เด็กปชป.ห่วง"หมอวรงค์-สุเทพ"นำทัพปลุกปชช.ต้าน"ลัทธิชังชาติ"
"อดีตรองโฆษกปชป." ชี้ สังคมไทย อยู่กลาง "เขาควาย" ห่วง"หมอวรงค์- สุเทพ"นำขบวนปลุกปชช. ต้านลัทธิชังชาติแนะสังคมตั้งสติถอดบทเรียน กปปส.- นปช.ทำชาติพัง หวั่นเกิดรัฐประหารซ้ำ ขณะที่"ธนาธร-ปิยบุตร"ยกปมตัวเองเป็นปัญหาชาติ เหน็บ"ปิยบุตร"ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ชี้เงินกู้ 191 ล.เป็นกฎหมายมหาชนไม่ใช่กฎหมายเอกชน แม้ไม่เขียนแต่ทำไม่ได้
เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ Facebook Chao Meekhuad เรื่อง "อย่านำคนไปตาย อย่าลากประเทศไทยสู่วังวนรัฐประหาร" มีเนื้อหาระบุว่า ผมอ่านข่าวนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม จะร่วมกับคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เปิดเวทีทั่วประเทศเพื่อต่อต้าน สิ่งที่พวกเขาเรียกว่าลัทธิชังชาติ แล้วไม่สบายใจอย่างยิ่ง เพราะ เห็นถึงสัญญาณอันตรายของการปลุกเร้ามวลชน ให้แบ่งขั้วแยกข้างชิงชังซึ่งกันและกันจนกลายเป็นว่าจะอยู่ร่วมบนแผ่นดินเดียวกันไม่ได้ ซึ่งขัดแย้งกับความพยายามที่ต้องการให้ประเทศไทยอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
เราไม่จำเป็นต้องรักกัน ไม่จำเป็นต้องเข้าใจกันในทุกเรื่อง แต่ต้องเคารพความเห็นซึ่งกันและกัน บนความหลากหลายทางความคิด และใช้วิจารณญาณตัดสิน เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ด้วยหลักเหตุผล บนความถูกต้องไม่ใช่ความถูกใจ นี่คือสิ่งที่ทุกคนในสังคมไทยต้องช่วยกันรั้งสติตัวเองเพื่อนำพาชาติเดินหน้าไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งที่มีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล หัวหน้าและเลขาพรรคอนาคตใหม่ ก็กำลังปลุกเร้าสังคมให้เกิดความเข้าใจผิดคิดว่ามีกระบวนการใช้กฎหมายเล่นงานพรรคอนาคตใหม่ซึ่งถือว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงเนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นกับนายธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการต้องสิ้นสภาพความเป็นส.ส หรือกรณีล่าสุดที่ กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคอนาคตใหม่ล้วนเป็นผลจากการกระทำของตัวเองทั้งสิ้น เพราะเรื่องการถือครองหุ้นสื่อ ศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำวินิจฉัยที่มีเหตุผลรองรับอย่างชัดเจนว่าบริษัทวี-ลัคมีเดียไม่เคยไปยกเลิกจดแจ้งการพิมพ์แสดงให้เห็นว่าพร้อมที่จะประกอบกิจการสื่อมวลชนได้ทุกเมื่อ อีกทั้งการโอนหุ้นก็มีพิรุธหลายอย่างว่าไม่ได้โอนกันจริง เช่นเดียวกับกรณีนายธนาธรปล่อยเงินกู้ให้กับพรรคตัวเอง 191.2 ล้านบาท ทั้งๆที่กฎหมายพรรคการเมืองมาตรา 62 ไม่ได้เปิดช่องให้พรรคการเมืองมีรายได้อื่นๆ เหมือนกฎหมายพรรคการเมืองในอดีต การกู้เงินจึงทำไม่ได้ เข้าข่ายเป็นเงินที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 72 จนนำไปสู่มติกกต. ส่งศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคอนาคตใหม่ การที่นายปิยบุตร ซึ่งเป็นถึงอาจารย์กฎหมายมหาชน อ้างว่าเมื่อกฎหมายไม่ห้ามถือว่าทำได้ เป็นการตีความ ที่ผิดหลักการ แบบไม่น่าให้อภัย เพราะกฎหมายมหาชนมีความแตกต่างกับกฎหมายเอกชน กฎหมายเอกชนถ้าไม่เขียนห้ามถือว่าทำได้ แต่กฎหมายมหาชนเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจ ถ้าไม่เขียนไว้ถือว่าทำไม่ได้ ซึ่งเชื่อว่านายปิยบุตรก็รู้ดี แต่จงใจ บิดเบือนหลักการกฎหมายเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง กลายเป็นเหมือนกิ้งกือตกท่อมีความรู้กฎหมายท่วมหัว แต่เอาตัวไม่รอด
ปัญหาหรือต้นตอที่ทำให้เกิดการตรวจสอบทั้งสองกรณีล้วนมาจากปากของนายธนาธรทั้งสิ้นเรื่องแรกเกิดจากนายธนาธรคุยโม้เรื่องจะทำบลายด์ทรัสต์ จนมีสื่อมวลชนไปขุดคุ้ยเรื่องการถือหุ้นสื่อออกมาเผยแพร่ต่อสาธารณะส่วนเรื่องเงินกู้ 191 ล้านบาทก็ออกจากปากนายธนาธรที่ไปพูดกับสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ จริงไม่ต่างอะไรกับปลาหมอที่ตายเพราะปาก แต่ในขณะนี้นายธนาธรกับพวก กำลังเอาปัญหาส่วนตัว มาเปลี่ยนเป็นปัญหาของระบบเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประเทศตามที่คนเหล่านี้ตั้งธงเอาไว้
นายเชาว์กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ประเทศไทยจึงอยู่ ระหว่างเขาควายที่กำลังจะขวิดกัน ฝ่ายหนึ่งเกาะเกี่ยวอยู่กับขั้วอำนาจไม่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการล้มอำนาจเดิมเพื่อสถาปนาอำนาจใหม่โดยมีตัวเองเป็นผู้ถืออำนาจ หากปล่อยให้ความขัดแย้ง 2 ฝ่ายลุกลามบานปลายไปเรื่อยๆความเสียหายจะเกิดขึ้นเหมือนอดีต และจะเป็นเงื่อนไขในการทำรัฐประหารอีกรอบ
“จึงอยากให้ทุกคนตั้งสติให้ดี ชาติบ้านเมืองเป็นของทุกคน อย่าสร้างวาทกรรมซังชาติขึ้นมาแบ่งแยกคนชาติ อย่าปลุกเร้ามวลชนให้เข้าใจผิดในข้อเท็จจริงว่ามีการใช้กฎหมายเล่นงานตนเองและพวก อดีตเราเคยเจ็บปวดกับเรื่องเหล่านี้มามากต่อมาก ไม่ว่าจะเป็นกรณีกปปส.หรือกรณีนปช.คนเสื้อแดง ล้วนแต่ทิ้งซากปลักหักพังไว้ให้ชาติบ้านเมือง ส่วนพี่ของประชาชนที่ออกไปต่อสู้ต้องบาดเจ็บล้มตายติดคุกติดราง เพราะใคร... “นายเชาว์กล่าวว่าทิ้งท้าย