"ก้าวไกล" ยื่น 3 ร่างกฎหมาย ขับเคลื่อนด้านสิทธิแรงงาน เพิ่มค่าครองชีพ ให้สิทธิคลอดบุตรไม่เกิน 180 วัน
วันที่ 24 ส.ค.2566 ที่รัฐสภา นายคัมภีร์ ดิษฐากรณ์ โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร รับยื่นร่าง พ.ร.บ. ที่เกี่ยวกับการขับเคลื่อนด้านสิทธิแรงงาน จาก สส.พรรคก้าวไกล นำโดยนายเซีย จำปาทอง พร้อมด้วยผู้แทนแรงงานด้านต่าง ๆ ประกอบด้วย 1. ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เนื่องจาก พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติมที่ใช้บังคับในปัจจุบันมีบทบัญญัติบางประการไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน ประกอบกับสถานการณ์ในปัจจุบันมีผู้ใช้แรงงานมากกว่า 700,000 คน ที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานภาครัฐ แต่ไม่มีกฎ ระเบียบ ข้อบังคับที่คุ้มครองให้เป็นไปตามมาตรฐานของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ดังนั้น เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผู้ใช้แรงงานโดยรวม เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ตลอดจนเป็นการการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพิ่มอำนาจต่อรอง และเพิ่มเวลาเรียนรู้สำหรับแรงงานเพื่อพัฒนาตนเอง และให้หน่วยงานภาครัฐเป็นแบบอย่างของการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน จึงจำเป็นต้องให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์มีสิทธิลาเพื่อคลอดหรือเลี้ยงดูบุตรครรภ์หนึ่ง รวมกันไม่เกิน 180 วัน โดยได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่า 90 วัน และรับสิทธิประโยชน์จากสำนักงานประกันสังคมเพิ่มเติมอีก 90 วัน และกำหนดให้มารดาของบุตรสามารถมอบสิทธิการลาเลี้ยงดูบุตรส่วนของตนให้บิดาตามกฎหมายของบุตรหรือคู่สมรสตามกฎหมายของตนได้ไม่เกิน 90 วัน ในกรณีไม่มีบิดาหรือมารดาให้ผู้ปกครองตามกฎหมายได้รับสิทธิ (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 41)
2. ร่าง พ.ร.บ.สหภาพแรงงาน พ.ศ. .... เนื่องจาก พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน บทบัญญัติหลายประการไม่เหมาะสมกับสภาพการในปัจจุบันและไม่สอดคล้องกับหลักการที่เป็นมาตรฐานแรงงานสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลายมาตรายังขัดกับหลักการในอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 และ 98 ที่ว่าด้วยเสรีภาพในการรวมตัวและการเจรจาต่อรองร่วมและถูกกำหนดให้เป็นอนุสัญญาหลัก เป็นสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐานที่ต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองและส่งเสริมอย่างจริงจัง จึงเป็นเหตุให้คนทำงานและผู้จ้างงานส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิดังกล่าวได้จริง ภายใต้ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ยังมีข้อจำกัดที่จะทำให้เกิดระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนทำงานและผู้จ้างงาน รวมทั้งมีปัญหาข้อขัดแย้งและข้อพิพาทด้านแรงงานจำนวนมาก และหลายครั้งที่ความขัดแย้งและข้อพิพาทได้นำสู่การต่อสู้ เผชิญหน้ากันอย่างรุนแรง สร้างความเสียหายให้กับทั้งคนทำงาน ผู้จ้างงาน และประเทศชาติโดยรวม และการที่คนงานส่วนใหญ่ไม่สามารถรวมตัวและทำการเจรจาต่อรองร่วมได้ ทำให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ ไม่ได้รับความเป็นธรรม มีค่าจ้างต่ำ สวัสดิการที่เลวร้าย ต้องทำงานหนักและยาวนานในแต่ละวัน ทั้งนี้ เพื่อให้กฎหมายมีหลักการและสาระที่สอดรับกับสภาพแวดล้อมทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างมาก และสอดคล้องกับมาตรฐานและหลักการอันเป็นสากล รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดระบบแรงงานสัมพันธ์ที่คนทำงานและผู้จ้างงานสามารถทำงานร่วมกันด้วยความพอใจ อย่างสันติสุข และต่างได้รับความเป็นธรรม และที่สำคัญคือสามารถนำสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และสร้างสังคมที่เป็นธรรม เสมอภาค จึงได้เสนอร่าง พ.ร.บ. นี้
และ 3. ร่าง พ.ร.บ.บำนาญพื้นฐานถ้วนหน้า พ.ศ. .... โดยให้รัฐต้องจัดให้มีบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้าแบบถ้วนหน้า ให้ประชาชนที่อายุหกสิบปีทุกคน ด้วยสิทธิที่เสมอกัน ภายใต้หลักการสวัสดิการเป็นสิทธิอันพึงมีของประชาชน ที่มิใช่เป็นหน้าที่ของรัฐในการสงเคราะห์ ไม่มีความแตกต่างเหลื่อมล้ำกันในระหว่างประชากรอาชีพต่าง ๆ
ทั้งนี้ นายเซีย จำปาทอง และ สส.พรรคก้าวไกล ได้กล่าวให้กำลังใจผู้ใช้แรงงานด้านต่าง ๆ ซึ่งแม้ว่าพรรคก้าวไกลจะไม่ได้เป็นรัฐบาลแต่ก็จะผลักดันนโยบายต่าง ๆ ที่ได้นำเสนอต่อประชาชนผ่านการหาเสียงที่ผ่านมา เพื่อให้พี่น้องแรงงานมีสิทธิในการรวมตัวเจรจาต่อรองเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีค่าจ้างที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ มีชั่วโมงการทำงานที่ลดน้อยลง และผู้สูงอายุจะมีรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ โดยพรรคก้าวไกลจะผลักดันกฎหมายแรงงานเหล่านี้ให้เป็นจริงให้ได้