ปลดล็อกหรือล็อกสเปค "กัญชง" กันแน่

การเมือง1 ก.ย. 2562 • 06:48 น.
ปลดล็อกหรือล็อกสเปค "กัญชง" กันแน่
จากกรณีคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดออกประกาศ เรื่อง กำหนดลักษณะกัญชง(hemp) และกระทรวงสาธารณาสุขออกประกาศ เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 โดยให้ยกเลิกชื่อยาเสพติดประเภท 5 ลำดับ 1 คือ “กัญชา” และยาเสพติดประเภท 5 ลำดับ 5 คือ “กัญชง” โดยยกเว้นให้เฉพาะเปลือกแห้ง แกนลำต้นแห้ง เส้นใยแห้งของกัญชาและกัญชง รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากเปลือกแห้ง แกนลำต้นแห้ง เส้นใยแห้ง ซึ่งประกาศทั้ง 2 ฉบับได้เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุดนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กระบุว่า... ปลดล็อกกัญชง หรือ ล็อกสเปกกัญชงกันแน่ ? 1. รัฐบาลที่แล้ว ออกประกาศกฎกระทรวงสาธารณสุข เรื่องการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต จำหน่าย หรือมีไว้ครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภทที่ 5 เฉพาะเฮมพ์ ลงนามโดย นายปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประกาศในลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2559 ได้กำหนดสรุปความได้ว่า “กัญชงที่ปลูกได้ให้มี THC (สารที่ทำให้เมาและออกฤทธิ์ทางจิตประสาท) ไม่เกิน 1% ของน้ำหนักใบและดอกแห้ง และเมล็ดพันธุ์พืชที่มี THC ไม่เกิน 1% ของน้ำหนักแห้ง ซึ่งในเวลานั้นก็ไม่มีใครมาทักท้วงว่ากระทำความผิดเพราะฝ่าฝืนกฎกติกาของคณะกรรมการควบคุมสารเสพติดนานาชาติ (INCB) แต่ประการใด” 2. แต่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข 2 ฉบับที่ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2562 กลับออกกติกาที่ “เข้ม”กว่าเดิมคือ 2.1 ประกาศคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ เรื่อง กำหนดลักษณะกัญชง (Hemp) พ.ศ. 2562 ลงนามโดย นายพิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เอกสารระบุว่า ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 30 สิงหาคม 2562 สรุปความว่า กัญชงต้องมี THC ไม่เกิน 0.5% ของน้ำหนักใบและดอกแห้ง เข้มกว่ากฎกระทรวงเมื่อปี 2559 จาก THC 1% เหลือ 0.5% “เมล็ดพันธุ์รับรอง” ของกัญชงต้องเป็นพันธุ์ที่มี THC ไม่เกิน 0.3% ของน้ำหนักใบและดอกแห้ง และต้องเป็นพันธุ์พืชที่ต้องขึ้นทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืช เข้มกว่ากฎกระทรวงเมื่อปี 2559 จาก THC 1% เหลือ 0.3% 2.2 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภทที่ 5 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 ตามเอกสารระบุว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขลงนาม โดยเอกสารระบุว่าได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2562 ภายใต้มติคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ สรุปความว่า ถ้าเป็นสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์สารสกัดกัญชงจะให้มี THC ไม่เกิน 0.2% ของน้ำหนักเหมือนยุโรป (ทั้งๆที่ยังมีอีกหลายประเทศกำหนด THC ไม่เกิน 0.3%) และถ้าจะเรียกว่า แคนนาบิไดออล (CBD) ซึ่งเป็นสารไม่ออกฤทธิ์ทางจิตประสาท ต้องสกัดให้บริสุทธิ์ถึง 99% โดยให้มี THC ไม่เกิน 0.01% ล็อกสเปกสูงขนาดนี้ชาวบ้านคงไม่มีปัญญาไปสกัดได้ นอกจากจะมี “บริษัทขนาดใหญ่บางบริษัท” เท่านั้นที่จะทำได้ ส่วนพันธุ์กัญชงก็ต้องตั้งคำถามว่าตอนออกกฎกระทรวงเมื่อปี 2559 นั้นอยู่บนพื้นฐานเมล็ดและการปลูกในสิ่งแวดล้อมของประเทศใด? แล้วการออกสเปกที่เข้มขึ้นกว่าเดิมในวันที่ 30 สิงหาคม 2562 นี้ เป็นประโยชน์ต่อใครกันแน่? ประกาศกระทรวงทั้ง 2 ฉบับนี้ หากออกมาโดยไม่ได้แก้ไข อาจทำให้กลุ่มทุนบางกลุ่มเท่านั้นได้ประโยชน์ และถ้ามีกลุ่มทุนบางกลุ่มได้ประโยชน์แล้ว ก็อย่าหวังว่าจะไปแก้ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษได้เลย เพราะจะมีคนบางกลุ่มจะเกิดแรงจูงใจเนื่องจากพอใจในผลประโยชน์ต่อสภาพดังกล่าวนี้ไปล็อบบี้คว่ำกฎหมายที่จะแก้ไข พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษเข้าสู่การพิจารณาต่อรัฐสภาต่อไปอย่างแน่นอน หากเป็นเช่นนั้นประชาชนจะครหาหรือเข้าใจผิดไปได้ว่าเป็นการจัดฉากเสนอกฎหมายเพื่อให้ไม่ให้ผ่าน เพราะพอใจประกาศกระทรวงลักษณะเช่นนี้ จึงขอแสดงความห่วงใยและไม่เห็นด้วยกับประกาศกระทรวงเช่นนี้ เพราะสิ่งที่ควรทำในเวลาที่ยังไม่ได้แก้ไข พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ คือ “อย่าออกกติกาใดๆที่เอื้อผลประโยชน์กลุ่มทุนใหญ่ให้มีแรงจูงใจในการล้ม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษที่กำลังจะแก้ไขในวันข้างหน้า” ดังนั้นหากมีประกาศกระทรวงใดหรือกฎกระทรวงใดที่จะนำไปสู่การเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนบางกลุ่ม ควรยกเลิกประกาศหรือกฎนั้นเสีย แต่สิ่งที่ควรทำอย่างเร่งด่วนคือ 1. ให้แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ และหมอพื้นบ้าน รวมถึงแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งผ่านการฝึกอบรมและสอบผ่านการใช้กัญชาแล้ว อาศัยอำนาจของรัฐกำหนดและอนุญาตให้ปลูกและผลิตแทนรัฐเพื่อใช้ภายในสถานประกอบการทั้งคลินิกและโรงพยาบาลที่ต้องการใช้กัญชา ไม่ใช่ผูกขาดส่งผลิตภัณฑ์กัญชาให้บุคคลากรของรัฐที่อาจไม่เต็มใจ ไม่พร้อม หรือไม่อยากที่จะใช้กัญชาทางการแพทย์ในหน่วยงานของรัฐอย่างเต็มศักยภาพของกัญชา ซึ่งจะส่งผลทำให้ประชาชนก็ต้องใช้กัญชาใต้ดินต่อไปอยู่ดี 2. ตรวจสอบสภาพกัญชงไทย หรือแม้พันธุ์ต่างชาติที่นำมาพัฒนาเป็นสายพันธุ์ไทย โดยจัดให้มีการนิรโทษกรรมหรือให้ผู้ที่มีเมล็ดพันธุ์ที่คนไทยพัฒนาสายพันธุ์ไปมากแล้วในตลาดใต้ดินมาร่วมงานกับรัฐ เพื่อรับฟังความคิดเห็นแล้วรวบรวมผลลัพธ์ของกัญชงที่มี CBD สูง ด้วยระบบการปลูกกรีนเฮาส์ หรือระบบเปิดภายใต้สภาพแวดล้อมแบบไทย ว่าให้สาร THC เท่าไหร่ เพื่อกำหนดมาตรฐานกัญชงของไทย ไม่ใช่การกำหนดสาร THC เพื่อนำไปสู่การกำหนดพันธุ์พืชและวิธีปลูกตามระบบโรงเรือนปิดแบบยุโรปแต่เพียงอย่างเดียว หรือการสกัดแบบบริสุทธิ์ที่ต้องลงทุนอย่างมหาศาลเกินความจำเป็น ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับประเทศไทยได้ ส่วนตัวแล้วยังเชื่อมั่นในเจตนาดีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขว่ามีความจริงใจและปรารถนาดีต่อประเทศชาติและประชาชน ได้โปรดรับฟังข้อห่วงใยข้างต้น เพื่อนำไปสู่การหาข้อเท็จจริงแล้วกำหนดนโยบายเสรีกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ต่อไป และอย่าให้มีการล็อกสเปกเพื่อผลประโยชน์กลุ่มทุนใดแล้วกีดกันประชาชนในการปลูกและสกัดกัญชง