- โฆษณา -

“ปปช.ภาค4” เฝ้าระวัง งบบิ๊กอีเว้นท์ “มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี” วงเงิน 2,500 ล้าน

การเมือง12 ก.ย. 2568 • 12:49 น.
“ปปช.ภาค4” เฝ้าระวัง งบบิ๊กอีเว้นท์ “มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี” วงเงิน 2,500 ล้าน

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 นายประภาศ  คงเอียด  กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช. ) แถลงข่าวผลการดำเนินงานของสำนักงาน ป.ป.ช. ภาค 4   และสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดในเขตพื้นที่ภาค 4 เปิดเผยกรณี ป.ป.ช.ภาค 4 ได้ เฝ้าระวังงบประมาณมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 โครงการบิ๊กอีเวนต์ 2,500 ล้านบาท โดยประเทศไทยได้รับอนุมัติหลักการจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2564 ให้เป็นเจ้าภาพยื่นประมูลสิทธิ์การจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก ณ จังหวัดอุดรธานี (ระดับ B) และจังหวัดนครราชสีมา (ระดับ A1) โดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (สสปน.) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ต่อมาเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2565 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติกรอบงบประมาณ 2,500 ล้านบาทสำหรับโครงการของจังหวัดอุดรธานี และในวันที่ 8 มีนาคม 2565 สมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) ได้รับรองให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 การลงนามสัญญาเป็นเจ้าภาพอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2566 ระหว่าง AIPH กับฝ่ายไทย

งานมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึง 14 มีนาคม 2570  ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ตำบลกุดสระ อำเภอเมืองอุดรธานี ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญในแนวคิด "ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต : สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำและพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน" (Diversity of Life, connecting people, water and plants for sustainable living)

- โฆษณา -

ทั้งนี้ โครงการมหกรรมพืชสวนโลกมีงบประมาณรวม 2,500 ล้านบาท แบ่งความรับผิดชอบหลักออกเป็นหลายส่วน ได้แก่ การออกแบบ Master Plan และ Theme, การควบคุมงานก่อสร้าง, การจัดตกแต่งภูมิทัศน์ โครงสร้างพื้นฐานและอาคาร, การบริหารจัดการ ประชาสัมพันธ์และกิจกรรม รวมถึงค่าลิขสิทธิ์และการตรวจสอบจาก AIPH ในส่วนของการออกแบบ Master Plan และ Theme ซึ่งใช้งบประมาณ 68.12 ล้านบาท ประสบปัญหาความล่าช้าอย่างมาก โดยการจัดซื้อจัดจ้างครั้งแรกถูกยกเลิกเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2566 เนื่องจากมีผู้ยื่นอุทธรณ์

แม้จะมีการดำเนินการใหม่และลงนามสัญญาเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2566 แต่ Master Plan ฉบับสมบูรณ์มีการส่งมอบให้กรมวิชาการเกษตรเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 และมีการโอนลิขสิทธิ์เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 ต่อมามีการปรับแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและข้อเสนอแนะของ AIPH ที่ต้องการเร่งงานก่อสร้างและเน้นการปลูกต้นไม้ โดยลดงบประมาณงานก่อสร้างอาคารและภูมิทัศน์จากเดิม 1,811 ล้านบาท ลงเหลือ 1,011 ล้านบาท และนำส่วนต่าง 800 ล้านบาท ไปเพิ่มในส่วนของพืชพรรณ ต้นไม้ และการบำรุงรักษา  ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานว่าการปรับลดนี้ไม่ได้กระทบต่อพื้นที่ใช้สอย โครงสร้างและความ

แข็งแรงของอาคาร โครงการนี้ต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคสำคัญ หลายประการ ประการแรกคือ ความล่าช้าในการออกแบบผังแม่บท (Master Plan) ซึ่งใช้งบประมาณกว่า 55.7 ล้านบาท กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างครั้งแรก  ถูกยกเลิกเนื่องจากมีผู้ยื่นอุทธรณ์ ทำให้ต้องดำเนินการใหม่และส่งผลให้ล่าช้า

อีกทั้งยังมีประเด็นความสงสัย จากสื่อมวลชนและภาคประชาชนเกี่ยวกับกรณีการจัดจ้างออกแบบผังแม่บท โดยมีการแก้ไขเอกสารข้อกำหนด (TOR) ให้คุณสมบัติลดลงและเชิญบริษัทเข้าร่วมเสนอน้อยลง นอกจากนี้การดำเนินงานต้องเผชิญกับระยะเวลาที่กระชั้นชิด โดยมีเวลาเพียงประมาณ 1 ปีเศษในการก่อสร้างอาคารและภูมิทัศน์มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งการก่อสร้างอาคารและภูมิทัศน์มีกำหนดแล้วเสร็จเพียง 3 เดือนก่อนเปิดงานในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ในส่วนของการปรับสภาพพื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำยังประสบปัญหาดินไม่สมบูรณ์และดินเค็ม ความกังวลยังรวมถึงผลกระทบต่อปริมาณน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปาของหมู่บ้าน และความเสี่ยงต่อน้ำท่วมในพื้นที่ชุ่มน้ำ การมีคณะทำงานที่ซับซ้อนหลายชุดและการแบ่งอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบที่ไม่ชัดเจนระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นปัญหา

นายประภาส กล่าวต่อว่า การเฝ้าระวังงบประมาณโดย สำนักงาน ป.ป.ช. ภาค 4 ได้เข้าติดตามความคืบหน้าโครงการและ เฝ้าระวังการใช้จ่ายงบประมาณตั้งแต่ต้น เนื่องจากเป็นโครงการที่มีงบประมาณสูงและได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ป.ป.ช. ได้เก็บข้อมูลและให้ข้อสังเกต  ในเชิงป้องปรามหลังจากการจัดทำผังแม่บทแล้วเสร็จ โดยให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงต่อการทุจริต เชิงนโยบายในโครงการขนาดใหญ่

โดยโครงการขนาดใหญ่คือโครงการที่ของบประมาณหรือได้รับจัดสรรงบลงทุนตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป หรือมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงในวงกว้าง การแก้ไขปัญหาการทุจริต ในโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างบูรณาการจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม รวมถึงเจตจำนงทางการเมืองที่แข็งขันในการสร้างความโปร่งใส เพื่อให้โครงการมหกรรม  พืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 บรรลุวัตถุประสงค์และสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศชาติอย่างแท้จริง