สัญญาบูรพาพยัคฆ์ “น้องตู่” ในมือ “พี่ป้อม” เมื่อน้องไม่อาจขาดพี่ บนถนนสายการเมือง
การเมืองเดินมาถึงหัวเลี้ยวหัวต่อ เมื่อ “พี่น้อง 2 ป.” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ พี่ใหญ่ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ระหองระแหง กันมาพักใหญ่ ดูเสมือนกลับมาคืนดีกันแล้ว
เพราะจากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่า ยังเป็นแคนดิเดทนายกฯของ พรรคพลังประชารัฐอยู่ และเป็นได้พรรคเดียวเท่านั้น
เพื่อสยบข่าว การจะแยกวง ไปเป็นนายกฯของ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคสำรองที่ตั้งขึ้นมา เพื่อเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ หากว่า พรรคพลังประชารัฐ ไม่เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ หรือ เสนอมากกว่า 1 ชื่อ เช่นที่ฝ่ายสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ หวาดระแวง มานาน
ที่สำคัญที่สุดคือ การที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนที่เปิดเผยเองว่า พล.อ.ประวิตร จะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ แค่ชื่อเดียว เป็นแคนดิเดทนายกฯของ พปชร.
ทั้งๆที่ พล.อ.ประวิตร ยังไม่เคย ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อ เลยว่า จะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ แค่ชื่อเดียว แต่เคยระบุว่า จะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกฯของ พปชร. แต่เมื้อถูกถามว่า จะเสนอชื่อเดียว หรือ 3 ชื่อ แต่ พล.อ.ประวิตร ก็บ่ายเบี่ยง ที่จะตอบ มาตลอด
นี่อาจสะท้อน เป็นคำพูดของ พล.อ.ประวิตร ได้พูดไว้กับ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นการส่วนตัว หรืออาจเรียกได้ว่า เป็นสัญญาใจของพี่น้อง
หลังจากที่มีข่าวว่า ทั้ง 2 พี่น้องคืนดีกันแล้ว ตั้งแต่ พี่น้อง 3 ป. “ป้อม-ป๊อก-ประยุทธ์” พบปะทานข้าวกัน 3 คน ที่มูลนิธิป่ารอยต่อฯ ที่ พล.อ.ประวิตร ลงทุนเข้าครัว ทำกุ้งผัดกระเทียม ให้น้องๆทาน
ก่อนที่จะใช้กลยุทธ์ ดินเนอร์ กับ พรรคร่วมรัฐบาล และพรรคขนาดเล็ก ในการประสานสัมพันธ์ และเช็กท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาล จนเกิดประเพณี ดินเนอร์ เดือนละครั้ง
สัญญาณที่สะท้อนว่า พล.อ.ประยุทธ์ อาจเปลี่ยนแผน คือการชะลอ การเปลี่ยนทีมผู้บริหารชุดใหม่ของ พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ทำให้การประชุมใหญ่พรรคเมื่อ 31 มีนาคมที่ผ่านมา ไม่มีเซอร์ไพรซ์ ใดๆ
แต่ที่เซอร์ไพรส์ กว่า คือการประชุมใหญ่ พรรคพลังพลังประชารัฐ เมื่อ 3 เม.ย. ที่นครราชสีมา ที่ไม่มีชื่อของ อภิชัย เตชะอุบล ที่เพิ่งลาออกจาก ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์พรรคประชาธิปัตย์ มาอยู่พรรคพลังประชารัฐ และไม่มีชื่อ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกฯ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ส่งไปเป็นที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็ชื่อหลุดโผ
แต่กลับ มี 2 บิ๊กทหาร มาเสียบแทน ทั้ง “บิ๊กอิ๊ด” พล.อ.ธัญญา เกียรติสาร อดีตแม่ทัพภาค 2 และ “บิ๊กโย” พล.อ. กฤษณ์โยธิน ศศิพัฒนวงษ์ น้องรักจาก มูลนิธิป่ารอยต่อฯ มาเป็นกรรมการบริหารพรรค ที่ถูกมองว่า เป็น สัญญาณ พล.อ.ประวิตร ยึดพรรคพลังประชารัฐ และ ปิดช่องคนของ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ายึดพรรค จนทำให้ พีระพันธุ์ ลาออกจากสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ทันที จนทำให้เกิดความกังขาว่า พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร เกี่ยวก้อยคืนดีกันแล้วจริงหรือไม่
ยิ่งเมื่อปรากฏ ป้ายคัตเอ้าท์ ขนาดใหญ่ยักษ์มหึมา ของ พล.อ.ประวิตร ปรากฏในหลายเส้นทางออกต่างจังหวัด ทั้งภาคเหนือ อีสานและภาคใต้ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็ยิ่งทำให้ถูกจับตามองว่า มีแรงผลักดันให้ พล.อ.ประวิตรเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ จน พล.อ.ประวิตร ต้องยืนยันว่าไม่ใช่เป็นการหาเสียง หรือเป็นสัญญาณ ของการอยากจะเป็นนายกรัฐมนตรี
“หาเสียงอะไร หาเสียงยังไง เป็นหัวหน้าพรรค เขาก็ไปติด แล้วนายกฯ ติดได้ไหมล่ะ นายกฯ ติดไม่ได้” พล.อ.ประวิตร ระบุ
แถมเมื่อ นักข่าวถาม ถึงการที่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐจะเสนอชื่อ แคนดิเดต นายกฯ เพียงชื่อเดียว พล.อ.ประวิตร กลับบอกว่า ไม่รู้ แต่คาดว่า น่าจะเป็น การตอบ ตามสไตล์ บิ๊กป้อม ไม่รู้ๆ มากกว่า
เพราะจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ก็ ชี้แจงแทน พล.อ.ประวิตร ว่า พล.อ.ประวิตร ไม่ได้อยากจะเป็นนายกฯ เพราะเรื่องป้าย ผมก็ถามแล้วว่ามีป้ายอื่นๆอีกไหม เขาก็บอกว่ามีทุกภาคสามารถติดได้ ไม่ผิดกฎหมายอะไร
“พลเอก ท่านก็ยืนยันมา 100 ครั้งแล้วว่าท่านไม่เป็น” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว เน้นเสียงยืนยัน
แต่คนรอบข้าง อาจจะสนับสนุน พล.อ.ประวิตร ให้เป็นนายกฯหรือไม่นั้น ผมไม่รู้ว่า ใครพูด ผมไม่รู้ แต่เวลาผมถามท่านก็พูดแบบเดิมทุกครั้ง
“แล้วเราก็ไม่เคยพูดกันเรื่องนี้ และผมก็ไม่เคยสงสัยในเรื่องนี้ ไม่มีอะไรที่จะทำให้ผมแตกคอกันได้หรอก ไม่มีอะไรทั้งสิ้น” นายกฯ กล่าว
ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ท่านไม่เคยจะบอกว่า ท่านจะเป็นหรือไม่ เป็น แต่ท่านบอกผมว่า ก็ยินดีสนับสนุน ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ตลอดไป”
ที่ทำให้ภาพการเคลียร์ของ พี่น้อง 2 ป. ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่ายังเป็นนายกฯของ
พรรคพลังประชารัฐ
“วันนี้ผมก็อยู่ พรรคประชารัฐ อย่าให้ความสำคัญมากนักเลย มันยังไม่ถึงเวลาของมัน ผมก็ไม่เคยพูดว่าผมจะไปอยู่พรรคไหน ผมก็อยู่พลังประชารัฐอย่างนี้ จะไปไหนล่ะ”
แต่ออกตัวว่า ยังไม่คิด ว่า ต้องเป็นสมาชิกพรรค หรือลงส.ส.บัญชีรายชื่อ หรือไม่ เพราะ ยังไม่ถึงเวลา ที่สะท้อนว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยอมที่จะเข้ามาอยู่ในเกม ในกระดาน ของ พล.อ.ประวิตร เราคงรู้ตัวดีว่า ถ้าเดินบนถนนสายการเมืองด้วยตัวเอง คงจะไม่รอด เพราะกว่าจะมีวันนี้ได้ และเป็นนายกรัฐมนตรีได้ยาวนานถึง 8 ปีได้ ก็เพราะ พล.อ.ประวิตร
เพราะในทางการเมืองแล้วพล.อ.ประยุทธ์ ยังถือว่า เป็นมือใหม่ และยังไม่มีบารมี ในทางการเมือง มากนัก แม้จะเป็น หัวหน้าคสช. และ เป็นนายกรัฐมนตรีมาถึง 8 ปี
ขณะที่ พล.อ.ประวิตร ที่ได้ฉายาว่าพี่ใหญ่นั้น คร่ำหวอดในทางการเมืองมาหลายยุคสมัยตั้งแต่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จนมาถึง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้ชื่อว่าพล.อ.ประวิตร เป็นผู้ให้กำเนิด ในการตั้งรัฐบาล ในค่ายทหารในเวลานั้น
หรือแม้แต่การจัดสรรอำนาจในกองทัพและการจัดวางทายาทอำนาจ ในกองทัพต่อเนื่องมาหลายสมัย จนได้ฉายาพี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ จึงย่อมไม่ใช่ ธรรมดา พล.อ.ประยุทธ์ รู้ซึ้งถึงความจริงข้อนี้ดี และรู้ดีว่า หากตนเองไม่มี พล.อ.ประวิตรเคียงข้างหรือแผ่บารมี ช่วยเหลือแล้ว จะไปรอดหรือไม่ จะถูกนักการเมืองหักหลังหรือไม่
แม้ว่า จะมี กองเชียร์กองหนุน ให้แยกวง แยกทาง กับ พล.อ.ประวิตร อยู่ตลอดเวลา จนมีการ ตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติสำรองไว้แล้ว ก็ตาม แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็เลือก ที่จะ ใช้บริการ ของพล.อ.ประวิตร ต่อไปหลังมีสัญญาใจยืนยันว่าจะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นแคนดิเดตนายกฯคนเดียว ของพปชร.
แต่ อย่างไรก็ตาม เพื่อความไม่ประมาท พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังเตรียม พรรครวมไทยสร้างชาติ เผื่อไว้ก่อน เพราะการที่ พีระพันธุ์ ลาออกจากพรรคพลังประชารัฐ ก็จะไปเดินหน้า พรรค รวมไทยสร้างชาติต่อ เพราะยังเดินสายดูดและชักชวนพันธมิตร เข้าร่วมพรรค รวมทั้งการดึงนายทหารจาก หลายกลุ่ม มาช่วยในพรรคด้วย
เพราะเกมการเมือง ไม่มีอะไร แน่นอน และขึ้นอยู่กับ เสียงของประชาชน และจำนวนส.ส. ที่จะได้ ในการเลือกตั้ง ครั้งหน้า อีกไม่นาน จะเห็นคำตอบ