“ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” เปิดแผน “แก้น้ำท่วม-ภัยแล้ง-ฝุ่นพิษ” อย่างยั่งยืน
หมายเหตุ : “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย และอดีตอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ให้สัมภาษณ์ "รายการสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์" ออกอากาศทางช่องยูทูป SiamrathOnline เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2566 โดยได้วิเคราะห์เจาะลึกถึงการดำเนินการแก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง จากปรากฎการณ์เอลนีโญ รวมทั้งสถานการณ์ค่าฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน
-สถานการณ์ภัยแล้งในปี 2567 มองว่าน่ากังวลมากน้อยเพียงใดสำหรับประเทศไทย
เมื่อตอนต้นปี 2566 ผู้คนส่วนใหญ่ต่างตื่นตัวเรื่องสถานการณ์ภัยแล้ง อันเนื่องมาจากเอลนีโญ ผมในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญได้ศึกษาเรื่องนี้ พร้อมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกชุดหนึ่ง จากข้อมูลส่วนราชการได้ชี้แจง ทุกหน่วยงานได้เตรียมความพร้อม ไม่ว่าจะเป็นกรมชลประทาน การประปานครหลวง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) กระทรวงมหาดไทย
วันนี้ผมคิดว่าส่วนราชการทุกหน่วยงานตื่นตัว และเฝ้าระวังเรื่องนี้ ประกอบกับในช่วงปลายปี 2566 ช่วงเดือน ตุลาคม-พฤศจิกายน ประเทศไทยมีฝน ทำให้เขื่อนต่าง ๆ สามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น จากข้อมูลปัจจุบัน วันนี้เขื่อนศรีนครินทร์เป็นเขื่อนที่มีปริมาณการเก็บน้ำมากสุดถึง 1 หมื่น 7 พันล้านลูกบาศก์เมตร มีน้ำจำกัด 13% เขื่อนภูมิพล เก็บได้เกือบ 80% แต่ละเขื่อนบางจังหวัด เขื่อนที่มีขนาดเล็ก ขนาดกลาง ก็สามารถเก็บกักน้ำได้ถึง 100% บางเขื่อนต้องปล่อยออกหรือมากกว่านั้น ผมมั่นใจว่าส่วนราชการประกอบกับฝนปลายปี ทำให้สถานการณ์ไม่เลวร้ายอย่างที่เราประเมินตั้งแต่ต้นปี 2566
-จากเดิมที่ประเมินไว้ จุดใดน่าเป็นห่วง
ในภาพรวมทั้งประเทศ เพราะการที่ภัยแล้งในฤดูแล้ง เนื่องจากไม่มีฝนตก ประชาชนโดยทั่วไปทุกภาคส่วน ทั้งภาคเกษตร ประปา และอุตสาหกรรม ต้องอาศัยน้ำมากกว่า 75% หรือ 80% ซึ่งผมเชื่อว่าปริมาณน้ำที่กักเก็บในปีนี้ มากกว่าปี 2562 ดังนั้นเรื่องภัยแล้งผมคิดว่าไม่หนักกว่าที่เราประเมินไว้ตั้งแต่ต้น ส่วนช่วงปีหน้ากรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่ากลางเดือนพฤษภาคมปี 2567 ฝนจะเริ่มตก ซึ่งเป็นปกติอย่างนี้เหมือนทุกปี ผมมั่นใจว่าน้ำกิน น้ำใช้ โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคอุตสาหกรรม ภาคตะวันออก ซึ่งมีเขื่อนต่าง ๆ ที่มีเขื่อนเก็บกักน้ำอยู่ 4-5 เขื่อนก็เต็ม ผมว่าไม่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับภัยแล้ง
-กรรมาธิการเข้าไปมีบทบาทเข้าไปเสริมการแก้ไขปัญหาหรือป้องกันภัยแล้งได้อย่างไร
เราเชิญอธิบดีส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เรื่องภัยแล้ง เรื่องน้ำ เช่น กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงมหาดไทย การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค เท่าที่ฟังข้อมูลจากหัวหน้าส่วนราชการแต่ละกรม ทุกกรม มั่นใจและมีน้ำต้นทุนเพียงพอที่จะดูแลประชาชน
ผมในฐานะประธานกรรมาธิการ จึงคลายความกังวล กรรมาธิการเหลือภารกิจคือการลงไปติดตามดูในพื้นที่ เมื่อได้ข้อมูลทางวิชาการและข้อเท็จจริงมาประกอบแล้ว ก็จะทำรายงานเสนอต่อสภาว่า การแก้ไขปัญหาภัยแล้งในระยะสั้นควรทำอย่างไร แต่อย่าลืมว่า เราพูดเรื่องภัยแล้งทุกปี เกิดอย่างนี้ทุกปี มากกว่า 10-20 ปีแล้ว วันนี้คณะกรรมาธิการผมคงต้องพูดว่า อีก 5 ปีเราไม่พูดเรื่องนี้ได้ไหม
เพราะถ้าเกิดภัยพิบัตินั่นแสดงว่า ประเทศต้องเสียเงิน รัฐบาลต้องเสียเงิน เพื่อเข้าไปเยียวยา เข้าไปบริหารจัดการเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง หรือน้ำท่วมก็ตาม เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวมา เราจะทำอย่างไรในปัญหาระยะยาวเพื่อไม่ให้เกิดขึ้น สิ่งนี้คือโจทย์ใหญ่มากกว่า
ในมุมมองผม วันนี้ในประเทศไทยพื้นที่ป่าน้อยลง ต้นไม้น้อยลง เวลาฝนตกลงมา เรามีพื้นที่ราบหรือเป็นพื้นที่เขาหัวโล้นมาก ฝนตกลงมาน้ำก็จะไหลลงมาอย่างรวดเร็วลงไปสู่พื้นล่าง จึงทำให้เกิดน้ำท่วมในชุมชนเมือง หรือในพื้นที่ที่ประชาชนอาศัยอยู่ บนภูเขาในอดีตเมื่อมีฝนตกก็จะค่อย ๆ รินไหลลงมาใช้เวลานาน พื้นที่ล่างก็จะมีต้นไม้ทำให้ไม่เกิดน้ำท่วม แต่ถ้าประเทศไทยยังไม่ฟื้นฟู พื้นที่บนเขาหัวโล้น หรือพื้นที่ราบสูงที่ไม่มีต้นไม้อยู่ให้กลับมามีสภาพเป็นป่า
ผมคิดว่าปัญหาน้ำท่วม ปัญหาภัยแล้ง รวมทั้ง PM2.5 ไม่สามารถแก้ได้ เพราะว่า PM2.5 เกิดจากหมอกควัน ซึ่งเกิดจากการเผาของประชาชนที่กำจัดวัชพืช หรือเข้าป่าไปหาผักหวานหรือเข้าไปล่าสัตว์ การเข้าไปเผาจะเกิดหมอกควันขนาดใหญ่ทำให้เกิด PM2.5 ในวันนี้ทางภาคเหนือเรื่องการท่องเที่ยวในช่วงฤดูแล้ง หรือฤดูหนาว หากไม่มีคนไป คนกรุงเทพฯ เคยมีบ้านอยู่เชียงใหม่ เชียงราย
วันนี้ก็หมดไปเพราะอากาศไม่ดี PM2.5 ในบริเวณชุมชนเมือง หรือในชุมชนที่มีอุตสาหกรรมมาก เกิดจากก๊าซคาร์บอนไดร์ออกไซด์ที่เกิดจากเครื่องยนต์ หรือโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยมา ในช่วงฤดูหนาวเกิดอากาศกดทับ ทำให้ไอจากควันรถ โรงงานอุตสาหกรรม ไม่สามารถพัดผ่านไปได้ ก็เกิดปกคลุมอยู่ในชุมชนเมือง สิ่งนี้เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิด PM 2.5
เพราะฉะนั้นหากมีต้นไม้ ป่า ความชื้น ผมเชื่อว่าเศษเชื้อเพลิง หรือเศษวัชพืชที่แห้งในฤดูแล้ง เช่น หญ้าจุดไฟก็ไม่ติด ใบไม้ถ้าอยู่ในป่าดิบเวลาร่วงก็ไม่แห้งเพราะมีฝนมีความชุ่มชื้นอยู่ ไฟก็ไม่สามารถจุดติดได้ แต่วันนี้ไม่มีต้นไม้ ประชาชนขึ้นไปทำพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าวโพด ฝ้าย มันสำปะหลัง อ้อย เวลาจุดไฟเผาทำให้เกิด PM2.5 ถ้าเรามีพื้นที่ราบสูง พื้นที่เขาหัวโล้น เราสร้างเป็นป่าปลูกต้นไม้ยืนต้น ผมเชื่อว่า 3 สิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้น และรัฐบาลจะไม่ต้องเสียเงินที่จะเยียวยา หรือช่วยเหลือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ
ผมเชื่อว่าแต่ละปีเสียเงินไม่น้อยและเสียอย่างนี้ทุกปี จะเห็นได้ว่า ภาควิชาการทุกคนช่วยกับส่วนราชการทุกปี แต่เป็นการแก้ไขระยะสั้น แก้ไขปัญหาเฉพาะด้าน เพราะการสร้างป่าต้องทำอย่างจริงจัง ส่วนใหญ่เราจะปลูกต้นไม้โดยการไปปลูก ถ่ายรูปมาโชว์ในโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ซึ่งปกติการดูแลรักษาอย่างน้อยใช้เวลาถึง 10 ปี เพื่อให้ต้นไม้รอดพ้นจากวัชพืช ไฟป่า เพราะเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้หากทำอย่างไม่จริงจัง ผมเชื่อว่าปัญหาน้ำท่วม ปัญหาภัยแล้ง และปัญหา PM2.5 จะไม่สามารถแก้ไขได้สำเร็จ
-ทางกรรมาธิการมีแผนทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ที่จะส่งให้กับทางรัฐบาลใช่หรือไม่
กรรมาธิการจะมีส่วนราชการทุกภาคส่วน ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรฯ และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) ที่ดูแลเรื่องน้ำ และยังมีสภาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มีองค์ความรู้ ผมเชื่อว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ จะทำรายงานเสนอสภา เพื่อเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาระยะยาว เพื่อไม่ให้ประเทศเราเสียเงินไปกับ 3 ปัญหาดังกล่าว ผมเชื่อว่าประชาชนเฝ้ามองอยู่ว่า ทำอย่างไรปัญหา 3 อย่างนี้จะหายจากประเทศไทย ในอดีตปัญหาภัยแล้งเราพูดถึงน้อยมากเพราะประชาชนมีน้ำกิน น้ำใช้เพียงพอ
-น้อมนำแนวทางพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 และ รัชกาลที่ 10 ในการทำการศึกษาหรือไม่
พระราชดำริของพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ซึ่งตรัสไว้ ทั้งเรื่องน้ำ ป่า พวกเราน้อมรับนำพระราชดำรัสเข้ามาเป็นแนวทาง หรือเป็นต้นแบบในการทำรายงานเสนอต่อสภา
-การศึกษาส่วนใหญ่จะไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติ ทำให้หลาย ๆ ปัญหาในเมืองไทยไม่ได้รับการแก้ไข คณะกรรมาธิการชุดนี้มีความกังวลมากน้อยเพียงใด
ในการปฏิบัติ เชื่อว่าหน่วยงานที่ทำคือ ส่วนราชการ ส่วนภาคการเมืองมีหน้าที่ในการให้นโยบาย เพื่อให้เกิดการปฏิบัติที่สมบูรณ์ วันนี้ผมเชื่อว่าเกือบทุกคนที่เป็นผู้บริหาร หรือข้าราชการทราบดี สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องเก่าที่ขาดการปฏิบัติอย่างจริงจัง เรื่องการฟื้นฟูพื้นที่เขาหัวโล้นพูดมาตั้งแต่ปี 2557 แต่ผลลัพธ์ไม่เกิด วันนี้หน่วยงานที่จะฟื้นฟูพื้นที่เขาหัวโล้นคือ กรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่เขาหัวโล้นที่ดูแลและรับผิดชอบอยู่ ผมคิดว่าถ้ากระทรวงทรัพย์ฯ ขับเคลื่อนเรื่องนี้และทำอย่างจริงจัง เหมือนประเทศจีนนำพื้นที่แห้งแล้งมาปลูกป่า ทางตะวันออกกลางนำพื้นที่ทะเลทรายมาปลูกป่า และสร้างจิตสำนึกให้คนท้องถิ่น หรือคนในชุมชนมีส่วนร่วม ให้เข้าใจว่าป่าหรือต้นไม้มีประโยชน์อย่างไร
วันนี้คนที่ขึ้นไปถางป่า ทำพื้นที่เกษตรในพื้นที่ราบสูง ผมเข้าใจว่า 1.อาจจะไม่มีที่ดินทำกิน 2.ยากจน 3.ไม่เข้าใจเรื่องภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับคนพื้นที่ราบ เพราะฉะนั้นเขาเห็นต้นไม้ใหญ่ ๆ ก็จุดไฟเผานำเศษวัชพืช เศษเชื้อเพลิงไปสุมโคนจุดไฟให้ต้นไม้ตาย เพื่อจะนำพื้นที่มาทำการเกษตร จะเห็นได้อย่างมาก โดยเฉพาะภาคอีสาน และภาคเหนือ เชื่อว่าประชาชนเข้าใจมากขึ้นจากการสื่อสารทางโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรือทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ แต่ส่วนราชการที่ดูแลพื้นที่จริงใจ ตั้งใจในการปฏิบัติ ผมเชื่อว่าความสำเร็จจะเกิดขึ้น ถ้าส่วนราชการไม่ขับเคลื่อนจริง ๆ ผมก็กังวลว่าความสำเร็จจะเกิดขึ้นยาก
เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ใช้ความอดทนต้องมีความตั้งใจจริง ๆ ถึงจะสามารถปลูกต้นไม้เป็นพัน ๆ หมื่น ๆ ต้น เพระาฉะนั้นการปลูกป่าในระบบประเทศไทยต้องอาศัยหลักวิชาการ และความทุ่มเท เชื่อว่าข้าราชการที่เข้าไปทำเกี่ยวกับเรืองปลูกป่า ถ้าเขาทำแล้วได้รางวัล เช่น ผมทำแล้วได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง ผมเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ เป็นสิ่งล่อใจให้ระบบราชการทุ่มเท แต่ถ้าทำแล้วไม่ได้อะไร เขาอยู่ไปก็ได้เงินในแต่ละเดือนอยู่แล้ว
หากหน่วยราชการให้รางวัลข้าราชการเหล่านี้ ปลูกป่าและมีแรงจูงใจว่าเขาจะได้ประโยชน์ในการเจริญก้าวหน้า เชื่อว่าการปลูกป่าจะสำเร็จ แต่หากคนที่ได้เลื่อนตำแหน่งหรือได้เลื่อนยศไม่มีผลงานที่ส่วนราชการตั้งไว้ ผมเชื่อว่าการบริหารราชการหรือการที่ประชาชนคาดหวังก็จะไม่เกิดขึ้น ฉะนั้นการปลูกป่าจึงต้องอาศัยความอดทน เพราะอยู่ในชนบท อยู่ในพื้นที่ที่ลำบาก
ผมอยากฝากให้ส่วนราชการว่า หากใครปลูกป่าได้ หรือทำงานสำเร็จควรให้รางวัล ในทางกลับกันบางคนได้เลื่อนยศเพราะเดินตามเจ้านาย คนที่ตั้งใจทำงานเขาก็จะหยุดการทำงาน ก็จะเกิดผลกับประชาชนในทางตรง สิ่งที่ประชาชนคาดหวัง ไม่อยากให้เกิดใน 3 ปัญหาดังกล่าวก็ไม่สามารถแก้ไขได้ แต่ถ้ามีรางวัลให้กับข้าราชการ หรือผู้ที่จะไปแก้ไขปัญหา ผมเชื่อว่าสำเร็จทุกเรื่อง
-รวมทั้งต้องมีรางวัลในการปลูกป่าให้ประชาชนด้วยหรือไม่
คนที่ไปทำต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมอยู่แล้ว ไปคุยกับชาวบ้าน ท้องถิ่น นายกอบต. เทศบาล กำนันผู้ใหญ่บ้าน หรือ อสม. มาช่วยกัน โดยการจ้างแรงงานในท้องถิ่นช่วยกันดูแล คนที่เข้าไปต้องเป็นนักวิชาการ เพราะต้องทำตามหลักวิชาการ 1.นักวิชาการรู้ว่าจะปลูกไม้อะไร ปลูกอย่างไร ปลูกระยะห่างเท่าไร 2.ปลูกเมื่อไร 3.ปลูกแล้วให้ใครดูแล จะแนะนำอย่างไร ถ้าไม่มีหัวหน้าทีมเข้าไป ปล่อยให้ประชาชนในพื้นที่ปลูก หรือท้องถิ่นปลูกกันเอง เชื่อว่าต้นไม้จะไม่ขึ้น และหากนำไม้ที่ไม่เหมาะสมไปปลูกก็ไม่สามารถเจริญเติบโตได้
เพราะฉะนั้นการทำอะไรก็ตามต้องอาศัยหลักวิชาการเป็นเรื่องแรกที่จะลงไปปฏิบัติ ส่วนประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เราก็นำพวกเขามามีส่วนร่วม เพราะผมเชื่อว่าถ้าประชาชนไม่มีส่วนร่วมงานนั้นก็ไม่ได้สำเร็จ
-ฝากประชาชนเกี่ยวกับการดูแล ป้องกันปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม PM2.5 อย่างไรบ้าง
อยากฝากว่า ถ้ามีโอกาส มีพื้นที่ว่างเปล่าก็ช่วยกันปลูกต้นไม้และรักษาต้นไม้ที่มีอยู่ให้เจริญเติบโต อย่างน้อยเป็นร่มเงาให้กับพวกเราและยังรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย ต้นไม้หนึ่งต้นสามารถลดอุณหภูมิได้ 2-4 องศา ในบริเวณใกล้เคียง เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าปัญหาโลกร้อน ภัยแล้ง PM2.5 และน้ำท่วม สามารถที่จะแก้ไขได้ด้วยการปลูกต้นไม้