"พิธา" ถก "องค์กรต้านโกง" ร่วมมือแก้คอร์รัปชั่น เล็งตรวจสอบโครงการจัดซื้อฯปี65 ปัดชำระแค้น

การเมือง8 มิ.ย. 2566 • 18:42 น.
"พิธา" ถก "องค์กรต้านโกง" ร่วมมือแก้คอร์รัปชั่น เล็งตรวจสอบโครงการจัดซื้อฯปี65 ปัดชำระแค้น

 

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 8 มิ.ย. 66 ที่อาคารศรีจุลทรัพย์ ในการประชุมหารือระหว่างพรรคก้าวไกล นำโดย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ACT)  นายวิเชียร พงศธร ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน

โดยนายวิเชียรกล่าวว่า เราดีใจที่ทำพรรคก้าวไกลได้เข้ามาพูดคุย ในเรื่องปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นของประเทศไทย และหาแนวทางการแก้ไขปัญหา และดีใจที่มีพรรคการเมืองที่ให้ความสนใจ และใส่ใจ รวมทั้งมีความจริงจังในการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ทางองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันในฐานะที่เป็นองค์กรภาคประชาชน และมีเครือข่ายของสมาชิก ภาคี รวมถึงการมีส่วนของประชาชน ที่มุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหานี้ เราได้เห็นบทบาททางการเมืองเป็นบทบาทที่สำคัญยิ่ง และเราตั้งใจจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ทางการเมือง ให้ความหวังประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหา ซึ่งเราได้แลกเปลี่ยนตัวอย่างในบางเรื่อง ที่เป็นรูปธรรม หากพรรคการเมืองมีส่วนในการช่วยและให้ความสำคัญในหลายๆ เรื่องไม่ว่าจะเป็นการศึกษา สิ่งแวดล้อม การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เศรษฐกิจ เราจะไม่สามารถดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลได้ หากไม่มีการแก้ไขปัญหา

อีกทั้ง ซึ่งเราได้เสนอกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วม และมีเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เพราะไม่มีภาคส่วนได้ภาคส่วนหนึ่งที่จะแก้ปัญหาซับซ้อนโดยตนเองได้ และเป็นโอกาสที่จะได้ร่วมงานกันต่อไป 

ด้านนายพิธา กล่าวว่า วาระสำคัญในการประชุมกัน  คือการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ที่จะสู้กับคอร์รัปชั่น และเพิ่มดัชนีการคอร์รัปชั่นของไทยที่ตกลงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เรามีความตั้งใจ และมีแผนในระยะสั้น 100 วันแรกของการเป็นรัฐบาล และแผนใน 1 ปีและ 4 ปีต่อไป ว่าจะทำอะไรบ้าง ซึ่งเราอยากจะเห็นภาพดัชนีนี้ดีขึ้นโดยเร็ว แสดงให้เห็นเจตจำนงค์ของประเทศไทย ที่จะดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ จากที่เคยอยู่อันดับ 80 กลายเป็น 110  ซึ่งเราพยายามจะดันขึ้นให้เร็วที่สุด โดยจะนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยต่อสู้กับคอร์รัปชั่น และในหลายครั้งในการอภิปรายของพรรคก้าวไกลเราก็ได้ข้อมูลจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันมาโดยตลอด

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถหาข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์ขององค์กรต่อต้านการคอร์รัปชั่น www.actai.co และสามารถมีส่วนร่วมในการรายงานปัญหาผ่านช่องทางนี้ได้ 

นายพิธา ยังกล่าวด้วยว่า นี่เป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจของรัฐบาลที่จะทำงานกับภาคเอกชน ในการลดการใช้ดุลพินิจ ทั้งการออกกฏหมายและใบอนุญาตต่างๆ ที่ไม่จำเป็น เพื่ออำนวยความสะดวกของภาคเอกชนในการทำงานต่อไปด้วย

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าการพูดคุยในครั้งนี้จะนำไปสู่การประชุมกันในคณะทำงานของพรรคร่วมด้วยหรือไม่ นายพิธา ระบุว่า ทางพรรคก้าวไกลจะมีนายรังสิมันต์ โรม และนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร เป็นแกนนำของทางพรรคในการพูดคุยเรื่องนี้ และทางพรรคเพื่อไทย กับพรรคเสรีรวมไทยด้วย ก็จะมีตัวแทนพูดคุยด้วย ซึ่งในการพูดคุยครั้งนี้มีโครงการของรัฐบาลชุดที่แล้วที่ผ่านการอภิปรายในสภาไป 4 - 5 เรื่องต่อปี และตลอด 4 ปีก็มีประมาณ 20 เรื่อง 

นายพิธา ระบุต่อว่า การทำให้โปร่งใสโดยที่ไม่ใช้งบประมาณนั้นจะเน้นเปิดเผยข้อมูลการประชุมรัฐสภา การประชุมกรรมาธิการ ให้สื่อมวลชนสามทรถถ่ายทอดสดได้  ซึ่งจะทำให้โปร่งใสตรวจมอบได้โดยที่ยังไม่ต้องไปแก้พ.ร.บ. หลายส่วน ที่อาจใช้ระยะเวลานาน ข้อมูลที่เคยเป็นความลับก็จะถูกเปิดเผยได้ ทำให้การทำงานอยู่ในร่องในรอย ไม่ต้องใช้งบประมาณประเทศเพิ่ม ส่วนงบประมาณของกระทรวงกลาโหม จะเปิดเผยเท่าที่กฎหมายอนุญาตก่อน ยังไม่ต้องมีการแก้ไข ยกเว้นเรื่องความลับระหว่างประเทศที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ 

ทั้งนี้ นายพิธา ยังระบุอีกว่า ทางพรรคจะเน้นแก้ไขในเรื่องของโครงการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาลที่ผ่านมาในปี 65 ที่มีการจัดซื้อ 5 ล้านโครงการ คิดเป็น 70% ของโครงการภาครัฐทั้งหมด เน้นดูเรื่องที่สำคัญและเจาะจงแก้ไขลงมาเรื่อย ๆ 

ผู้สื่อข่าวถามว่าหลังจากจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้จะเป็นการเช็คบิล หรือสะสางการทุจริตที่ค้างคาหรือไม่ นายพิธา ระบุว่า เป็นเรื่องการสร้างระบบ ไม่ใช่แค่ในรัฐบาลชุดไหน แต่ต้องสะสางตั้งแต่รัฐบาลก่อน รัฐบาลนี้ และรัฐบาลหลังจากนี้ ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องส่วนตัวในการชำระแค้น ไม่ใช่เรื่องที่คนมีวุฒิภาวะพอจะมาคิดแบบนั้น เราต้องลดการผูกขาด เพิ่มความโปร่งใส ซึ่งเชื่อว่าจะดีกับทุกฝ่าย และการสร้างรากฐานเหล่านี้ก็จะเป็นวัฒนธรรมใหม่ของการเมืองไทย ทุเลาปัญหาการทุจริตที่กัดกินประเทศไทย 

เมื่อถามว่ารวมถึงการเปลี่ยนคณะกรรมการขององค์กรอิสระด้วยหรือไม่ นายพิธา ระบุว่า องค์กรอิสระที่ไม่อิสระจริง เพราะมาจากการแต่งตั้ง เราต้องให้คนที่ประชาชนเลือกมา มีคณะกรรมการในการเลือกมาจากทั้งฝั่งรัฐบาล ฝ่ายค้าน เพื่อตอบโจทย์คนข้างล่าง ไม่ใช่คนที่แต่งตั้งเข้ามา และเป็น 1 ใน 300 นโยบายของพรรคก้าวไกลด้วย

“ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวหรือรายบุคคล แต่เป็นเรื่องของการใช้อำนาจ ไม่ใช่มาจากแต่งตั้งเสมอไป แต่มีที่มาของคณะกรรมการที่เราเสนอไป คละกัน ให้เป็นกลางที่สุด ต้องรับรองคนที่จะมาเป็นองค์กรอิสระให้อิสระจริงๆ ซึ่งยืนยันว่าต้องแก้กฎหมาย แต่เรื่องโละคณะกรรมการนั้นต้องหารือกันอีก” นายพิธา กล่าว