ทนาย"ทักษิณ" โต้นายหัวชวนปมปัญหา"กรือเซะ-ตากใบ"

การเมือง27 ต.ค. 2565 • 12:40 น.
ทนาย"ทักษิณ" โต้นายหัวชวนปมปัญหา"กรือเซะ-ตากใบ"

วันที่27​ ต.ค.65​ จากกรณีนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้แถลงข่าวภายหลังตกเป็นจำเลยในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องความผิดหมิ่นประมาท โดยการโฆษณา จากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายชวนระบุว่ารู้ว่าคดีจะขาดอายุความ จึงมอบหมายให้นายราเมศ รัตนะเชวง คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะทนายความช่วยประสานตำรวจและอัยการเพื่อให้ฟ้องคดี เพื่อมิให้คดีขาดอายุความ หากคดีขาดอายุความ องค์กรตำรวจ และอัยการจะเสียหายได้ โดยยึดหลักในความเคารพกฎหมาย ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันพร้อมสู้คดี 

นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความนายทักษิณกล่าวว่า ในฐานะรับมอบอำนาจจากนายทักษิณแจ้งความร้องทุกข์ เพื่อเอาผิดกับนายชวน ในข้อหาหมิ่นประมาท คดีนี้ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลวัดพญาไกรมาตั้งแต่ปี 2555 ถึงเวลานี้ เป็นเวลาจะเกือบ 10 ปี

ทั้งนี้ต้องย้อนถามนายชวน ใครกันแน่ทำให้คดีล่าช้ามาเป็นเวลา 10 ปี และได้ยึดหลักเคารพกฎหมาย และอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน พร้อมสู้คดีจริงหรือไม่​ ความจริง ต้องให้ความเป็นธรรมกับองค์กรตำรวจและอัยการ นับแต่ผมรับมอบอำนาจจาก ดร.ทักษิณ ให้แจ้งความร้องทุกข์คดีนี้แล้ว ได้ติดตามคดีนี้มาโดยตลอด จึงได้ทราบว่า ก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวน ได้มีหมายเรียกให้นายชวน มารับทราบข้อกล่าวหามาแล้วถึง 4 ครั้ง แต่นายชวน ไม่ได้มารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียก จนเป็นเหตุให้พนักงานสอบสวนขอศาลออกหมายจับ ซึ่งเป็นเหตุให้คดีล่าช้ามาถึงเกือบจะ10 ปี ผมเป็นทนายความและทำคดีมาจะ 30 ปี ยังไม่เคยเห็นคดีไหนล่าช้าเท่าคดีนี้ ถ้าเป็นคดีชาวบ้านธรรมดาๆ คดีคงจบไปนานแล้ว”

ทั้งนี้กรณีนายชวนอ้างว่ายึดหลักในความเคารพกฎหมายและอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน และพร้อมสู้คดี แต่เหตุใดนายชวนจึงไม่มารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกทั้ง 4 ครั้ง คงไม่ตอบว่า ไม่ได้รับหมายเรียก อย่างนี้จะถือว่านายชวนได้ยึดหลักในความเคารพกฎหมายและอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน และพร้อมสู้คดีตามที่พูดหรือไม่ และการที่คดีล่าช้าเกือบจะถึง 10 ปี สาเหตุมาจากการที่นายชวน ไม่มารับทราบข้อกล่าวหา ไม่ใช่องค์กรตำรวจหรืออัยการทำคดีล่าช้าใช่หรือไม่

“ที่นายชวนอ้างว่า เห็นว่าคดีอีก 3 วันคดีจะขาดอายุความจึงได้ขอให้ตำรวจและอัยการ ยื่นฟ้องต่อศาลนั้น ในส่วนนี้ก็มีคำถามว่านายชวนในฐานะผู้ต้องหาหรือจำเลยเอาอำนาจอะไรไปสั่งให้ องค์กรตำรวจและอัยการฟ้องคดีนี้ ทั้งที่การพิจารณาของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ ในการจะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคดีในคดีใดๆ นั้น ต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน และข้อกฎหมายเป็นสำคัญ ไม่ใช่ทำตามคำสั่งของใคร และที่สำคัญต้องไม่ตามคำสั่งของผู้ต้องหา หรือจำเลย การที่นายชวน พูดเช่นนี้ ถือว่า องค์กรตำรวจและอัยการเสียหาย และทำให้ประชาชนสับสน องค์กรตำรวจ และอัยการ ต้องออกมาชี้แจงเรื่องนี้ให้กระจ่าง ฝากเป็นข้อคิดทุกท่าน"