"ไพศาล" ยกพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 ยุติสงคราม 30ปีลงได้
วันที่ 22 ก.ย.64 นายไพศาล พืชมงคล นักการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุค ระบุว่า
" พระราชดำริให้ยุติสงคราม30ปี!
สัปดาห์ก่อนทายาทของอดีตผู้นำกองทัพปลดแอกประชาชนพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา มาเยี่ยม
ผมได้ถามความเห็นว่าบ้านเมืองวุ่นวายทุกวันนี้ท่านมองว่าอย่างไร?
เขาบอกว่าปัญหาความวุ่นวายของพวกเด็ก ๆ นั้นเป็นเรื่องเล็กกระจุ๋มกระจิ๋ม!
ต้องมองให้เห็นคนอยู่ข้างหลังคือพวกนักล่าณานิคม ซึ่งย่ำยีไทยและมาเลเซียมาแล้ว ตอนนี้กำลังกลับเข้ามาอีก
การวุ่นวายตอนนี้เป็นผลจากการเคลื่อนไหวของพวกนี้!!
เขาประเมินว่าพวกเด็กและเยาวชนที่หลงเป็นเครื่องมือนักล่าณานิคมนั้น มีอย่างมากก็ไม่เกิน 1,000 คน ควรต้องช่วงชิงกลับมาตามนโยบาย 66/23
การผลักไสประชาชนและคนเห็นต่างไปเป็นพวกล้มเจ้านั้นเป็นอันตรายและจะทำให้เหตุการณ์ซ้ำรอยในยุคสงครามกลางเมืองอีก!
ความเห็นจากสหายของกองทัพปลดแอกพรรคคอมมิวนิสต์มาลายาในอดีตยังคงแหลมคมเหมือนเดิม
และนี่ก็คือหนทางแก้ปัญหาความขัดแย้งวุ่นวายในปัจจุบัน!
คำสั่ง 66/23 ที่นำประเทศไทยกลับสู่ความสงบสุขหลังสงครามกลางเมือง 30 ปี เป็นพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9!!!
ที่ทรงรับสั่งแก่ป๋าเปรมว่า รบกันมาหลายสิบปีแล้ว ยิ่งรุนแรงมากขึ้น ให้คิดหาวิธีการอื่นดู
ป๋าเปรมมอบให้พลเอกชวลิต ดำเนินการ และได้จัดทำเป็นร่าง นโยบาย 66/23 แล้วป๋าก็ได้นำความกราบบังคมทูล ทรงโปรดให้ลุงจิ๋วเข้าเฝ้า
และรับสั่งว่า คนไทยรบกันเองมา 30 ปีแล้วพระองค์ต้องเสด็จไปพระราชทานเพลิงศพทหารและเจ้าหน้าที่ ถึงปีละ1,400 คนแล้ว
ให้นำผู้ขัดแย้งเข้ามาร่วมกันพัฒนาบ้านเมืองจะดีกว่า
3 ปีหลังจากใช้นโยบาย 66/23 สงครามกลางเมืองที่ขยายตัวไปถึง 47 จังหวัด ก็สิ้นสุดลง
รวมทั้งการสงบศึก สงครามยืดเยื้อ 3 ฝ่ายคือไทย พรรคคอมมิวนิสต์มาลายา และมาเลเซีย โดยทำสนธิสัญญาสันติภาพที่หาดใหญ่
ในวาระนั้นเฉินผิง เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์มาลายา(เสื้อสีส้ม)ได้ปราศรัยต่อทั่วโลกว่า
ในฐานะประชาชนมาเลเซีย ข้าพเจ้าขอถวายความจงรักภักดีแด่พระเจ้าอยู่หัวภูมิพล
ในเดือนมีนาคม 2529 กองทัพไทย ก็ได้ประกาศยุทธศาสตร์พระราชทาน ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า "ประเทศมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง"
และยุทธวิธีคือ"ทำสงครามกับความยากจน"