Game Changer “บิ๊กป้อม” ผู้คุมเกม พร้อมสละ สร.1 นั่ง สร.2 ลุ้น ควบมท.1 เดินหน้าปรองดอง

การเมือง21 เม.ย. 2566 • 23:00 น.
Game Changer “บิ๊กป้อม” ผู้คุมเกม พร้อมสละ สร.1 นั่ง สร.2 ลุ้น ควบมท.1 เดินหน้าปรองดอง

ประกาศตัวพร้อมเป็น นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 และ เตรียมพร้อมตัวเอง ที่จะเป็นนายกฯ และ สู้อย่างเต็มที่ ลงพื้นที่หาเสียง วางกลยุทธ์ เกมการเมือง หลายชั้น หลายทาง แต่ใครจะได้เป็นนายกฯนั้น มันขึ้นอยู่กับดวงชะตา และโชคชะตา ที่ได้กำหนดไว้แล้ว

 “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่ 3 ป.บูรพาพยัคฆ์  เคยถูกทำนายทายทัก โดย โหรวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ  โหร คมช. แห่งสำนักสุขิโตว่า จะเป็น ป. ที่ดวงจะได้เป็นนายกฯ แต่ไปๆมาๆ กลับกลายเป็น ป.ประยุทธ์ น้องเล็ก ที่นำรัฐประหาร ตอนเป็น ผบ.ทบ. โดยที่ตั้งใจจะเป็นนายกฯเอง ในเวลานั้นแม้ พล.อ.ประวิตร จะถามไถ่ว่า  “มึงคิดจะปฏิวัติหรือเปล่า” แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า “ไม่คิดหรอกพี่”  ก็เป็นการสะท้อนถึงชั้นความลับที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่อาจแพร่งพรายได้ แม้กับ พล.อ.ประวิตร พี่ใหญ่

 เหตุผลหนึ่ง อาจเป็น เพราะ พล.อ.ประวิตร มีสายสัมพันธ์คอนเน็กชั่นกับ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พี่ชายของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จึงกลัวข่าวรั่ว หรือในอีกด้านหนึ่ง พล.อ.ประวิตร อาจไม่ได้พูดความจริง ในการให้สัมภาษณ์ในขณะที่เป็น หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐและ แคนดิเดตนายกฯชิง กับ พล.อ.ประยุทธ์ จากพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อที่จะลบภาพลักษณ์ตัวเองว่าเกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร เพื่อเปิดโอกาสสำหรับการจับมือร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย ย้อนกลับไปรัฐประหารครั้งนั้นบรรดานายทหารในขั้วอำนาจบูรพาพยัคฆ์ คาดการณ์กันว่า พล.อ.ประยุทธ์ รัฐประหาร แล้วอาจจะให้ พล.อ.ประวิตร เป็นนายกฯ

 แต่ปรากฏว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ เอง แต่แค่เชิญ พล.อ.ประวิตร มาเป็นรองนายกฯและเป็น รมว. กลาโหมดูแลกองทัพให้เท่านั้น พล.อ.ประวิตร ก็ช่วยเดินเกมการเมือง และ คุมทหารคุมตำรวจจนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ได้มาถึง 8 ปี  เข้าสู่ปีที่ 9  ตั้งแต่ยุค คสช. 5 ปี และ มาหลังการเลือกตั้ง 2562 อีก 4 ปี

แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ให้ พล.อ.ประยุทธ์ไปต่อได้แค่ 2 ปี ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้กลับมาหลังการเลือกตั้ง พ.ค. 2566 นี้ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็พร้อมที่จะไปต่อไม่ได้หลบหลีกทางหรือสนับสนุนให้ พล.อ.ประวิตรพี่ใหญ่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีบ้าง

จนตอนนี้ จึงกลายเป็นเสมือน “พี่ป้อม” และ “น้องตู่” เป็นคู่แข่งชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีกันเสียเอง และดูเหมือนจะอยู่คนละขั้วข้างเสียด้วย พล.อ.ประวิตร ถูกจับจ้องว่าหลังการเลือกตั้งจะจับมือกับพรรคเพื่อไทยในการจัดตั้งรัฐบาล ตามที่มีกระแสข่าวบิ๊กดีล มายาวนาน พรรคเพื่อไทยเอง ก็พยายามที่จะแลนด์สไลด์ ชนะให้ได้ขาดลอยจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว จะได้ไม่มีปัญหาตอนจับมือกับพรรคพลังประชารัฐ ของ พล.อ.ประวิตร

 ฝ่าย พล.อ.ประวิตร เองก็พยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้พรรคพลังประชารัฐได้จำนวนส.ส. ทะลุ 100 หรือ อย่างน้อยก็ 80 ถึง 90 ที่นั่ง เพื่อเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลและเป็นนายกรัฐมนตรีเอง

 แต่หาก พล.อ.ประวิตรได้ ส.ส. ต่ำกว่า 50 และ หากต้องไปร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยที่ได้ที่นั่ง ส.ส. 180-200 กว่า ที่นั่ง การที่พรรคเพื่อไทยจะยอมให้ พล.อ.ประวิตร เป็นนายกฯ ก็จะถูกต่อต้านจากผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยเอง

แต่พรรคเพื่อไทยก็ต้องการ พล.อ.ประวิตร มาทลายกำแพงสมาชิกวุฒิสภา ที่จะคัดค้านไม่ให้แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็น “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร หรือ เศรษฐา ทวีสิน ก็ตาม ได้เป็นนายกฯ  และต้องการ พล.อ.ประวิตรร่วมรัฐบาล เพื่อถอดสลักการรัฐประหารป้องกัน ทหารปฏิวัติ

มีรายงานข่าวจากบ้านป่ารอยต่อถึงท่าทีของ พล.อ.ประวิตร หากพรรคพลังประชารัฐได้จำนวนส.ส. ต่ำกว่า 50 ก็พร้อมที่จะร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย และ ไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะได้ประกาศไว้แล้วว่า พรรคไหนได้ส.ส.มากกว่า ก็เป็นแกนนำในการฟอร์มรัฐบาล และเป็นนายกรัฐมนตรีไป

 พล.อ.ประวิตร ไม่จำเป็นต้องเป็นนายกฯ “สร.1” แต่พร้อมที่จะเป็นแค่รองนายกรัฐมนตรี สร.2 เช่นที่เคยเป็นมา เพื่อเดินหน้าสู่ความปรองดอง และตัว พล.อ.ประวิตร เองก็เป็นสัญลักษณ์ของความปรองดอง ระหว่างฝั่งประชาธิปไตยและฝ่ายอนุรักษ์นิยมโดยเฉพาะกองทัพ ได้เช่นกัน

 แต่อยู่ที่ว่าพรรคเพื่อไทย จะยอมยกเก้าอี้รัฐมนตรีมหาดไทย “มท.1” ให้ พล.อ.ประวิตร ควบหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการต่อรองหน้างาน

นั่นหมายถึงว่า พล.อ.ประวิตรก็พร้อมที่จะ ประคับประคองนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่สองของประเทศไทยอย่าง แพทองธาร หรือ เศรษฐา ให้เป็นนายกฯได้ เพราะถึงอย่างไรสายสัมพันธ์ของ พล.อ.ประวิตร กับบ้านจันทร์ส่องหล้า คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ก็ยังคงเหนียวแน่น และยาวนาน จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาหลังการรัฐประหารคุณหญิงพจมาน และ ลูกๆทั้งสามคนรอดผลงานเหงื่อมมือของทหาร ของ คสช.

อีกทั้งในเชิงดวงชะตาแล้ว พล.อ.ประวิตร ได้เป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงที่รักษาการแทน พล.อ.ประยุทธ์ 37 วัน ไปแล้วจึงทำให้ดวงการเป็นนายกรัฐมนตรีถูกใช้ไปเรียบร้อยแล้ว แต่ภารกิจสำคัญของ พล.อ.ประวิตร ก็คือการสกัดกั้นไม่ให้พรรคก้าวไกลได้มาเป็นรัฐบาล จึงต้องยอมที่จะนำพรรคพลังประชารัฐไปร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยเพราะไม่เช่นนั้นแล้วพรรคเพื่อไทยอาจจะดึงพรรคก้าวไกลเข้าไปร่วมรัฐบาลซึ่งจะส่งผลสะเทือนต่อเรื่องการแก้ไขมาตรา 112

เช่นนี้จึงทำให้ พล.อ.ประวิตร ได้ออกมาประกาศว่านโยบายของพรรคพลังประชารัฐจะไม่แตะต้องมาตรา 112 และหากพรรคการเมืองที่จะร่วมรัฐบาลด้วยจะแก้ไข หรือยกเลิกมาตรา 112 ก็จะไม่ร่วมรัฐบาลด้วย

ที่นอกจากเป็นการกีดกันพรรคก้าวไกลแล้วก็ยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปที่พรรคเพื่อไทยด้วยว่าหากจะจับมือกับตนเองก็ต้องไม่แตะต้องมาตรา 112 เพราะ พล.อ.ประวิตร ก็ถือเป็นทหารรักษาพระองค์เป็นทหารเสือราชินีที่มีความจงรักภักดีและ มีมิชชั่นในการปกป้องสถาบันด้วยเช่นกัน

 นี่จึงอาจเป็นหมากเกมที่ซ่อนอยู่ในแผนของพยัคฆ์เฒ่า อย่าง พล.อ.ประวิตร ที่หากเลือกข้างมาอยู่กับพรรคเพื่อไทย ก็สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่แตกร้าวเกินเยียวยาของ “พี่น้อง 3 ป.” ด้วยนั่นเอง

 เพราะ พล.อ.ประวิตร ก็สามารถที่จะไปจับมือกับ พล.อ.ประยุทธ์ และจัดตั้งรัฐบาลขั้วเดิม และ ดัน พล.อ.ประยุทธ์ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีได้

 แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า พล.อ.ประวิตร จะตัดสินใจท้ายที่สุดอย่างไรเพราะเป็นผู้คุมเกมตัวจริง