคนคนเดียวเป็นเจ้าของ ทั้งหมดที่กล่าวมาในข้างต้นตอกย้ำให้เห็นว่านายชูวิทย์คือตัวอย่าง " กูรู้หมดทุกอย่างยกเว้นตัวกู" ตามคำสอนที่ท่านพุทธทาสภิกขุ เคยให้สติกับคนไทยเอาไว้
/////////