“บิ๊กตู่” ยันจุดยืนไม่เอียงข้างเมียนมา พร้อมเสนอลดการสู้รบ ย้ำ แค่หาทางออกไม่มีข้อตกลงร่วม
เมื่อเวลา 13.15 น.วันที่ 20 มิ.ย. 66 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมให้สัมภาษณ์กรณีนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ เชิญรมว.ต่างประเทศของประเทศที่เป็นสมาชิกอาเซียนและนอกอาเซียน มาร่วมพบปะแบบสนทนาอย่างไม่เป็นทางการของกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาความขัดแย้งในประเทศเมียนมา เพื่อหาทางออกปัญหาสถานการณ์ในเมียนมา เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.ว่า ก็รายงานแล้วไม่มีปัญหาอะไร เป็นการประชุมครั้งที่ 3 แล้ว ซึ่งมีประเทศที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 9 ประเทศ ไม่ใช่ประเทศใด ประเทศหนึ่ง และบางประเทศเขาไม่มา ก็ไม่เป็นอะไร แต่ก็ต้องส่งให้ทราบกันอยู่แล้ว มันไม่ใช่เป็นการไปตกลงอะไรกับใคร แต่เป็นการเดินหน้าการแก้ปัญหาในกรอบอาเซียน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ในฐานะที่เราเป็นเพื่อนบ้านติดกัน อาเซียนทุกประเทศก็คาดหวังว่าประเทศไทยจะสามารถแก้ไขปัญหาได้มากที่สุด แต่อย่าลืมว่าประเทศเราก็มีปัญหาของเราเหมือนกัน ในเรื่องผลประโยชน์ของชาติ และประชาชน วันนี้ถ้าหากติดตามจะเห็นได้ว่าการสู้รบรุนแรงขึ้น เราก็ได้มีการหารือกันว่าจะลดความรุนแรงได้หรือไม่ ในเรื่องการรบตามแนวชายแดน วันนี้มีประชาชนหลายพันคน ที่อยู่ตามแนวชายแดน ที่เข้ามาอยู่ในฝั่งไทย เราก็ดูแลตามหลักสิทธิมนุษยชน และส่งกลับไปตามความสมัครใจของเขา ซึ่งได้มีการดำเนินการตรงนี้ไปแล้ว และเรื่องต่อไปที่ต้องดำเนินการ ลดการสู้รบและได้ส่งข้อเสนอ ว่าจะทำอย่างไรที่จะลดการสู้รบให้ได้มากที่สุด โดยขอให้เขาได้พิจารณา เรื่องข้อเสนอต่างๆที่จะไม่นำไปสู่ ความอลหม่านในอนาคต ซึ่งจำเป็นที่จะต้องพูดคุยกัน ครั้งนี้เป็นการพูดคุยกันเป็นครั้งที่ 3 และย้ำว่าไม่ได้มีการไปตกลงอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่เป็นการเสนอแนะแนวปฏิบัติ ก็สุดแล้วแต่ว่าเขาจะนำไปปฏิบัติอย่างไร
เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกต ประเทศไทยเอียงไปทางเมียนมา พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยืนยันว่า ไม่มีการเอียง มันเอียงไม่ได้ เราปฏิบัติตามมติสหประชาชาติไปแล้ว รวมถึงมติของอาเซียน ซึ่งมันยังไม่ก้าวหน้าเราก็ต้องหาวิธีการพูดคุยอย่างอื่น เพิ่มเติมมาซึ่งจะต้องมีการนำเสนอในอาเซียนอยู่แล้ว ไม่ใช่ไปขัดแย้งอะไรกับใคร ทั้งนี้เราต้องมองถึงผลประโยชน์ของประเทศด้วย ว่าความเสียหายจะเกิดผลกระทบอะไรกับเราบ้าง ต้องมอง 2 มิติด้วยกัน แต่ความคิดเห็นจากภายนอกเราก็รับฟัง อะไรที่ปฏิบัติได้เราก็ปฏิบัติไปจนครบแล้ว แต่หลังจากนี้จะมีแรงกดดันอะไรเพิ่มมากขึ้น ไปยังเมียนมา เราก็ต้องพยายามลดปัญหาตรงนี้ให้ได้ เพราะมีผลกระทบกับประเทศไทย ในเรื่องการค้าขายชายแดน การข้ามแดน แรงงานแรงงานผิดกฎหมาย ก็จะทำให้เกิดปัญหาการค้ามนุษย์ตามมา รวมถึงปัญหาอื่นๆที่จะตามมาหากยุติไม่ได้ ซึ่งทุกประเทศที่มาประชุมก็เห็นด้วยว่า ควรจะต้องหารือกัน ในฐานะที่เป็นประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกัน เพื่อแสวงหาทางออกและนำเข้าไปสู่ที่ประชุมอาเซียนในครั้งต่อไป ทุกรัฐบาลก็ทราบกันดีอยู่แล้ว ว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำ อย่างที่บอกเรารับแรงกดดันสูงมาก ในฐานะที่เรามีชายแดนติดกับประเทศเมียนมากว่า3,000 กิโลเมตร