"กนก" แนะรัฐบาลใช้วิกฤตโควิดเป็นโอกาส ปฏิรูประบบราชการ ชง3 ข้อเร่งดำเนินการ
"กนก" แนะรัฐ เร่งทำ 3 ข้อ ปลดล็อกความอุ้ยอ้ายระบบราชการ – ยืดหยุ่นเบิกจ่ายงบ ยึดชีวิต ปชช.เป็นที่ตั้ง – บูรณาการทุกองคาพยพช่วยคุมโรค หวังพลิกวิกฤตโควิดเป็นโอกาส ปฏิรูประบบราชการ
วันที่ 31 ก.ค.64 ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงปัญหาการบริหารจัดการควบคุมโรคโควิด-19 ว่า ในการระบาดระลอกสามที่การแพร่เชื้อกระจายเป็นวงกว้าง ระบบสาธารณสุขรับศึกหนัก ทำให้ปรากฏปัญหาในเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณ ขั้นตอนของราชการ ที่ชัดเจนมากขึ้น ตามเสียงสะท้อนของนายวีระศักดิ์ วิจิตรแสงศรี ผู้ว่าฯสมุทรสาคร ที่โพสต์ข้อความกระแทกใจคนไทยทั้งประเทศว่า “ถ้าระเบียบ ทำให้ประชาชนต้องตาย โปรดจงก้าวข้ามระเบียบนั้น” และล่าสุดเพิ่งโพสต์ข้อความว่า “ทุกคนทนไม่ไหวแล้ว ผมก็ทนไม่ไหวครับ แสดงให้เห็นถึงความกดดันจากการต้องทำงานภายใต้แรงกดดันอย่างต่อเนื่อง หน้าที่ของรัฐบาลจึงต้องเร่งลดภาระความยุ่งยากลำบากที่เกินจำเป็น และทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ด่านหน้าทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดสามารถทำงานได้ง่ายขึ้น ลดความเสี่ยงกับการถูกตั้งกรรมการสอบทางวินัยว่าด้วยการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ แต่ต้องไม่ประนีประนอมกับความโปร่งใส
โดยมีสามเรื่องที่ต้องรีบดำเนินการ คือ 1. ความล่าช้าของระบบราชการ ไม่ว่าจะเป็นการขอเบิกงบประมาณ การจัดหาวัสดุอุปกรณ์ ทางการแพทย์ จนถึงการจ้างงานบางประเภทที่จำเป็นต้องทำในขณะนั้น ความล่าช้านี้เกิดจากกฎระเบียบของทางราชการที่ถูกออกแบบเพื่อการบริหารราชการปกติ แต่การบริหารราชการแบบวิกฤติต้องการความเร็ว เพื่อรักษาชีวิตของประชาชนก่อนความถูกต้องของกฎระเบียบราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนราชการต้นสังกัดสำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง จนถึงคลังจังหวัดและสาธารณสุขจังหวัด
ส่วนข้อ 2 คือ ต้องเปิดพื้นที่ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่ต้องรับหน้ากับประชาชนหรือผู้ป่วยในพื้นที่จริง ไม่ต้องใช้คำสั่งหรือประกาศจากส่วนกลางในเรื่องนั้นเพราะสภาพความเป็นจริงของการปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละวันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นข้าราชการและจังหวัดที่จะต้องพลิกแพลงการใช้ทรัพยากรให้สามารถรองรับ กับความเป็นจริง ณ จุดนั้นในเวลานั้นได้ หลักการสำคัญที่ระบบราชการไทยมองข้ามมานานคือความไว้วางใจต่อการใช้ดุลพินิจของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ถ้าจะต้องแลกระหว่างการใช้ดุลพินิจของข้าราชการและเจ้าหน้าที่
ในวิกฤตโควิด 19 เพื่อการรักษาชีวิตของประชาชน เราควรจะเสี่ยงและยอมแลกได้ ผมยังเชื่อว่าในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ทุกท่านยึดความปลอดภัยของผู้ป่วยก่อนสิ่งอื่นใดดังนั้นนโยบายจากส่วนกลางจึงควรเปิด“ความยืดหยุ่น” (Flexibility) ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ปฏิบัติงานจริงสามารถใช้งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ และบุคลากร เพื่อการแก้ไขปัญหาได้อย่างคล่องตัว โดยยึดความปลอดภัยของประชาชนต้องมาก่อน
และ3. การปลดล็อคกำแพงขวางกั้นระหว่างส่วนราชการ เช่น สาธารณสุข มหาดไทย รวมถึงกรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนเกี่ยวกับโรคโควิด 19 รัฐบาลควรมอบอำนาจให้ข้าราชการในพื้นที่ปฏิบัติสามารถระดมงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ และกำลังคนจากทุกกระทรวง ทบวง กรม แม้กระทั่งภาคเอกชนให้มาทำงานร่วมกันได้ เช่น ใช้งบประมาณมหาดไทยสร้างโรงพยาบาลสนาม ใช้งบประมาณสาธารณสุขจัดหาอุปกรณ์และวัสดุทางการแพทย์ ใช้งบประมาณของท้องถิ่นจ่ายค่าจ้างแรงงานเพื่อการติดตั้งอุปกรณ์และปรับบริเวณโรงพยาบาลสนาม โดยมอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้เซ็นรับงานและอุปกรณ์ต่าง ๆเหล่านั้นได้ เป็นต้น ตามระเบียบบริหารราชการปกติไม่สามารถทำได้ แต่ในสถานการณ์วิกฤตระเบียบราชการต้องไม่ปิดกั้นการบูรณาการของงานที่หลายหน่วยงานต้องทำร่วมกัน
“เมื่อข้าราชการและเจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานร่วมกันด้วยความรวดเร็วและแก้ไขปัญหาของประชาชนในวิกฤตโควิด 19 ได้ ภายใต้กรอบนโยบายที่รัฐบาลมอบให้เช่นนี้ ผมมั่นใจว่าประชาชนไทยจะได้ระบบราชการและวิธีการปฏิบัติราชการใหม่ที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์มากขึ้นและรวดเร็ว ถึงวันนั้นต้องขอบคุณไวรัสโควิด 19 ที่ช่วยให้เราปฏิรูประบบราชการได้สำเร็จ” ศ.ดร.กนก กล่าว