"สภาที่ 3"ออกแถลงการณ์อัด "มาตรการกระตุ้นศก."ชี้รัฐบาลอุ้มคนรวย ไม่ช่วยคนจน หวั่นเกิดจราจล ชาวบ้านอดยากจะลุกฮือ

การเมือง9 พ.ค. 2563 • 14:28 น.
"สภาที่ 3"ออกแถลงการณ์อัด "มาตรการกระตุ้นศก."ชี้รัฐบาลอุ้มคนรวย ไม่ช่วยคนจน หวั่นเกิดจราจล ชาวบ้านอดยากจะลุกฮือ
"สภาที่ 3" แถลงการณ์ อัด “รัฐบาล” อุ้มคนรวย ไม่ช่วยคนจน ใช้เงินมหาศาลแต่ไร้การตรวจสอบ หวั่นอีกไม่เกิน 3 เดือน ชาวบ้านอดอยากจะลุกฮือ “ก่อจลาจล”  จี้ “ประยุทธ์” เร่งขันน็อต  ก่อนประชาชนหมดหวัง อาศัยโควิด19 พาสังคมข้ามสงครามเสื้อสี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์กรภาคประชาชน หลายองค์กร  อาทิคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย(ครป.) ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันในนาม สภาที่ 3 แสดงความกังวลต่อมาตรการทางเศรษฐกิจของรัฐบาลในขณะนี้โดยเฉพาะการเยียวยาประชาชนหากทำไม่ทั่วถึงอาจจะนำไปสู่การจลาจลในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า เนื่องจากประชาชนประสบภาวะยากจนข้นแค้น โดยได้เตือนให้รัฐบาลระมัดระวังการใช้เงินกู้จำนวนมหาศาล ต้องนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากภาวะอดอยาก ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนผูกขาดใดๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจตัดสินใช้งบประมาณ 4 แสนล้านบาทอุ้มกองทุนตราสารหนี้ของเอกชนที่ครบกำหนดและไม่มีปัญญาจ่ายคืนเมื่อครบกำหนด และกองทุนตราสารหนี้ที่ด้อยคุณภาพ  ทั้งที่กลุ่มทุนมีกองทุนและงบประมาณช่วยเหลือตนเองอยู่แล้ว ซึ่งเป็นการอุ้มคนรวยฉกฉวยเงินแผ่นดินในภาวะวิกฤตและจะเป็นภาระหนี้ของลูกหลานในอนาคตหลังจากโรคระบาดไวรัส สิ่งที่รัฐบาลพึ่งสังวรระมัดระวังคือ การที่รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อแก้ปัญหาทั้งในช่วงวิกฤตและเพื่อการฟื้นฟู ซึ่งภาระดังกล่าวจะตกอยู่แก่ประชาชนไปอีกนาน โดยเฉพาะจะเป็นภาระหนักแก่คนรุ่นใหม่ ดังนั้น รัฐบาลจะต้องไม่ก่อภาระเฉพาะในด้านหนี้สินให้แก่ประชาชน แต่จะต้องสร้างโอกาสให้ประชาชนในด้านหารายได้ในอนาคตด้วย ทั้งนี้ ขอให้การกู้เงินของรัฐบาล ควรนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากภาวะอดอยาก ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนผูกขาดใดๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจตัดสินใช้งบประมาณ 4 แสนล้านบาทอุ้มกองทุนตราสารหนี้ของเอกชนที่ครบกำหนดและไม่มีปัญญาจ่ายคืนเมื่อครบกำหนด และกองทุนตราสารหนี้ที่ด้อยคุณภาพ  ทั้งที่กลุ่มทุนมีกองทุนและงบประมาณช่วยเหลือตนเองอยู่แล้ว ซึ่งเป็นการอุ้มคนรวยฉกฉวยเงินแผ่นดินในภาวะวิกฤตและจะเป็นภาระหนี้ของลูกหลานในอนาคตหลังจากโรคระบาดไวรัส สภาที่ 3 ขอเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ขัดเจนและเปิดเผยแก่ประชาชนได้แล้ว เพื่อทุกฝ่ายจะใช้เตรียมการ โดยจะต้องวางทิศทางเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับพลวัตโลก แต่ในขณะเดียวกันต้องไม่มีการคอร์รัปชัน วิกฤตโควิดจะทำให้ภาวะเศรษฐกิจในระยะสองปีข้างหน้าอ่อนลงมาก เนื่องจากพฤติกรรมมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงจะกระทบธุรกิจด้านบริการ การท่องเที่ยว และการก่อสร้าง ในขณะเดียวกัน ประชาชนทั่วโลกจะออมเงินมากขึ้นใช้จ่ายน้อยลง ดังนั้น กำลังซื้อที่ลดลงทั่วโลกจะกระทบตลาดส่งออกด้วย จากสถานการณ์ดังกล่าวประชาชนระดับรากหญ้าจะเดือดร้อนมากที่สุด เพราะไม่สามารถจะใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาได้เหมือนกลุ่มอื่น รัฐบาลจึงต้องให้ลำดับความสำคัญแก่นโยบายฟื้นฟูอนาคตสำหรับกลุ่มนี้ สำหรับชุมชน สำหรับท้องถิ่น และผู้ประกอบการขนาดกลาง ก่อนการช่วยเหลือธุรกิจขนาดใหญ่ หรือการให้กลุ่มทุนใหญ่มามีส่วนในการกำหนดนโยบายสาธารณะ โดยเฉพาะการใช้อำนาจเข้าไปดูแลควบคุมสินค้าอุปโภคบริโภคและสาธารณูบโภคพื้นฐานเพื่อบริการสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็น ไฟฟ้า ประปา พลังงาน น้ำมันและโทรศัพท์ โดยการลดสัดส่วนการผูกขาดของเอกชน ในการผลิดไฟฟ้า ประปา ฯลฯ ซึ่งนำมาสู่การแสวงหากำไรจากค่าน้ำค่าไฟที่แพงขึ้นและไร้การควบคุม เนื่องจากรัฐเคยทำสัญญาประกันรายได้ให้นายทุนในการผลิตไฟฟ้าให้ กฟผ. และไปลดการผลิตของ กฟผ.เพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายทุนได้กำไรจากสาธารณูปโภคพื้นฐานจนติดอันดับมหาเศรษฐกิจของไทย ซึ่งเรื่องดังกล่าวขัดกับรัฐธรรมนูญและเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม แทนที่รัฐบาลจะประกันรายได้ให้คนยากจน การลดส่วนส่วนเอกชนเพิ่มสัดส่วนของรัฐจะทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานมากขึ้น แทนการให้กลุ่มทุนผูกขาดประเทศไทยได้้ผลประโยชน์และกำไรในภาวะวิกฤติ  สภาที่ 3 เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลจะใช้เงินกู้ในสัดส่วนอีก 4 แสนล้านบาทเพื่อทำให้คนมีงานทำและมีรายได้ โดยเน้นกิจกรรมท้องถิ่น หรือชุมชน ทั้งการเกษตร เรื่องแหล่งน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อท้องถิ่น แต่การที่รัฐบาลไม่จริงใจต่อการกระจายอำนาจไปท้องถิ่นและชุมชนอย่างแท้จริง ทำให้นอกจากจะเป็นการเปิดช่องให้นักการเมืองเข้าไปแทรกแซงชี้นำโครงการเพื่อประโยชน์ส่วนตนดังที่เกิดขึ้นในอดีตแล้ว ยังจะเปิดช่องทุจริตคอร์รัปชันอย่างมโหฬารอีกด้วย เนื่องจากเป็นการใช้เงินในรูปแบบพระราชกำหนดซึ่งอยู่นอกกรอบการกำกับตรวจสอบของระบบงบประมาณ เรื่องนี้จึงเป็นอันตรายแก่ประเทศชาติและประชาชน สภาที่ 3 จึงเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ขัดเจน และให้ชี้แจงวิธีการที่จะกำกับควบคุมการใช้เงินให้รัดกุม เพราะหนี้จำนวนมหาศาลเช่นนี้ ถ้าหากใช้โดยไม่เกิดประโยชน์สูงสุด หรือถ้าหากมีทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง ก็จะเป็นบ่วงเชือกที่คล้องคอประชาชนและคนรุ่นใหม่ไปอีกนาน ในขณะที่โอกาสความก้าวหน้าในชีวิตไม่ดีขึ้นเท่าเทียมกัน “ที่ผ่านมา เราได้ยินแต่เสียงดนตรี แต่มันไม่มีเนื้อเพลง บัดนี้ ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะชี้นำ ทำให้ประชาชนมีความหวังข้างหน้า ถึงเวลาแล้วที่จะบรรยายทางเดินอนาคต เพราะในการศึกครั้งนี้ ข้าศึกอ่านหนังสือไม่ออก รัฐบาลจึงไม่ต้องกังวลว่าแผนการฟื้นฟูอนาคตของชาติจะรั่วไหล ท่านสามารถชี้แจงบอกประชาชนได้อย่างเต็มที่”แถลงการณ์ ระบุ สภาที่ 3 ขอย้ำว่า สังคมไทยมีความจำเป็นเร่งด่วน ที่จะต้องหาวิธีจัดการให้ประชาชนเข้าใจและเชื่อมั่นในมาตรการฟื้นฟู โดยต้องรื้อยกเลิกความขัดแย้งที่มีมานานกว่าสิบปี แล้วทุกฝ่ายร่วมมือกันในศักราชใหม่ เพื่อกำหนดแนวทางร่วมกันในการฟื้นฟู ให้ตรงกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง และกำหนดวิธีการตรวจสอบการใช้เงินให้เป็นที่มั่นใจ รวมไปถึงการปฏิรูปสังคมเพื่อกระจายโอกาสเริ่มต้นที่ดีขึ้นแก่ประชาชน จึงเห็นว่าพลเอกประยุทธ์ซึ่งเดิมควรจะเป็นผู้ลดความขัดแย้ง แต่กลับลงไปเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง จำเป็นจะต้องปรับแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการแสวงหาความร่วมมือจากทุกฝ่ายก้าวข้ามขั้วและสี ก้าวข้ามรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน โดยถือหลักการวิกฤติเป็นโอกาส ไม่ใช่วิกฤติซ้อนวิกฤติแบบที่เป็นอยู่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องก้าวข้ามพรรคพวกและวาระทางการเมือง ไม่เช่นนั้นหลังโควิดสังคมการเมืองก็จะเดินเข้าสู่วิกฤติการณ์ทางการเมืองที่อาจหนักหน่วงและไม่แตกต่างเท่าใดนักกับวิฤตการณ์โควิดที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้”แถลงการณ์ ระบุ