- โฆษณา -

"อภิสิทธิ์" ชี้ รธน. 60 ไม่ใช่คำตอบปท. แต่เพื่อให้คนที่ยึดอำนาจมีต่อ แนะวางกติกาใหม่ให้นักการเมืองเดินหน้าได้

การเมือง24 มิ.ย. 2566 • 18:09 น.
"อภิสิทธิ์" ชี้ รธน. 60 ไม่ใช่คำตอบปท. แต่เพื่อให้คนที่ยึดอำนาจมีต่อ แนะวางกติกาใหม่ให้นักการเมืองเดินหน้าได้

วันที่ 24 มิ.ย. 66 ที่ห้องปรีดี เกษมทรัพย์ (LT.2) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ คณะนิติศาสตร์ จัดเสวนาในหัวข้อ "91 ปีประชาธิปไตยกับก้าวต่อไปหลังการเลือกตั้ง 2566 :กติกาทางรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับการเมืองไทย ในโครงการ "เชิดชูครูกฎหมาย"งานวิชาการรำลึก ศาสตราจารย์ ไพโรจน์ ชัยนาม ครั้งที่ 11 โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งว่า ตนนึกถึงอดีตตอนที่เป็นอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2534 ได้เป็นวิทยากรที่เคยมานั่งแบบนี้ รวมทั้งมีผู้ที่ร่วมร่างรัฐธรรมนูญมาร่วมเสวนารัฐธรรมนูญ 23 ก.พ. 2534 ที่เกิด รสช. หนึ่งในผู้ร่างรัฐธรรมนูญลุกขึ้นชี้หน้ามาด่าตน ทำให้รู้สึกสะท้อนใจ เวลาผ่านไปจนมาถึงตอนนี้ 30 ปี เคยคาดหวังจะมีกติกาบ้านเมืองฉบับสุดท้ายให้ประเทศเดินหน้าได้ แต่ปรากฏว่า 30 กว่าปีทุกอย่างยังวนเวียนอยู่เหมือนเดิม 

 

- โฆษณา -

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 ที่มีการจัดทำประชามติ ที่เราบอกไม่ใช่กติกาที่จะเป็นคำตอบของประเทศ เป็นกติกาที่อาจจะไม่ได้ตามตั้งใจของผู้ร่างกติกาที่ไม่เป็นสากล มีความผิดเพี้ยน ความสับสนวุ่นวายก็ตามมาจนถึงวันนี้ ที่มีการผ่านมาแล้ว 1 เดือน แต่ยังมีความสับสน มีการคาดคะเนต่างๆ ว่า กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนจะทำได้หรือไม่ หรือแม้จะตั้งได้ก็จะเกิดความขัดแย้ง ความวุ่นวาย 

 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จำเป็นที่จะต้องกติกาใหม่ ไม่เช่นนั้นนักการเมืองเดินต่อไปไม่ได้ ต้องแก้กับดักที่เกิดขึ้น จากสภาชุดที่แล้วที่มีการแก้ไขแต่ให้เว้นหมวด 1 และหมวด 2 ให้เป็นกระบวนการที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม แต่ยังเจอกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่ออ่านคำวินิจฉัยก็ตีควาไม่เหมือนที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความ เพราะการทำประชามติที่กำหนดในรัฐธรรมนูญให้ทำ 2 ครั้ง ซึ่งมีการแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยที่ประชาชนอนุญาตแล้ว เมื่อยกร่างเสร็จก็ไปถามประชามติอีกครั้งก็สอดคล้องกับเงื่อนไขที่กำหนดไว้ แต่ถึงวันนี้ยุตติหรือยัง และทิ้งระยะเวลามายาวนานแต่ก็ยังไม่สามารถทำประชามติได้ โจทย์คือกระบวนการรื้อฟื้นกระบวนการที่จะทำประชามติ 1 ครั้งและสามารถทำได้เลย ซึ่งหลายพรรคน่าจะเห็นชอบ ในส่วนส.ว.ก็ต้องรอชุดใหม่

 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หากจะทำรัฐธรรมนูญใหม่ ก็ต้องเดินหน้าตั้งแต่หมวด 3 ซึ่งสิ่งสำคัญคือ กระบวนการตกผลึก ที่จะต้องทำให้ทุกฝ่ายยอมรับกติกาและรู้สึกว่าเป็นเจ้าของร่วมกัน จึงจะทำให้เป็นภูมิคุ้มกันของรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้ ทั้งนี้รัฐธรรมฉบับใหม่ต้องเขียนให้สั้น ไม่ใส่อะไรจนบดบังประเด็นหลักกำหนดเรื่องหลักคือ บทบาทของภาครัฐ บทบาทของการมีส่วนร่วมของประชาชน โครงสร้างที่ให้อำนาจกับประชาชน ให้สิทธิเสรีภาพครอบคลุมเชิงสวัสดิการ ที่เป็นหน้าที่ของรัฐ และอะไรที่ไม่ควรทำกับประชาชน รวมถึงบทบาทองค์กรอิสระ ส่วนเรื่องยุทธศาสตร์ชาติและแนวนโยบายแห่งรัฐไม่ควรมี แต่ควรให้น้ำหนักการจัดรูปแบบของรัฐ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนอย่างไร 

 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ระบบการเลือกตั้งไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะระบบการเลือกตั้งเมื่อใช้ไปซักพักประชาชนและนักการเมืองจะรู้เองว่าเป็นอย่างไร  แต่ขอให้เป็นกระบวนการที่เสรี เป็นธรรม ประชาชนสามารถกำหนดอนาคตของตัวเองได้ แต่หัวใจสำคัญคือเรื่อง การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและการถ่วงดุลขององค์กรต่างๆ กับรัฐ ในต่างประเทศไม่ได้อิงที่เนื้อหาสาระแต่มีประเพณีและวัฒนธรรมการเมืองที่รองรับ ไม่ต้องมีศาลพิเศษหรือองค์กรอิสระ แต่การถ่วงดุลเกิดจากประเพณีและจิตสำนึก ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทยล้มเหลวนับตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2536-2538 และเมื่อมาถึงรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่มองว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาระบบการเมือง ก็คิดว่าน่าจะเป็นต้นแบบได้ โดยให้รัฐธรรมนูญเกิดความเข้มแข็งสามารถถ่วงดุลโดยภาคประชาชน แต่ก็ยังล้มเหลวจนมาถึงรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ยังมีจุดอ่อนหลายจุด แม้จุดประสงค์จะมีขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาของรัฐธรรมนูญปี 2540 แต่ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับทั้งหมด เพราะยังเอาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคือ ส.ว.เข้ามาด้วย


นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า พอมาถึงรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ตั้งโจทย์ของประเทศ แต่เพื่อให้คนที่ยึดอำนาจยังมีอำนาจต่อไป ทำหลายอย่างเสียไปหมดตั้งแต่การทำประชามติที่ไม่เสรี ผู้ร่างกระโดดลงมาเล่นเอง และมีคำถามพ่วงที่ ส.ว.มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งนี้ยุคนี้ ความน่าเชื่อต่อองค์กรอิสระตกต่ำที่สุด และไม่เห็นว่าจะกลับมาได้อย่างไร ตนไม่เห็นด้วยที่จะโยนเฉพาะ ส.ว.และศาล และกลับไปเป็นสภาเป็นใหญ่ เพราะตนไม่เห็นว่าในระบบการเมืองเรา ในเรื่องประเพณี จิตสำนึกยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมา แต่ยังให้ศาลมาตัดสินในเรื่องจริยธรรมอยู่เลย ถ้าไม่เอาศาลก็ต้องออกแบบองค์กรอิสระใหม่ให้มีความมั่นใจ และเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้หรือกลับมาที่ส.ว. หากจะต้องเป็นส่วนหนึ่งในการตรวจสอบควรจะออกแบบในลักษณะอย่างไร และหากไม่ได้มาจากประชาชนก็ต้องไม่ให้มีอำนาจมาก สิ่งที่ต้อระมัดระวังคือ เราอย่าคิดว่ากฎหมายแก้ปัญหาได้ทั้งหมด ระบบรัฐสภาถ้าไม่มีวัฒนธรรมทางการเมืองมารองรับก็เดินได้ยาก